|
|
|
สึนามิการเมืองในมาเลเซีย |
|
|
|
ผลการเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซียเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2551 ที่เพิ่งผ่านไป เกิดภาวะช็อคทางการเมืองในมาเลเซียมากพอสมควร โดยเฉพาะพรรคอัมโนซึ่งเป็นแกนกลางในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากแพ้ใน 5 รัฐคือ เคดาห์ (ไทรบุรี) ปีนัง เซลังงอร์ เประ และกลันตัน ทำให้ได้ที่นั่งลดลงจำนวนมากเหลือเพียง 137 ที่นั่งในจำนวนทั้งหมด 222 ที่นั่ง ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจาก 15 เป็น 82 ที่นั่ง ทำให้หุ้นในตลาดหุ้นมาเลเซียร่วงกว่าร้อยจุดในวันรุ่งขึ้น มีการเทขายหุ้นขนาดใหญ่อันอุตลุดไปหมด
การเมืองมาเลเซียที่ผ่านมา 5 ทศวรรษ มีพรรคฝ่ายค้านใหญ่เพียงสองพรรคเท่านั้น คือ พรรคปาส ซึ่งเป็นพรรคของคนมาเลย์มีฐานเสียงหลักอยู่ที่รัฐกลันตัน ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้ง พรรครัฐบาลไม่สามารถเจาะฐานเสียงพรรคปาสที่รัฐกลันตันได้เลย กับพรรคกิจประชาธิปไตย หรือ ดี.เอ.พี. ซึ่งถูกพรรครัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นตัวแทนของพรรคกิจประชาชน หรือ พี.เอ.พี. ของลีกวนยูแห่งสิงคโปร์ แต่ครั้งนี้ ปรากฎว่า มีพรรคยุติธรรมของนายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองหัวหน้าพรรคอัมโนและรองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรงแยกมาตั้งพรรคคนมาเลย์อีกพรรคหนึ่ง กลายเป็นว่า พรรคฝ่ายค้านหลักขณะนี้มี 3 พรรค
ทางซีกรัฐบาล หรือ พันธมิตรแนวร่วมแห่งชาติ หลายพรรค ครองเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรมาตลอดระยะเวลา 50 ปี นำโดยพรรคอัมโนของคนมาเลย์ ซึ่งเป็นแกนกลางในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเอ็ม.ซี.เอ.ของคนจีน และพรรค เอ็ม.ไอ.ซี.ของคนอินเดีย และไปรวมเอาพรรคเล็กพรรคน้อยจากรัฐซาบาห์และซาราวัคมาร่วมด้วย
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคยุติธรรมของนายอันวาร์ ได้ที่นั่งถึง 31 ที่นั่ง พรรค ดี.เอ.พี.ได้ 28 ที่นั่ง พรรคปาสได้ 23 ที่นั่ง ซึ่งเป็นผลงานอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ ในขณะที่พรรคพันธมิตรที่ประกอบเป็นรัฐบาลได้เพียง 137 ที่นั่ง ไม่เพียงพอต่อการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการ 148 เสียง
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ย่อมกระทบต่อสถานะภาพของนายกรัฐมนตรี อับดุลเลาะห์ บาดาวี อย่างแน่นอน แม้ว่าเขายังเป็นผู้นำรัฐบาลครองเสียงข้างมากและเข้าสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อพระราชาธิบดีเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ถูกคนในพรรคกดดันให้ลาออกโดยพูดจาเยาะเย้ยถากถางต่าง ๆ นาๆ เพราะมีคนที่ต้องการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคและตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คน ๆ หนึ่งคือ เต็งกู ราซาเลห์ ฮัมซาห์ ซึ่งเดินหน้าลุยกล่าวหาอับดุลเลาะห์เต็มที่ กับนายนาจิ๊บ ตุน ราซัค ซึ่งยังปกป้องอับดุลเลาะห์
อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอับดุลเลาะห์มาตลอด ทั้งที่เป็นคนเลือกอับดุลเลาะห์ให้เป็นทายาททางการเมืองสืบทอดตำแหน่งจากตนในปี 2546 คือ ดร.มหาเดร์ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งครองอำนาจยาวนานที่สุดถึง 22 ปี ได้ออกมาโจมตีอับดุลเลาะห์อย่างดุเดือดว่าเป็นผู้ทำลายพรรคอัมโนและรัฐบาลพันธมิตรแห่งชาติ และเรียกร้องให้อับดุลเลาะห์ลาออกโดยทันที ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะ ดร.มหาเดร์ กับ อับดุลเลาะห์มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงหลังจากที่อับดุลเลาะห์ได้ยกเลิกโครงการพัฒนาหลายแสนล้านริงกิตสมัย ดร.มหาเดร์ โดยมองว่า ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร และมีการคอรัปชั่นโครงการดังกล่าว ทำให้ ดร.มหาเดร์โกรธมาก และโจมตี อับดุลเลาะห์ตลอดมา
