วิเคราะห์ข่าว
ธุรกิจลักลอบค้าอาวุธสงคราม

การค้าอาวุธเป็นธุรกิจที่ใหญ่มากมีมูลค่าเป็นแสนล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี การค้าอาวุธมีทั้งการค้าที่ถูกต้องระหว่างรัฐต่อรัฐ และการลักลอบค้าอาวุธสงคราม ที่นายบูธ ทูตแห่งความตายชาวรัสเซียที่เพิ่งถูกจับในเมืองไทยเร็ว ๆ นี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง

จากสถิติระหว่างปี 2532-2549 สหรัฐเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดให้กับประเทศต่าง ๆ โดยมีข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ มีมูลค่ากว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐมีส่วนแบ่งการตลาด (คิดจากมูลค่า) ถึงร้อยละ 39 รัสเซีย 17 ฝรั่งเศส 8 สหราชอาณาจักร 6 เยอรมนี 5 จีน 3 อิตาลี 2 ประเทศยุโรปอื่น ๆ รวมกันร้อยละ 13 และประเทศอื่นนอกยุโรปอีกร้อยละ 6 ส่วนใหญ่แล้วเป็นการขายให้กับประเทศกำลังพัฒนาเป็นสำคัญ

ประเทศที่เป็นลูกค้าซื้ออาวุธจากผู้ผลิตมากที่สุดระหว่างปี 2546-2549 คือ อินเดีย ร้อยละ 11 จีน 8 เท่ากับซาอุดิอาราเบีย อียิปต์ 6 เท่ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล 5 เท่ากับปากีสถาน ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆที่เหลืออีกร้อยละ 43 ประเทศที่เป็นลูกค้าซื้ออาวุธส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินเดียกับปากีสถาน อิสราเอลกับอาหรับ ซาอุดิอาราเบียซึ่งแข่งอิทธิพลกับอิหร่าน อิรัก

อาวุธที่ซื้อขายส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่ใช้ในสงครามในแบบ อาทิ รถถัง ปืนใหญ่ ปืน ค. จรวด ปรส. รถหุ้มเกราะ เรือบันทุกเครื่องบิน เรือพิฆาต เรือฟรีเกต เรือกวาดทุ่นระเบิด เรือดำน้ำ เรือเร็วติดจรวด เครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ จรวดจากพื้นสู่อากาศ และจากพื้นสู่พื้น จรวดประเภทต่าง ๆ ฯลฯ

เมื่อพูดถึงการซื้อขายอาวุธระหว่างรัฐถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในกรณีที่กลุ่มกบฎ กลุ่มก่อการร้าย กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมือง กลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย ฯลฯ ต้องการอาวุธเบาและหนักประเภทต่าง ๆ พวกนี้จะหาได้จากที่ไหน เพราะหากไปซื้อจากรัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ คงไม่มีใครขายให้ ยกเว้นว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลประเทศนั้นที่ส่งมาช่วยเหลือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น สหรัฐส่งให้กลุ่มตอลิบันเพื่อสู้กับทหารรัสเซียที่เข้ามายึดครองอัฟกานิสถาน เป็นต้น นอกจากนั้น กลุ่มต่าง ๆ ที่ต้องการอาวุธจึงต้องหาซื้อโดยวิธีผิดกฎหมายจากนายหน้าค้าอาวุธ

กรณีของนายวิคเตอร์ บูต อดีตเจ้าหน้าที่ เค.จี.บี.ที่ผันตัวเองมาเป็นมาเฟียรัสเซียลักลอบค้าอาวุธสงคราม ซึ่งเพิ่งถูกจับในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของขบวนการลักลอบค้าอาวุธสงคราม เขากำลังจะทำข้อตกลงจัดส่งอาวุธให้กับกลุ่มกบฎโคลอมเบียที่ชื่อว่า “กองทัพปฏิวัติโคลอมเบีย” หรือ เอฟ.เอ.อาร์.ซี มูลค่าประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งประกอบด้วยจรวด 100 ลูก ปืนไรเฟิลหลายพันกระบอก เขายังเสนอขายเฮลิคอปเตอร์ให้กับกลุ่มกบฎด้วย คาดกันว่ากลุ่มกบฎใช้อาวุธเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล และใช้ในการคุ้มครองยาเสพติดด้วย

บูตจัดตั้งบริษัทบังหน้าและมีเครื่องบินลำเลียงหลายลำ เพื่อใช้ลำเลียงอาวุธไปทิ้งร่มให้กับกลุ่มกบฎซึ่งเป็นลูกค้าของเขาในแอฟริกา ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา จากบัญชีรายชื่อลูกค้าที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ ปรากฎว่าบูตมีลูกค้าอย่างน้อยในสี่ทวีป โดยเน้นไปที่แอฟริกาเป็นสำคัญ เช่น ไลบีเรีย อังโกลา เซียร่าลีโอน เขาถูกสงสัยว่าจัดหาอาวุธให้กับกลุ่มตอลิบันและกลุ่มอัล กออิดะด้วย ส่วนแหล่งซัพพลายอาวุธส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในยุโรปตะวันออกที่อาวุธมีราคาถูก และบริษัทผู้ผลิตอาวุธแม้จะเป็นรัฐวิสาหกิจก็พร้อมจะขายอาวุธให้กับใครก็ได้ที่มีเงินมาซื้ออาวุธจากตน

