|
|
|
การเมืองมาเลเซีย |
|
|
|
ความเป็นไปในประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับมาเลเซียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดไทยมากที่สุดประเทศหนึ่ง นายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ตัดสินใจยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 มีนาคม 2551 โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ จากนั้น ผู้สมัครมีเวลาอีก 13 วันในการหาเสียงเลือกตั้ง
ทำไมนายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี จึงประกาศยุบสภาขณะนี้ ทั้งที่สภาผู้แทนชุดนี้ยังมีอายุถึงเดือนพฤษภาคม 2552 นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า เป็นเพราะมาเลเซียมีปัญหาตึงเครียดเรื่องเชื้อชาติซึ่งชาวอินเดียและคนจีนแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลให้สิทธิพิเศษเหนือคนมาเลย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น ภูมิบุตร หรือบุตรของแผ่นดิน ในขณะที่ชาวจีนและอินเดีย เป็น คนไม่ใช่ภูมิบุตร ปฏิกิริยาของชาวอินเดียที่แสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ช่วยปลายปี 2550 เป็นเรื่องที่รัฐบาลมาเลเซียต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนั้น รัฐบาลเกรงว่า ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นและปัญหาค่าครองชีพ หรือเงินเฟ้อ สูงขึ้น จะทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลต่ำไปกว่านี้ เพราะสองปัญหานี้คงไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี หากสังเกตดูการผ่องถ่ายอำนาจของผู้นำสิงคโปร์และมาเลเซีย จะพบว่า หลังจากมีผู้นำคนใหม่ ๆ จะต้องให้มีการเลือกตั้งในจังหวะเวลาที่คิดจะเป็นประโยชน์กับตนมากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและยืนอยู่ด้วยตนเอง ในกรณีของอับดุลเลาะห์ บาดาวี ก็เช่นกัน หลังจากที่ ดร.มหาเดร์ อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งมอบอำนาจให้กับเขาเมื่อปี 2546 เขาถูกอดีตผู้นำมาเลเซียวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ทำนองบริหารประเทศไม่เก่ง ดังนั้น อับดุลเลาะห์จึงต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า เขาสามารถบริหารประเทศโดยมีประชาชนสนับสนุน ไม่ใช่เป็นเพราะ ดร.มหาเดร์ มอบอำนาจให้เท่านั้น
มีการวิเคราะห์ด้วยว่า การที่อับดุลเลาะห์ เลือกจังหวะนี้ เหตุผลประการหนึ่งคือ เพื่อสะกัดกั้นการลงสมัคร ส.ส.ของนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำพรรคความยุติธรรมของประชาชน (Peoples Justice Party) ซึ่งยังไม่ครบกำหนดเวลาเล่นการเมืองตามคำสั่งของศาลจนกว่าจะถึงเดือนเมษายน 2551 ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า นายอันวาร์ เคยเป็นรองหัวหน้าพรรคอัมโนและเป็นนายกรัฐมนตรีสมัย ดร.มหาเดร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วงนั้น ทุกฝ่ายเชื่อว่า นายอันวาร์จะเป็นทายาททางการเมืองของ ดร.มหาเดร์ ค่อนข้างแน่ อย่างไรก็ดี ทั้งสองเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง โดยที่ ดร.มหาเดร์ ต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหรัฐ ส่วนนายอันวาร์นั้นถูกมองว่าเป็น นอมินี ของสหรัฐที่สหรัฐวางแผนใช้ให้โค่นล้ม ดร.มหาเดร์ เกมการเมืองในขณะนั้นจึงต้องมีคนอยู่คนไป ในที่สุด ดร.มหาเดร์ แสวงประโยชน์จากจุดอ่อนของนายอันวาร์ โดยกล่าวหาว่า นายอันวาร์เป็นพวกลักเพศ และฟ้องศาลในข้อหาคอรัปชั่น ซึ่งศาลตัดสินจำคุกนายอันวาร์ในปี 2541 และเพิ่งปล่อยตัวออกมาเมื่อปี 2547 หลัง ดร.มหาเดร์ พ้นอำนาจ แต่ศาลมีคำสั่งห้ามนายอันวาร์เล่นการเมืองจนถึงเมษายน 2551
