วิเคราะห์ข่าว
มิตรเก่าที่มีปัญหาค้างคาใจ

ตามแผนการเยือนตะวันออกกลาง 8 วัน 6 ประเทศและอีกหนึ่งเขตปาเลสไตน์ ของประธานาธิบดีบุช เขาเริ่มการเยือนด้วยการไปอิสราเอลเป็นประเทศแรกเมื่อ 9-10 มกราคม และออกเดินทางจากอิสราเอลใน 11 มกราคมไปเยือนคูเวต 11-12 มกราคม จากนั้นเดินทางไปบาห์เรนเมื่อ 13 มกราคม และสหรัฐอาหรับเอมิเรต วันที่ 14 มกราคม ก่อนที่จะต่อไปค้างที่ริยาดห์ เมืองหลวงของซาอุดิอาราเบีย วันที่ 14-15 มกราคม และปิดท้ายด้วยการเยือนอียิปต์ใน 16 มกราคม

นอกจากออกมาถล่มอิหร่านด้วยคำพูดแล้ว หลายฝ่ายเฝ้าจับตาดูผลการเยือนซาอุดิอาราเบีย เพราะซาอุดิอาราเบียเป็น “ตัวละคร” สำคัญที่มีบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลางที่ทุกฝ่ายจะมองข้ามไม่ได้ นอกจากเป็นอาหรับสายจารีตนิยมหรือสายกลางที่เป็นผู้นำในการต่อต้านกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งแล้ว ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโอเปคในการกำหนดราคาน้ำมันโลกด้วย โดยใช้การผลิตเป็นกลไกควบคุมการขึ้นลงของราคาน้ำมัน เพราะฉนั้น ผู้นำสหรัฐต้องมีความเกรงใจซาอุดิอาราเบียในระดับหนึ่งด้วยหตุผลข้างต้น ที่สำคัญคือ ซาอุดิอาราเบียเป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมอาวุธอเมริกัน

ในการเยือนซาอุดิอาราเบียครั้งนี้ นอกจากขอให้ซาอุดิอาราเบียสนับสนุนแผนการสันติภาพตะวันออก และข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์แล้ว สิ่งที่สหรัฐหยิบยกขึ้นมาหารือกับผู้นำซาอุดิ คือ ปัญหาภัยคุกคามจากอิหร่านที่ยังเดินหน้าโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียต่อไป การขอให้ซาอุดิอาราเบียเป็นผู้นำในการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินไป เพราะปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าไนเม็กซ์เกินกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลแล้ว ซึ่งทำความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันชั้นดีจากซาอุดิอาราเบียเป็นสำคัญ และเศรษฐกิจของโลกด้วย โดยบุชหวังว่า ซาอุดิอาราเบียจะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศผู้ผลิตอื่น ๆ ในโอเปคทำตาม และส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง บุชพยายามโอ้โลมปฏิโลมกษัตริย์ซาอุดิว่า ถ้าน้ำมันราคายังสูงเช่นนี้ต่อไป ประเทศอื่นจะซื้อน้ำมันน้อยลงและหันไปใช้พลังงานทดแทนอย่างอื่น ซึ่งจะทำให้ซาอุดิอาราเบียขายนน้ำและก๊าซธรรมชาติได้น้อยลง รายได้ก็จะน้อยตาม

การเยือนซาอุดิอาราเบียครั้งนี้ บุชได้ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าขายอาวุธ ตกลงขายเทคโนโลยีนำวิถีด้วยแสงเลเซอร์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสูง มูลค่า 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และลูกกระสุนปืนใหญ่นำวิถีด้วยดาวเทียม 900 ลูก มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับกองทัพซาอุดิอาราเบียด้วย แม้ว่าสภาคองเกรสสนับสนุนการขายอาวุธดังกล่าว แต่ ส.ส.อเมริกันบางคนเกรงว่า เทคโนโลยีชั้นสูงดังกล่าวอาจตกไปอยู่ในมือของผู้ก่อการร้ายและกลับมาทำอันตรายแก่สหรัฐ และพันธมิตรเช่นอิสราเอลในภายหลังก็ตาม อย่างไรก็ดี ฝ่ายบริหารยืนยันว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ เพราะสหรัฐได้แจ้งให้อิสราเอลทราบก่อนแล้ว ซึ่งอิสราเอลไม่ขัดข้อง เพราะสหรัฐได้ขายอาวุธที่มีเทคโนโลยีสูงทัดเทียมกับชาติอาหรับอื่น ๆ ให้กับอิสราเอลเพื่อเป็นการคานดุลอำนาจทางทหารไปแล้ว

