|
|
|
จีน อินเดีย แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง |
|
|
|
การเดินทางไปเยือนจีนเป็นเวลา 3 วันของนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงค์แห่งอินเดียเมื่อ13-15 มกราคม 2551 เป็นเรื่องที่นักสังเกตการณ์การเมืองระหว่างประเทศให้ความสนใจ เมื่อผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียสองชาติ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ได้มาพบกัน เพราะเหตุการณ์แบบนี้นาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง เพราะกับคำถามว่า ผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสองมาพบกันด้วยเรื่องอะไร จะมีผลกระทบต่อโลกโดยเฉพาะประเทศในเอเชียอย่างไรบ้างหรือไม่
นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่นายกรัฐมนตรีอินเดียมาเยือนจีน นอกจากได้พบกันนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าแล้ว ยังได้พบกับประธานาธิบดีหูจิ่นเทาด้วย ผลการเยือนเท่าที่มีการเปิดเผยออกมา มีทั้งการลงนามในข้อตกลงขยายการค้าระหว่างสองประเทศ โดยตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2553 การค้าอินเดียและจีนจะขยาย เพิ่มจาก 37,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2550 เป็น 40,000 ล้านในปี 2553 โดยจีนยอมรับที่จะหาทางปรับดุลการค้าจากที่จีนได้เปรียบให้ดีขึ้น
นายกรัฐมนตรีซิงค์มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเสาหลักสำคัญในการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนทัศนะคติที่ต้องตรงกันเท่านั้น ยังสะท้อนถึงความปรารถนาของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันในอนาคตอีกด้วย ในขณะที่เหวินเจียเป่าแสดงความเชื่อมั่นว่า สองประเทศจะเป็นหุ้นส่วนที่ร่วมมือกันมากกว่าจะเป็นคู่แข่งกัน โดยสองฝ่ายจะเคารพ เข้าใจและไว้ใจซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และมีความก้าวหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์ ได้ กับ ได้ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
นอกจากนั้น ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะให้มีการฝึกร่วมทางทหารเป็นครั้งที่สอง จากที่ได้ทำมาแล้วครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2550 โดยใช้ประเด็นที่ไม่กระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยใช้การฝึกร่วมว่าด้วยการปราบปรามผู้ก่อการร้าย และการช่วยเหลือตัวประกันแทน ส่วนประเด็นพิพาทบริเวณพรมแดนแถบทิวเขาหิมาลัยนั้นก็เจรจากันไป และให้ผู้นำทางทหารในพื้นที่มีช่องทางติดต่อกัน เพื่อป้องกันการปะทะกันดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2505 และ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหารุนแรงขึ้น ในเมื่อต่างฝ่ายมักจะกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดพรมแดนตลอดเวลา ซึ่งคงไม่มีใครถูกผิดในเมื่อยังไม่สามารถตกลงปักปันเขตแดนได้ เพราะแต่ละฝ่ายต่างถือแผนที่คนละเล่ม
เป็นที่เข้าใจได้ว่า การพบกันครั้งนี้คงไม่สามารถทำให้ปัญหาที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศหมดสิ้นไป หรือก่อให้เกิดความไว้วางใจกันในทันที ซึ่งต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำสองยักษ์ใหญ่เอเชียรู้ว่าจะบริหารจัดการปัญหาอย่างไรไม่ให้ปัญหารุนแรงจนกระทบต่อความสัมพันธ์ของสองประเทศ โดยสองฝ่ายได้เริ่มพบปะเจรจากันบ่อยขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา
แม้ว่าสองประเทศยักษ์ใหญ่มีปัญหาพรมแดน และความไม่ไว้วางใจกันในหลายเรื่อง แต่ทั้งผู้นำจีนและอินเดียต้องการเก็บปัญหานั้นไว้ก่อน โดยให้ทหารทั้งสองฝ่ายมีโอกาสพบปะกันมากขึ้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้นำจีนและอินเดียหันมาเน้นการขยายการค้าระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจอันมีความสำคัญเร่งด่วนอันดับต้น ๆ ก้าวหน้าไปด้วยดี อินเดียต้องการส่งออกไปจีนมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้าซึ่งปัจจุบันอินเดียขาดดุลการจีนปีละประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน อินเดียก็พร้อมจะเปิดตลาดให้สินค้าจีนเช่นกัน
ปี 2550 การค้าระหว่างจีนและอินเดียมีมูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากปี 2547 ร้อยละ 56 แต่อินเดียก็ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 4,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 9,600 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2549 และอาจเพิ่มสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณก็ได้ ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสำคัญของการเยือนจีนครั้งนี้ คือ การหาทางปรับดุลการค้าให้อินเดียเสียเปรียบน้อยลง
อย่างไรก็ดี เป็นที่เข้าใจว่า จีนและอินเดียต่างเป็นทั้ง คู่ค้า และ คู่แข่ง เพราะสินค้าของประเทศทั้งสองมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ดังนั้น ตลาดจึงเป็นตลาดเดียวกัน ขณะเดียวกัน สองประเทศต่างก็ออกไปแสวงหาและแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานเพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ
ไม่เพียงแต่เรื่องการค้าและการทหารเท่านั้น การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ย่อมมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ระดับโลกด้วยเพราะจีนและอินเดียเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุด และมีบทบาท มีความสำคัญมากขึ้นในเวทีโลก ในการพบปะกันประธานาธิบดีหูจิ่นเทา นายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าและผู้นำจีนอื่น ๆ สองฝ่ายคงพูดกันถึงบทบาทที่จีนและอินเดียจะร่วมมือกันในการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของโลก แม้ว่าจีนยังระแวงท่าทีของอินเดียที่เข้าไปร่วมใน พันธมิตรประชาธิปไตย ที่มีสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จับมือกัน คล้ายกับตีวงล้อมโอบจีน และกรณีอินเดียสนับสนุนธิเบต ในขณะที่อินเดียก็ระแวงจีนที่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับปากีสถานซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นของอินเดีย แม้สองประเทศจะมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน แต่ก็มีประเด็นที่เป็นความกังวลร่วมกัน และมีหลายประเด็นที่เป็นการแสดงความปรารถนาดีร่วมกันได้
ผู้นำทั้งสองชาติรู้ดีว่า สิ่งใดควรเล่น สิ่งใดไม่ควรเล่น ในเวลาใด เรื่องที่ระแวงกันก็เก็บเอาไว้ในใจก่อน หันไปทำในสิ่งที่สามารถร่วมมือกันเพื่อแสวงประโยชน์ร่วมกันจะดีกว่า ตามหลักของคอมมิวนิสต์ที่ว่า แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง
|
|
|
|