วิเคราะห์ข่าว
สิทธิมนุษยชนในสหรัฐก็รุ่งริ่งไม้แพ้คนอื่น

ตั้งแต่ปี 2520 กระทรวงต่างประเทศสหรัฐออกรายงานประจำปีว่าด้วยสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ เหตุผลก็คือ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาลอเมริกันทุกชุด เมื่อต้องการสำรวจดูว่า ประเทศใดบ้างที่มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ต้องเป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศ การที่กระทรวงต่างประเทศทำงานเสนอต่อรัฐบาล ก็เพราะรัฐบาล ต้องรายงานต่อรัฐสภาซึ่งเป็นผู้อนุมัติงบประมาณว่า มีประเทศไหนในโลกบ้างที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเรื่องที่คนอเมริกันอ่อนไหวมาก เพราะจะเกี่ยวพันกับการที่รัฐสภาจะอนุมัติงบประมาณด้านการช่วยเหลือประเทศต่างๆ หากประเทศใดมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก รัฐสภาอาจไม่อนุมัติความช่วยเหลือที่สหรัฐจะให้แก่ประเทศนั้นได้ วงจรที่ว่ามานี้เป็นเรื่องที่รับฟังได้

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ออกรายงานประจำปีมาแล้ว 9 ครั้ง สำหรับรายงานประจำปี 3551 เพิ่งนำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2551 นี่เอง โดยเป็นการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ สำหรับปี 2550 ที่ผ่านมา

ประเด็นของรายงานฉบับนี้อยู่ที่ 10 ประเทศที่ถูกสหรัฐกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงที่สุดในโลก คือ เกาหลีเหนือ พม่า อิหร่าน ซีเรีย ซิมบับเว คิวบา เบลารุส อุซเบกิสถาน อีริตเตอเรีย และ ซูดาน ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนเล็กน้อย โดยปีก่อน กลุ่มที่ติดท็อปเท็นประกอบด้วยอัฟกานิสถาน จีน คิวบา อิรัก อิหร่าน พม่า เกาหลีเหนือ รัสเซียและซูดาน สำหรับปีนี้ จีนและรัสเซียหลุดจากท็อปเทนต่อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังมองว่า ปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีนยังแย่มาก ซ้ำจีนยังไม่ยอมปฏิรูปประชาธิปไตยทั้งที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและสังคมเปลี่ยนไปมากก็ตาม

สำหรับการลุกฮือของชาวธิเบตและถูกรัฐบาลปรามปรามอย่างเด็ดขาดนั้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2551 คงไปอยู่ในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนปี 2551 ซึ่งจะออกในต้นปี 2552 และจีนอาจถูกจัดไว้ในกลุ่มท็อปเท็นอีกก็ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศที่สหรัฐจัดว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่สุด ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองกับสหรัฐเกือบทั้งสิ้น ส่วนประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐแม้ว่าจะมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่แพ้ประเทศอื่น ดังที่บางคนตั้งข้อสังเกตไว้ เช่น ซาอุดิอาราเบีย กลับไม่อยู่ในกลุ่มนี้

สหรัฐจัดให้จีนอยู่ในกลุ่ม “ประเทศที่มีการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ” ที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนดีขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน และจัดให้เวเนซูเอลลา ไนจีเรีย ไทย เคนยา และอียิปต์อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการปกครองไม่เป็นประชาธิปไตยตามแบบตะวันตก ( รัฐบาลไทยปีที่แล้วมาจากการยึดอำนาจ)ที่สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนดีขึ้นกว่าปีก่อน

แน่นอน ประเทศที่ถูกสหรัฐจัดลำดับให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงคงไม่พอใจ แต่คงไม่รู้จะตอบโต้สหรัฐอย่างไรเพราะยังหวังความช่วยเหลือจากสหรัฐเช่นเดิม แต่ตรงกันข้ามกับจีนซึ่งคงหมั่นใส้สหรัฐมานานที่เที่ยวไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศอื่นในปัญหาสิทธิมนุษยชนและประเด็นอื่น ๆ จีนจึงใช้วิธีแก้เผ็ดด้วยการเผยแพร่รายงานประจำปีว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสหรัฐเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2551 ซึ่งทำมาแล้วอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 โดยอ้างว่าเพื่อให้ประชาชนทั่วโลกได้มีความเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ

