|
|
|
รัสเซียฟื้นที่ยืนในตะวันออกกลาง |
|
|
|
วันนี้จะเขียนถึงอิหร่านซึ่งเป็น จุดร้อน แห่งหนึ่งของโลก การที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางไปเยือนอิหร่านท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกย่อมมีนัยทางการเมืองโลกไม่มากก็น้อย เพราะรัสเซียได้ยืนอยู่เคียงข้างอิหร่านตลอดมาในความขัดแย้งดังกล่าว โดยเฉพาะการคัดค้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะออกมติเสนอ โดยสหรัฐและตะวันตกให้เพิ่มการแซงชั่นทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยเสนอให้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอทำงานร่วมกับอิหร่านเพื่อตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ให้ใช้เพื่อสันติโดยแท้จริง ขณะเดียวกันรัสเซียก็ต้องการให้อิหร่านอย่าแข็งกร้าวเกินไป แต่ควรประนีประนอมกับตะวันตกบ้าง
เป็นที่ทราบกันดีว่ารัสเซียได้ช่วยเหลืออิหร่านในการติดตั้งปฏิกรณ์นิวเคลียร์มาตั้งแต่แรก หากปราศจากการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์แล้ว อิหร่านคงไม่สามารถพัฒนาโครงการให้ก้าวหน้าไปได้เช่นทุกวันนี้ ขณะเดียวกันอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันและมีก๊าซธรรมชาติสำรองใหญ่ที่สุดในโลก เป็นความสนใจของรัสเซียที่ต้องการจะสร้างเครือข่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศตะวันตก
รัสเซียสูญเสียอิทธิพลในตะวันออกกลางไปนานนับจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในช่วงสงครามเย็นสหภาพโซเวียตมีอิทธิพลในตะวันออกกลางคานกับชาติตะวันตก โดยมีฐานอยู่ที่อียิปต์ ลิเบีย เพื่อสู้กับอิสราเอลที่สหรัฐและตะวันตกหนุนหลังอยู่ ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ อิรัก ตุรกี จอร์แดน อิรัก ประเทศรอบอ่าวต่างอยู่ในอิทธิพลของสหรัฐ รัสเซียจึงมองเขม้นมาที่อิหร่านซึ่งเป็นประเทศใหญ่แห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง ถ้าดูแผนที่จะพบว่าอิหร่านมีดินแดนติดต่อกับเอเชียกลางซึ่งเป็นอดีตสหภาพโซเวียต เป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระหว่างรัสเซีย เอเชียกลาง อิหร่าน และประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย นี่คือวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัสเซีย
รัสเซียต้องการสร้าง อิหร่านที่แข็งแกร่ง เป็นฐานอิทธิพลของตนในตะวันออกกลาง แต่รัสเซียก็ไม่ต้องการที่จะมีปัญหากับสหรัฐมากเกินไปในประเด็นอิหร่าน
การเยือนอิหร่านครั้งนี้ประธานาธิบดีปูตินประกาศสนับสนุนอิหร่านเต็มที่ว่า อิหร่านและชาติอื่นๆควรมีสิทธิในการดำเนินกิจกรรมนิวเคลียร์เพื่อสันติ และกล่าวเตือนตะวันตกว่าอย่าคิดใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขปัญหาพิพาทนิวเคลียร์กับอิหร่าน
นอกจากการพบกับผู้นำอิหร่านแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญในอิหร่านที่ปูตินเข้ามีส่วนร่วมด้วย กล่าวคือ มีการประชุมสุดยอดระหว่างรัสเซีย อิหร่าน กับผู้นำอาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน เติร์กเมนิสถาน ซึ่งเป็นประเทศรอบทะเลสาบแคสเปียนซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดอันดับสามของโลก ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์มีสาระสำคัญว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นสิ่งที่ชาติต่างๆมีสิทธิทำได้ นอกจากนั้นผู้นำประเทศรอบทะเลสาบแคสเปียนยังตกลงร่วมกันที่จะไม่อนุญาตให้ใครมาใช้ดินแดนของตนโจมตีต่อสมาชิกทั้งห้า แม้แต่ผู้นำอาเซอร์ไบจานซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐยังยืนยันว่า จะไม่ยอมให้ทหารอเมริกันมาใช้ดินแดนตนโจมตีประเทศเพื่อนบ้านเป็นอันขาด นัยหนึ่งจะไม่ยอมให้สหรัฐใช้ดินแดนของตนโจมตีอิหร่านนั่นเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส กับอิหร่าน ในปัญหานิวเคลียร์ เป็นเรื่องของความไม่เชื่อใจกันมากกว่า กล่าวคือ อิหร่านยืนยันเสมอว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ ตนเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผลิตระเบิดนิวเคลียร์ รัสเซียสนับสนุนการที่ชาติต่างๆรวมทั้งอิหร่านครอบครองนิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่สหรัฐและตะวันตกไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้นำอิหร่านคนนี้พูด เพราะเคยมีประสบการณ์เช่นนี้กับเกาหลีเหนือมาแล้ว ที่ระยะแรกผู้นำเกาหลีเหนือก็พูดแบบเดียวกัน แล้วอยู่ๆวันหนึ่งผู้นำเกาหลีเหนือก็ประกาศว่าสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้แล้ว ซึ่งทำให้ดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเปลี่ยนไป
ความระแวงของสหรัฐและตะวันตกก็มีเหตุผลที่รับฟังได้ เพราะการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมนั้นสามารถนำมาใช้ในเชิงสันติและผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ สหรัฐมีประสบการณ์กับเกาหลีเหนือมาแล้วจึงไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ที่สำคัญคือ หากอิหร่านผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ดุลอำนาจในตะวันออกกลางจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง และประเทศอื่นจะเรียกร้องสิทธิในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสร้างดุลอำนาจให้เท่าเทียมกัน ทำให้โลกตกอยู่ในอันตรายจากสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น
วันนี้รัสเซียภายใต้ปูตินซึ่งจัดการปัญหาภายในประเทศได้พอสมควรแล้ว ได้เริ่มออกมารื้อฟื้นบทบาทอภิมหาอำนาจโลกในตะวันออกกลางอีกครั้งหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่ารัสเซียจะทำได้แค่ไหน (19 ต.ค. 50)
|
|
|
|