แม้รู้กันดีว่า การเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2551 พรรคอัมโนซึ่งเป็นพรรคที่ปกครองประเทศโดยชนะเลือกตั้งทั่วไปต่อเนื่องมาถึง 11 ครั้ง จะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเช่นเดิม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญสองประการคือ ถ้าพรรคอัมโนได้ที่นั่งน้อยกว่าเก่า อาจถูก ดร.มหาเดร์ ค่อนขอดว่าทำงานไม่ได้เรื่อง ภาพลักษณ์ของอับดุลเลาะห์จะถูกไม่ดี นอกจากนั้น หากปล่อยให้นายอันวาร์ซึ่งกำลังมาแรง ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ อาจแย่งคะแนนจากคนมาเลย์ไปจากพรรคอัมโน ซึ่งจะกระทบต่อภาพความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์
พรรครัฐบาลผสม แนวร่วมแห่งชาติ ประกอบด้วยพรรคอัมโน ซึ่งเป็นของคนมาเลย์ พรรคเอ็ม.ซี.เอ.ของคนจีน พรรค เอ็ม.ไอ.ซี.ของคนอินเดีย และพรรคเล็ก ๆ อื่น ๆ จากรัฐซาบาห์และซาราวัค บริหารประเทศตลอดมา 50 ปี เป็น รัฐบาลผสม แนวร่วมแห่งชาติ เรียกว่าผูกขาดการปกครองประเทศตลอดมา ส่วนพรรคฝ่ายค้าน มี พรรคปาส ของคนมาเลย์ซึ่งมีฐานกำลังอยู่ที่รัฐกลันตันและรัฐตรังกานู ปัจจุบัน มีพรรคคนมาเลย์เพิ่มขึ้นมาอีกพรรคหนึ่งชื่อว่า พรรคยุติธรรมของประชาชน ( Peoples Justice Party) ภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิม โดยแยกออกมาจากพรรคอัมโน ส่วนพรรคฝ่ายค้านคนจีน คือ พรรค ดี.เอ.พี. ซึ่งถูกพรรคอัมโนกล่าวหาว่าเป็นพรรคนอมินีของพรรค พี.เอ.พี. ของสิงคโปร์
นอกจากพรรคอัมโนต้องป้องกันไม่ให้พรรคปาสขยายอิทธิพลออกไปนอกรัฐกลันตันและตรังกานูแล้ว พรรคอัมโนพยายามเจาะเข้าฐานเสียงพรรคปาสในสองรัฐดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก หากต้องมาสู้กับพรรคของนายอันวาร์ซึ่งดึงสมาชิกพรรคอัมโนส่วนหนึ่งแยกออกมา นายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์คงเหนื่อยไม่น้อย ดังนั้น จึงต้องหาทางสะกัดกั้นนายอันวาร์ ซึ่งคะแนนนิยมกำลังกระเตื้องขึ้น
มาเลเซียเป็นสหพันธ์รัฐประกอบด้วย 13 รัฐที่มีสุลต่านปกครอง และสุลต่านเลือกสุลต่านด้วยกันเองผลัดเปลี่ยนกันดำรงตำแหน่งพระราชาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของรัฐ ประชากรทั้งหมด 26.6 ล้านคน ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 เป็นคนมาเลย์ ร้อยละ 26 เป็นคนจีน ส่วนคนอินเดียมีร้อยละ 8 ที่เหลือเป็นคนเชื้อชาติอื่นโดยคนมาเลย์ครองอำนาจทางการเมืองตลอดมา รัฐสภามาเลเซียประกอบด้วยสภาสูง มี ส.ว.70 คนโดย26 คนมาจากการเลือกตั้งของสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ 13 รัฐ และแต่งตั้งโดยพระราชาธิบดีอีก 44 คน ดำรงตำแหน่งวาระละ 3 ปี ส่วนสภาล่างมี ส.ส.219 คนจากการเลือกตั้งโดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี การเลือกตั้งครั้งใหม่จะมี ส.ส.เพิ่มเป็น 222 คน ปัจจุบัน พรรคพันธมิตรซึ่งเป็นรัฐบาลมาเลเซียมี 199 ที่นั่ง พรรคปาส 8 ที่นั่งและพรรค ดี.เอ.พี. 12 ที่นั่ง
จากประเทศที่เคยตามหลังไทย ปัจจุบัน มาเลเซียนำหน้าไทยในเกือบทุกด้าน เพราะมีเสถียรภาพทางการเมือง และการคอรัปชั่นมีน้อย นักลงทุนนิยมไปลงทุนในมาเลเซีย งบประมาณถูกทุ่มลงไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มาเลเซียจึงแซงหน้าไทยไปไกล
เพราะนักการเมืองไทยมัวแต่ทะเลาะแย่งอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์กันอยู่
|
|
|
|