|
|
|
ปฏิรูปหรือฟอกตัว |
|
|
|
รัฐบาลพม่าประกาศเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2551 ว่าจะให้มีการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคม 2551 นี้ และจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2553 โดยอ้างว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผนโรดแม็พในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ข่าวดังกล่าวนับว่าเป็นที่สนใจอย่งมากของประเทศตะวันตกและองค์กรพัฒนาเอกชนว่าด้วยพม่า รวมทั้งมิตรประเทศอาเซียน
รัฐบาลทหารพม่าชุดนี้มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2505 จนถึงขณะนี้ ทหารพม่าปกครองประเทศมา 45 ปีแล้ว ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสหรัฐและสหภาพยุโรป โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพม่าเป็นเผด็จการ ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนของคนพม่า รัฐบาลทหารเคยยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหนึ่งเมื่อปี 2533 แต่เมื่อพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ เอ็น.แอล.ดี ได้ชัยชนะอย่างท่วมท้น รัฐบาลทหารพม่าจึงล้มกระดานอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่คำนึงเสียงคัดค้านจากทั่วโลกและจากคนพม่า ซ้ำยังปราบปรามคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างรุนแรง จนขบวนการนักศึกษาที่เป็นแกนหลักในการต่อต้านถูกทำลาย นักการเมืองฝ่ายค้านและผู้นำนักศึกษาต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ส่วนผู้นำพรรค เอ็น.แอล.ดี ภายใต้การนำของนางออง ซานซูจี ถูกควบคุมตัวไว้ในบ้านพัก
สหรัฐและตะวันตกซึ่งกดดันพม่าผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งการแซงชั่นทางเศรษฐกิจ และ ฯลฯ ให้ทหารพม่าฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยเรียกร้องให้ปล่อยนางอองซานซูจี ให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กลับไม่แน่ใจว่ารัฐบาลทหารพม่าจะทำตามที่ประกาศไว้ โดยคิดว่านี่เป็นเพียงการลดแรงกดดันจากสังคมโลกเท่านั้น ส่วนฝ่ายค้านและอดีตนักศึกษามองว่า การประกาศดังกล่าวของรัฐบาลทหารก็เพื่อล้มความชอบธรรมของการเลือกตั้งปี 2533 ที่พรรค เอ็น.แอล.ดี. ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น และเป็นการสร้างความชอบธรรมต่อรัฐธรรมนูญที่ทหารร่างขึ้น และเป็นการขุดหลุมพรางให้ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของฝ่ายทหาร
หลายคนอาจวิจารณ์ว่า ทุกฝ่ายเรียกร้องตลอดมาให้รัฐบาลทหารพม่าปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย โดยมีการเลือกตั้ง แต่พอรัฐบาลประกาศให้มีรัฐธรรมนูญและกำหนดให้มีการเลือกตั้งหลังจากนั้น กลับไม่ยอมรับ แต่อีกฝ่ายก็อ้างว่า ยังไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลพม่าจะทำจริงตามที่อ้างหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่าไม่เคยมีความจริงใจ และเสนอแนะว่า หากรัฐบาลทหารพม่ามีความจริงใจ ก็ควรปล่อยนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านออกมาก่อน