นอกจากโดนคนในพรรคด้วยกันเองถล่มอย่างดุเดือดแล้ว อับดุลเลาะห์ยังรู้สึกอับอายที่พรรคยุติธรรม ภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งแยกตัวออกไปจากพรรคอัมโน ได้รับที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคถึง 31 ที่นั่ง แม้ว่านายอันวาร์จะถูกกีดกันไม่ให้ลงสมัครในครั้งนี้ก็ตาม นอกจากทำให้อับดุลเลาะห์ขายหน้าแล้ว คนที่เจ็บใจมากที่สุดเห็นจะเป็น ดร.มหาเดร์ ซึ่งเป็น คู่กัด รายใหญ่กับอันวาร์ และเป็นคนที่ตะเพิดอันวาร์ออกจากพรรค ซ้ำยังฟ้องร้องเป็นคดีอาญาจนทำให้อันวาร์ติดคุก และเพิ่งถูกปล่อยตัวออกมา จึงไม่แปลกใจที่ ดร.มหาเดร์ ออกมาถล่มอับดุลเลาะห์เป็นสองเท่า
คนที่สะใจมากที่สุดกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะเป็นอันวาร์ อิบราฮิมนี่เอง ที่สามารถชำระแค้นต่อ ดร.มหาเดร์ และอับดุลเลาะห์ได้ และพรรคยุติธรรมของเขาได้แจ้งเกิดทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็น ทางเลือก ของคนมาเลย์เพิ่มขึ้นมาอีกพรรคหนึ่ง นอกเหนือจากพรรคอัมโนและพรรคปาส ประเทศที่แอบดีใจเงียบ ๆ คงจะเป็นสหรัฐอเมริกา เพราะหากพรรคยุติธรรมของอันวาร์ มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับมาเลเซียจะดียิ่งขึ้น
ความจริง อันวาร์เติบโตทางการเมืองมาจากพรรคอัมโนตั้งแต่แรก จนขึ้นสู่ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคและมีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ดร.มหาเดร์ เพื่อเตรียมตัวเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ก่อนมีปัญหาระหว่างกัน ดร.มหาเดร์และอันวาร์สนิทสนมกันดี จนกระทั่งอันวาร์ไปใกล้ชิดกับสหรัฐและได้รับการหนุนช่วยจากสหรัฐให้ล้ม ดร.มหาเดร์ ซึ่งต่อต้านสหรัฐ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองตึงเครียด และมาถึงจุดสุดท้ายเมื่อตำรวจสันติบาลมาเลเซียกล่าวหาว่า อันวาร์เป็น เสือใบ พร้อมกับพยานหลักฐาน ทำให้ ดร.มหาเดร์ ถือโอกาสนี้ ฟัน อันวาร์พร้อมกับตั้งข้อหาคอรัปชั่นพ่วงไปด้วย
มีความพยายามวิเคราะห์ว่า ทำไมอับดุลเลาะห์จึงพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้แทบจะหมดรูป หลายฝ่ายสรุปตรงกันว่า เพราะรัฐบาลอับดุลเลาะห์แก้ปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้ เช่น สินค้ามีราคาแพงขึ้นมาก อาชญากรรมสูงขึ้น ช่องว่างระหว่างรายได้กว้างขึ้น มีการทุจริตคอรัปชั่นในวงการรัฐบาล มีปัญหาเชื้อชาติซึ่งเงียบไปตั้งแต่ปี 2512 ทำให้คนมาเลย์ไม่พอใจ อีกทั้งคนจีนและอินเดียซึ่งไม่พอใจนโยบาย ภูมิบุตร ของรัฐบาลที่ใช้มาแล้ว 37 ปีและไม่ยอมปรับเปลี่ยนแก้ไขสักที ไม่ยอมออกเสียงให้พรรครัฐบาล การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา อาจถือว่าเป็น การลงมติ ไม่ไว้วางใจ อับดุลเลาะห์ก็ได้
ไม่เพียงแต่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งระดับชาติเท่านั้น นี่เป็นสัญญานบอกว่า ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐต่าง ๆ รัฐบาลอาจพ่ายแพ้เพิ่มขึ้นจากที่เคยแพ้ในรัฐกลันตันเพียงรัฐเดียวซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคปาส พรรคฝ่ายค้านอาจรุกคืบในรัฐเซลังงอร์ เประ ปีนัง และเคดาห์ ได้
การบริหารประเทศสมัยที่สองของนายกรัฐมนตรีอับดุลเลาะห์ บาดาวี คงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่แน่ใจว่า อับดุลเลาะห์จะทนแรงกดดันจากทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรคได้อีกนานเท่าใด เพราะโดยทั่วไป ผู้นำที่ทำให้พรรคเสียที่นั่งจำนวนมากเช่นนี้มักจะอยู่ไม่ได้ ต้องลาออกก่อน แต่อับดุลเลาะห์อาจขอโอกาสแก้ตัวในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอีก 13 รัฐ ถ้าหากทำได้ดี เขาอาจถือโอกาสนั้นลาออก หรือถือโอกาสอยู่ต่อก็ได้
วันนี้ ภูมิทัศน์ทางการเมือง ของมาเลเซียได้เปลี่ยนไปแล้ว
|
|
|
|