จีนกล่าวหาสหรัฐในรายงานซึ่งมีความยาวถึง 5 หน้าว่า สหรัฐดีแต่ว่าคนอื่น แต่ไม่มองดูตัวเอง จีนกล่าวหาว่าในสหรัฐใน 7 มิติ ว่าด้วยความปลอดภัยในชีวิตของคนอเมริกัน ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปัญหาสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม การเหยียดผิว สิทธิสตรีและเด็กและการที่สหรัฐไปละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น ในรายงาน จีนจะเน้นเรื่องอาชญากรรมในสหรัฐที่รุนแรงมากขึ้น อันเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มีการฆาตกรรมเดี่ยวและฆาตกรรมหมู่บ่อยครั้ง คนหาซื้ออาวุธได้ง่ายซึ่งนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น มีคนตายเพราะอาวุธปืนปีละ 3 หมื่นคน มีคนไร้ที่อยู่จำนวนมาก มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ ระหว่างผิวขาวผิวดำ ผู้บังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจในทางที่ผิด เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอเมริกัน สหรัฐมีคุกที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะมีการจับคนเข้าคุกมากที่สุดในโลก แสดงว่า อาชญากรรมในสหรัฐสูงที่สุด

จีนกล่าวหาว่า ในสังคมทุนนิยมอเมริกัน เงินเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับทุกอย่าง การเมืองสหรัฐที่คุยว่าเป็นประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับการใช้เงินเป็นสำคัญ เศรษฐีเท่านั้นที่จะเล่นการเมืองได้ นับวันแต่จะมีการใช้เงินในการเลือกตั้งมากขึ้น มีการระบุว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันปีนี้อาจใช้เงินถึง 1-3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่คนจนมีจำนวนเพิ่มขึ้น แล้วนี่หรือที่เรียกว่าประชาธิปไตย

จีนพยายามหยิบยกประเด็นเรื่องปัญหาผิวในสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นโรคร้ายทางสังคมที่ฝังรากลึก มาโจมตีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นที่รู้กันว่าในสหรัฐยังมีการเหยียดผิวสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อีกจุดหนึ่งที่จีนหยิบยกมาโจมตีสหรัฐต่อเนื่องคือ การที่สหรัฐบุกอิรักและสร้างความหายนะด้านมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวงในโลกยุคปัจจุบัน ที่ทำให้คนอิรักกว่า 660,000 คนเสียชีวิต โดยร้อยละ 99 เป็นพลเรือน ครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็ก และยังมีคนอิรัก 1 ล้านคนที่ไร้ที่อยู่ เช่นเดียวกับการทำสงครามในอัฟกานิสถาน

ในขณะที่สหรัฐไปกล่าวหาคนอื่นทั่วโลกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน จีนได้ย้อนกลับโดยเปิดโปงว่าในสหรัฐเองซึ่งถือว่าเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน โดยมีการอ้างข่าวจากแหล่งต่างๆ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์เช่นกัน ปีก่อนนั้น รัสเซียเคยออกมาตอบโต้สหรัฐเช่นกัน

จีนได้ตบหน้าสหรัฐฉาดใหญ่เมื่อระบุว่า ประวัติศาสตร์ของสหรัฐด้านสิทธิมนุษยชนก็ “รุ่งริ่งไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว” และมี “ประวัติด่างพร้อย” ต่อกรณีสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมทั้งตบท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐควรหยุดทำตัวเป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” แต่ควรหันมามองปัญหาของตนเอง และควรเลิก “วิธีที่โง่เขลา” ใช้ 2 มาตรฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชนคอยจับผิดกดขี่ประเทศอื่น นับว่าเป็นที่สะใจของประเทศอื่นที่โดนสหรัฐกล่าวหามาทุกปี

จริงอยู่ การเฝ้าตรวจการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลกเป็นเรื่องที่ดีที่โลกจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่การกระทำของสหรัฐบางทีก็ “เว่อร์” เกินไป คล้ายกับทำตัวเป็นตำรวจโลกที่เที่ยวแส่ในกิจการของคนอื่นไปหมด แทนที่เมื่อเจอปัญหาแล้วจะเข้าไปช่วยเหลือประเทศเหล่านั้นในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร กลับใช้ปัญหานั้นเป็นประเด็นการเมือง ถ้าประเทศนั้นไม่ใช่พวกตัวเองก็โจมตีแบบไม่ยั้ง แต่ถ้าเป็นพวกตัวเองก็หลับตาข้างหนึ่ง เป็นการใช้สองมาตรฐานต่อปัญหาเดียวกัน