สิ่งที่ขบวนการลักลอบค้าอาวุธได้รับตอบแทน คือ เงินดอลลาร์ หรือยาเสพติด หรืออาจเป็นในรูปอื่น เช่น เพชร ทองคำ จากกลุ่มกบฎแอฟริกาที่ร่ำรวยด้วยสินแร่มีค่า ตามแต่จะตกลงกัน

แอฟริกาเป็นทวีปที่มีสงครามกลางเมือง การต่อสู้ระหว่างฝ่ายกบฎกับรัฐบาล ระหว่างกลุ่มก่อการ้ายกับรัฐบาล มากที่สุด รองลงมาน่าจะเป็นละตินอเมริกาที่มีกลุ่มกบฎที่ต่อสู้กับรัฐบาล มี กลุ่มค้ายาเสพติด ในตะวันออกกลาง เอเชียกลาง เอเชียใต้มีกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่ม พวกนี้ต้องการอาวุธสงครามเพื่อการสู้รบกับรัฐบาลและคุ้มครองธุรกิจผิดกฎหมายของตน

หลังสงครามอินโดจีน เวียดนามและกัมพูชาเป็นแหล่งที่นักลักลอบค้าอาวุธเถื่อนสนใจมากที่สุดเพราะมีอาวุธอเมริกันและอาวุธจากจีน รัสเซียหลงเหลือหลังสงครามอยู่มากมาย โดยเฉพาะอาวุธทั้งหนักและเบาซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มกบฎต่างๆ นักค้าอาวุธสงครามเดินเข้าออกสองประเทศนี้บ่อยครั้ง อย่างไรก็ดี หลังจากสงครามเย็นและประเทศยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นบริวารของสหภาพโซเวียดรวมทั้งประเทศในเอเซียกลางซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียดแยกตัวออกมา ทำให้นักค้าอาวุธเถื่อนหันไปซื้อจากยุโรปตะวันออกแทน เพราะได้ของดีราคาถูก และซื้อง่ายขายคล่องเพราะรัฐบาลผู้ผลิตให้การสนับสนุนเพื่อหาเงินเข้าประเทศ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพยัคฆทมิฬอีแลม หรือ แอล.ที.ที.อี. ซึ่งเป็นกลุ่มกบฎสำคัญในศรีลังกาและมีกองทัพที่สามารถสู้รบกับรัฐบาลศรีลังกาได้ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ก่อนนั้นนิยมมาหาซื้ออาวุธจากกัมพูชา แต่ระยะหลัง กลุ่มนี้ไปหาซื้ออาวุธหนักและเบาจากประเทศในยุโรปตะวันออกและเกาหลีเหนือซึ่งได้อาวุธคุณภาพดี ราคาถูกและเป็นอาวุธใหม่เอี่ยม ไม่ใช่อาวุธเหลือใช้ในสงครามเช่นในกัมพูชา กลุ่มกบฎมีกองเรือสินค้าของตนหลายลำที่สามารถลำเลียงอาวุธจากแหล่งซื้อมาส่งยังชายฝั่งตอนเหนือของศรีลังกาซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มกบฎได้โดยตรง แต่กรณีนี้เป็นการติดต่อโดยตรงโดยไม่ผ่านนายหน้าค้าอาวุธสงคราม

บางทีเป็นนโยบายของรัฐบาลหนึ่งที่ต้องการสนับสนุนกลุ่มกบฎให้ต่อสู้กับรัฐบาลของอีกประเทศ จึงต้องพึ่งบริการของกลุ่มนักลักลอบค้าอาวุธสงครามเพื่อเป็นการตัดตอนไม่ให้พัวพันมาถึงตน หรือตั้งบริษัทเอกชนขึ้นมารับงาน เช่น บริษัทแอร์อเมริกา รับงานขนส่งและลำเลียงอาวุธให้กับ ซี.ไอ.เอ. เป็นต้น

ตราบใดที่โลกนี้ยังมีความขัดแย้ง มีสงครามกลางเมือง มีสงครามที่ไม่ประกาศ มีการก่อการร้าย ตราบนั้น ธุรกิจลักลอบค้าอาวุธสงครามจะยังดำเนินต่อไป สหประชาชาติเคยเสนอแนะว่า หากต้องการสะกัดกั้นการลักลอบค้าอาวุธสงคราม ก็ต้องหาทางควบคุมเครื่องบินลำเลียงให้ได้ เพราะหากนักค้าอาวุธสงครามไม่มีเครื่องบินลำเลียงแล้ว ก็ไม่รู้จะนำอาวุธสงครามไปส่งให้กับลูกค้าได้อย่างไร อย่างไรก็ดี นอกจากควบคุมเครื่องบินลำเลียงแล้ว ควรต้องจับตาดูเรือบันทุกสินค้าบางลำด้วย