ทั้งหมดเป็นเรื่องความไม่ไว้วางใจซื่งกันและกัน ฝ่ายค้านและโลกภายนอกมีเหตุผลพอสมควรที่ยังไม่ไว้วางใจเพราะรัฐบาลทหารพม่าได้สั่งให้มีการควบคุมตัวผู้นำพรรคฝ่ายค้านบางคนอีกต่อไปแม้ว่าได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม นอกจากนั้น บางฝ่ายบอกว่าให้จับตาดูรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพม่าว่าอาจมีบทบัญญัติห้ามคนที่มีสามีหรือภรรยาเป็นชาวต่างชาติลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าเป็นจริงตามที่บางฝ่ายแสดงความห่วงใยไว้ ก็หมายถึงว่า นางอองซานซูจีนจะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอีกต่อไป อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นความวิตกและความห่วงใยเท่านั้น เราต้องรอดูหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียก่อนที่จะตีตนไปก่อนไข้
รัฐบาลทหารพม่าเคยประกาศโรดแม็พปฏิรูปประชาธิปไตยพม่า 7 ขั้นตอน สำหรับขั้นตอนแรกคือการมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้เวลาร่างนานพอสมควร แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลทหารพม่าจะให้มีหรือไม่ และมีเมื่อไร ในการนี้ รัฐบาลทหารพม่ากำหนดให้มีการลงมติรับ หรือ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคม 2551 ซึ่งผลคงออกมาคือ รับ จากนั้น จึงมีการเตรียมการที่จะมีการเลือกตั้งใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งระหว่างนี้ ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อาทิ รัฐบาลจะปล่อยตัวนางอองซางซูจีหรือไม่ หรือถ้ารัฐบาลยอมปล่อยตัว นางอองซานซูจีจะมีลูกเล่นอะไรอีก ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง รัฐบาลจะยอมให้มีพรรคการเมืองอื่น ๆ และยอมให้มีการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่อย่างไร การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างเสรี บริสุทธิ์ ยุติธรรมตามครรลองประชาธิปไตยหรือไม่ นี่เป็นคำถามของกลุ่มประชาธิปไตยในและนอกพม่าต้องการคำตอบ
การติดตามการเมืองในพม่านั้น ต้องดู ผู้เล่นและศักยภาพ ของแต่ละกลุ่มด้วย ผู้เล่นหรือตัวละครในการเมืองพม่ามี (1) รัฐบาลทหารพม่า (2) พรรคฝ่ายค้าน เอ็น.แอล.ดี (3) รัฐบาลพลัดถิ่นพม่า (4) นักศึกษา (5) พระสงฆ์ (6) ประชาชน (7) ประเทศตะวันตก
เมื่อดูตัวละครทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่า รัฐบาลทหารพม่ามีพลังอำนาจมากที่สุดในขณะนี้ ส่วนรัฐบาลพลัดถิ่นพม่านำโดย ดร.เส่งวิน หมดศักยภาพไปแล้ว นักศึกษาถูกแยกสลายพลัง แกนนำสำคัญลี้ภัยไปต่อสู้ในต่างประเทศ พระสงฆ์ถูกทหารปราบปรามจนไม่กล้าจะเคลื่อนไหวเช่นเดิมอีก ประชาชนไม่มีพลังที่จะรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนและปราศจากผู้นำ ยังเหลือเฉพาะพรรคฝ่ายค้านซึ่งถูกจำกัดบทบาทแทบไม่เหลืออะไร แต่ก็ยังเป็นความหวังของประชาชน โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและตะวันตกซึ่งเป็นพลังนอกประเทศ ให้เกิดพลังประชาธิปไตยเพื่อสู้กับเผด็จการทหาร ดังนั้น ตัวละครที่เหลือแทบไม่มีศักยภาพที่จะไปขอ แบ่งอำนาจ จากฝ่ายทหาร และยากที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องพูดคุยให้ฝ่ายทหารมีหลักประกันในอำนาจของตน ไม่ใช่คิดจะล้มอำนาจทหารทันทีทันใด แม้แต่แรงกดดันจากนอกประเทศแทบไม่มีผลต่อรัฐบาลทหาร การจะขอให้ทหารพม่าพัฒนาประชาธิปไตยก็ต้องทำให้พวกเขามั่นใจและมีหลักประกันว่า ทหารจะมีบทบาทในการเมืองและความมั่นคงของพม่าต่อไป
เพียงประกาศว่าให้มีรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งก็ถือว่า เป็นข่าวดีพอสมควร แต่แค่นี้ยังไม่พอ รัฐบาลพม่าต้องทำให้สังคมโลกมีความเชื่อมั่นมากกว่านี้ เพราะกว่าจะถึงปี 2553 อาจมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกก็ได้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศพม่า
|
|
|
|