เป็นที่เข้าใจกันว่า สหรัฐขายอาวุธทันสมัยและเทคโนโลยีสูงให้ซาอุดิอาราเบียก็เพื่อไว้คานดุลกับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค และใช้อิสราเอลคอยประกบอิหร่านอีกทางหนึ่งด้วย ในขณะที่ทางการอิหร่านมองว่า การเยือนตะวันออกกลางของบุชครั้งนี้เป็นความพยายามแพร่กระจายโรคเกลียดกลัวอิหร่านในหมู่ประเทศตะวันออกกลางให้ระแวงอิหร่าน

อิหร่านเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในวาระการเจรจาข้อราชการระหว่างบุชกับกษัตริย์อับดุลเลาะแห่งซาอุดิอาราเบีย โดยก่อนที่จะมาซาอุดิอาราเบีย บุชได้ประกาศที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อภูมิภาคและต่อโลก เท่ากับเป็นการปูทางไว้ก่อนบินมาซาอุดิอาราเบีย อย่างไรก็ดี แม้ว่าสหรัฐและซาอุดิอาราเบียเห็นพ้องกันที่จะต้องคานอิทธิพลของอิหร่านที่เพิ่มมากขึ้น แต่วิธีการของทั้งสองฝ่ายกลับแตกต่างกัน โดยสหรัฐใช้วิธีการแข็งกร้าว ในขณะที่ซาอุดิอาราเบียมีท่าทีอ่อนกว่า เพราะระยะหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาราเบียกับอิหร่านมีแนวโน้มดีขึ้น ล่าสุด อาหมัดดิเนจัดเป็นประธานาธิบดีอิหร่านคนแรกที่ไปประกอบพิธีฮัจจ์ที่เมกกะ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ในขณะที่สหรัฐต้องการความร่วมมือจากซาอุดิอาราเบียในแผนการสันติภาพอิสราเอล – ปาเลสไตน์ การคานอิทธิพลและโดดเดี่ยว อิหร่าน และความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายและกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงสุดโต่ง แต่ความสัมพันธ์สองฝ่ายก็ไม่ราบรื่นเท่าที่ควรหลังจากการเหตุการณ์กลุ่มอัล กออิดะถล่มมหานครนิวยอร์เมื่อ 11 กันยายน 2544 เพราะสหรัฐมองว่า สมาชิกบางคนในราชวงศ์ซาอุดิอาราเบียอาจให้การสนับสนุนอย่างลับ ๆ แก่กลุ่มก่อการร้ายอัล กออิดะ ซึ่งเป็นสัตรูสำคัญของสหรัฐ ทำให้สหรัฐไม่ค่อยไว้วางใจซาอุดิอาราเบียเต็มที่ แต่ก็ต้องการความช่วยเหลือจากซาอุดิอาราเบียในเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า

การพบปะกับกษัตริย์อับดุลเลาะครั้งนี้ ไม่ทราบว่า บุชได้หยิบยกเรื่องการปฏิรูปประชาธิปไตยในซาอุดิอาราเบียขึ้นพูดหรือไม่ โดยบุชมองว่า ประชาธิปไตยเท่านั้นที่เป็นกลไกสำคัญในการสู้กับลัทธิก่อการร้าย แต่กษัตริย์อับดุลเลาะอาจไม่เชื่อในสิ่งที่บุชเชื่อก็ได้ เพราะซาอุดิอาราเบียมีระบอบการปกครองของตนเองตามจารีตประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สหรัฐก็ทิ้งซาอุดิอาราเบียไม่ได้ ขณะที่ซาอุดิอาราเบียก็ทิ้งสหรัฐไม่ได้เช่นกัน เพราะสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใกล้ชิดในเกือบทุกด้าน