|
|
|
ครบรอบห้าปีระเบิดบาหลี |
|
|
|
วันที่ 12 ตุลาคม 2550 เป็นวันครบรอบ 5 ปีของการวางระเบิดที่ร้านอาหารที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งพิศูจน์ในภายหลังได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม เจ.ไอ. หากท่านผู้อ่านยังจำได้ การวางระเบิดที่บาหลีเมื่อปี 2545 ไม่เพียงแต่ทำให้คนอินโดนีเซียรู้สึกช็อคเท่านั้น แต่ยังกระทบความรู้สึกของคนในอาเซียนและคนทั่วโลกด้วย เพราะเหยื่อผู้ก่อการร้ายที่เสียชีวิต 202 คนนั้น เป็นคนอินโดนีเซียและนักท่องเที่ยวจากชาติต่าง ๆ 22 ประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเสียชีวิตถึง 88 คน ถือว่าเป็นการก่อการร้ายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งหลังจากเหตุการณ์ถล่มตึกศูนย์การค้าโลกที่นครนิวยอร์คในวันที่ 11 กันยายน 2544
เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียสามารถจับกุมคนร้ายได้หลายคน และส่งฟ้องศาล ๆ ได้ตัดสินประหารชีวิตผู้ก่อการร้าย 3 คน ซึ่งอาจต้องถูกประหารในเวลาไม่ช้านี้ เพราะศาลฎีกาปฏิเสธคำอุทรณ์ของคนทั้งสาม
กลุ่มก่อการร้าย เจ.ไอ. มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มก่อการร้ายอัล กออิดะ ของนายอูซามะ บิน ลาเดนที่มาหว่านเมล็ดการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้ไว้นานพอควร หลังจากการวางระเบิดที่บาหลี กลุ่ม เจ.ไอ.ยังลอบวางระเบิดที่โรงแรม เจ.ดับลิว.แมริออต ในกรุงจาร์กาตาซึ่งเป็นของนายทุนอเมริกัน เมื่อ 5 สิงหาคม 2546 ทำให้คนตาย 14 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2546 ได้วางระเบิดหน้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงจาร์กาตา ทำให้คนตาย 11 คน พอวันที่ 1 ตุลาคม 2548 กลุ่มก่อการร้ายได้วางระเบิด 3 ลูกซ้ำที่บาหลีอีก ทำให้คนตาย 20 คน
แม้ว่าในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฎการก่อการร้ายขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย เพราะแกนนำหลายคนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมลงโทษ แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า กลุ่ม เจ.ไอ.จะไม่ก่อเหตุร้ายขึ้นอีก
แม้วันเวลาผ่านไป แต่คนอินโดนีเซียยังจดจำการกระทำที่ป่าเถื่อนดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ความเจ็บปวดของครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บยังไม่จางหายไป คนอินโดนีเซียและคนทั่วโลกไม่อาจยอมรับการกระทำที่ป่าเถื่อนนั้นได้ โดยเฉพาะพี่น้องชาวมุสลิมอินโดนีเซียบอกว่า ยากที่จะยอมรับคนมุสลิมด้วยกันเที่ยวไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์บนความเกลียดชังโดยอ้างศาสนาบังหน้า
บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ จาการ์ต้าโพสต์ ของอินโดนีเซีย เขียนไว้อย่างน่าสนใจ โดยแสดงความห่วงใยภาพลักษณ์ของอิสลาม ทั้งที่อิสลามเป็นศาสนาที่รักสันติและสอนให้คนอดกลั้นอดทน อิสลามไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายที่ทำโดยมุสลิมบางคน คนอินโดนีเซียด้วยกันมองว่า สังคมอินโดนีเซียเริ่มผิดปกติ เพราะมีคนบางคนแม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยก็ตาม มีเจตนาที่จะทำร้ายชีวิตคนอื่นโดยอ้างว่าทำเพื่อศาสนา ความผิดปกตินี้อาจเป็นโรคร้ายในสังคมอินโดนีเซีย การที่จะรักษาโรคร้ายนี้ต้องหาสาเหตุ ต้นตอของปัญหาให้ได้ ไม่มียาวิเศษที่จะรักษาโรคร้ายนี้นอกเสียจากคนในสังคมยอมรับว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นและร่วมมือกันแก้ไขโรคร้ายในสังคม ร่วมมือกันต่อต้านลัทธิก่อการร้าย เพื่อแสดงให้ครอบครัวญาติพี่ต้องของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทราบว่า พวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ยังมีเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมโลกที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขและร่วมต่อสู้ลัทธิก่อการร้าย
บทบรรณาธิการได้เรียกร้องให้คนอินโดนีเซียและมุสลิมทั่วโลกร่วมมือหาทางป้องกันคนมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่หลงผิดและชอบอ้างว่าพระเจ้าส่งพวกเขามาฆ่าคนอื่น ภาพลักษณ์ของอิสลามได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างศาสนาไปเที่ยวไล่ฆ่าคนอื่น โดยกล่าวหาว่าคนเหล่านั้นเป็นสัตรูของอัลเลาะห์ ดังนั้น มุสลิมทั่วโลกต้องร่วมมือกันพิศูจน์ว่า อิสลามไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับลัทธิก่อการร้าย การป้องกันลัทธิก่อการร้ายไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่ภาคเอกชนและคนทุกคนในสังคมและประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้มนุษยชาติต้องได้รับความปวดร้าวจากการก่อการร้ายอีก
แม้ว่าในรอบสองปีที่ผ่านมา ไม่มีการก่อการร้ายขนาดใหญ่ในอินโดนีเซียเพราะภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนร่วมมือกันป้องกันเหตุร้ายดังกล่าว แต่กลับมาโผล่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่มุสลิมกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งอ้างศาสนาเที่ยวไล่ฆ่าพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ เพื่อนร่วมศาสนาและร่วมสังคมเดียวกันตายเหมือนผักปลา พลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชิวิตและได้รับบาดเจ็บมีจำนวนสะสมรวมกันแล้วมากกว่าการก่อเหตุร้ายในอินโดนีเซียหลายเท่า และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติแต่อย่างใด
เราคงไม่ต้องเขียนอะไรมาก แต่ขอให้ย้อนกลับไปอ่านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของอินโดนีเซียข้างต้น หากนำมาประยุกต์เข้ากับเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ก็ต้องพูดว่า คนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้ชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม ชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ นักบวช ฯลฯ ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำอันทารุณโหดร้ายป่าเถื่อนของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งอีกต่อไป เพราะเราไม่อาจปล่อยให้ชีวิตของพี่น้องผู้ร่วมชาตากรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องถูกปลิดทิ้งไปแต่ละวันเหมือนใบไม้ร่วมได้อีกต่อไป
พี่น้องชาวไทยมุสลิมต้องไม่ยอมให้ภาพลักษณ์ของอิสลามเสียหายจากการกระทำของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่ชอบอ้างศาสนาบังหน้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐนอกจากปฐมพยาบาลให้เลือดหยุดไหลแล้ว การรักษาโรคเรื้อรังก็ต้องกระทำต่อไปตามสมุหฐานของโรค และอย่าให้ปล่อยให้ เชื้อโรคสังคม เกิดขึ้นใหม่อีก
|
|
|
|