วิเคราะห์ข่าว
ออสเตรเลียกับนโยบายเข้าเมือง

นายกรัฐมนตรีใหม่ถอดด้ามของออสเตรเลีย นายเควิน รัดด์ ซึ่งเพิ่งได้ลงนามให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโตไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ลงนามในคำสั่งยอมรับให้ชาวพม่าลี้ภัย 7 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่ศูนย์กักขังผู้อพยพบนเกาะนาอูรูตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียได้ และจะช่วยชาวศรีลังกาอีก 80 คนที่ถูกกักขังไว้ในกรณีเดียวกันด้วย เท่ากับเป็นการประกาศยกเลิกนโยบายแข็งกร้าวของนายจอห์น ฮาวเวิร์ด อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเอา “มนุษย์เรือ” ที่พยายามลักลอบเข้าออสเตรเลียไปกักขังที่เกาะนาอูรูและนิวกีนี ในช่วงที่นายจอห์น ฮาวเวิร์ด เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเคยใช้เรือรบจมเรือผู้อพยพจนทำให้ผู้อพยพจำนวนไม่น้อยจมน้ำตาย จนถูกนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกวิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ถูกใจคนออสเตรเลียที่ไม่อยากให้มีคนอพยพเข้ามาแย่งงาน แย่งกันกินกันใช้กับคนออสเตรเลียอีก

ไม่ใช่ว่านายรัดด์เห็นด้วยกับการที่ให้คนอพยพเข้ามาอยู่ในออสเตรเลียมากขึ้น เพราะเขาเองต้องเอาใจคนออสเตรเลียที่ไม่ต้องการให้มีคนอพยพเข้ามาอีก แต่เขาไม่เห็นด้วยที่มีการเอาผู้อพยพที่เป็นมนุษย์เรือเหล่านี้ไปกักขังไว้ในศูนย์ที่มีสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างเลว และดำเนินกรรมวิธีตรวจสอบช้าเกินไป จนตกเป็นเป้าโจมตีของนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามนโยบายว่าด้วยผู้อพยพของรัฐบาลออสเตรเลีย คงจำ “นโยบายผิวขาว” ของออสเตรเลียได้ เพราะครั้งหนึ่ง ออสเตรเลียที่ปกครองโดยฝรั่งผิวขาวจากอังกฤษนั้น มีนโยบายที่ต้องการรับคนผิวขาวเท่านั้นเข้าไปตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย โดยอาจคิดว่า คนผิวขาวเป็นชาติอารยะที่จะเข้าไปช่วยสร้างบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงแข็งแรง แต่คนผิวสีอาจไปก่อปัญหาและสร้างความวุ่นวายในออสเตรเลีย

ในความเป็นจริง ฝรั่งไม่ได้อยู่ในออสเตรเลียมาแต่แรก คนพวกแรกที่อพยพไปอยู่ในออสเตรเลียคือ ชนเผ่าอะบอริจีน หรือคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อพยพไปจากหมู่เกาะมาเลย์และนิวกีนี ส่วนคนผิวขาวยุโรปอพยพเข้าไปทีหลัง หลังจากที่กัปตันคุกได้แล่นเรือไปพบเกาะนี้และประกาศเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อปี 2251 นักโทษอังกฤษเป็นพวกแรกที่รัฐบาลอังกฤษส่งเข้าไปบุกเบิกแผ่นดินนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมเนียมของอังกฤษที่ไปปกครองที่ไหนก็จะเอาแรงงานจากประเทศใกล้เคียงไปใช้ในการพลิกฟื้นแผ่นดินของประเทศนั้น กรณีนี้ก็เช่นกัน อังกฤษได้นำเอาแรงงานจากหมู่เกาะในแปซิฟิคใต้ไปทำงานประเภทไร้ฝีมือ เช่น งานเกษตร กรรมกรเหมืองแร่ เป็นต้น ปี 2394 ช่วงที่มีการตื่นทองคำในออสเตรเลีย มีชาวผิวขาวจำนวนมากนอกเหนือจากคนอังกฤษ เช่น ชาวไอริช ชาวเยอรมัน ชาวยุโรปอื่น ๆ อพยพไปเสี่ยงโชคในออสเตรเลีย หลังสงครามโลกครั้งที่สองมีคนยุโรปนับแสนคนอพยพไปตั้งหลักแหล่งในทวีปแห่งนี้

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารถึง 7.7 ล้านตารางกิโลเมตร มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย หลายเมืองของออสเตรเลียเช่น เพิร์ธ เมลเบิร์น ได้รับการจัดลำดับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกลำดับต้นๆ หลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียยกเลิก “นโยบายผิวขาว” โดยผ่อนปรนให้คนผิวสีจากประเทศอื่นอพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียได้ คนจากประเทศต่างๆ ปรารถนาที่จะไปทำมาหากินในออสเตรเลีย โดยเฉพาะคนจากเอเซีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง จำนวนมากที่พยายามไปตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย แม้จะต้องใช้วิธีการลักลอบเข้าไปก็ตาม ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียปวดหัวกับเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะมนุษย์เรือที่แล่นเรือจากปลายสุดทางตะวันออกของอินโดนีเซียเข้าสู่เมืองตอนเหนือของออสเตรเลีย

ระหว่างปี 2547-2548 มีคนอพยพเข้าสู่ออสเตรเลียรวม 123,424 คน ในจำนวนนี้ 17,736 คนมาจากแอฟริกา จากเอเชีย 54,804 คน จากโอเชียนเนีย 21,131 คน จากสหราชอาณาจักร 131,000 คน จากอเมริกาใต้ 1,586 คน และจากยุโรปตะวันออก 2,369 คน สำหรับปี 2548-2549 มีผู้อพยพเข้าออสเตรเลีย 131,000 คน สำหรับปี 2549-2550 รัฐบาลตั้งเป้าไว้ไม่ให้เกิน 144,000 คน

ประชากรออสเตรเลียซึ่งมีประมาณ 21 ล้านคนในปี 2550 ประกอบด้วยชนเชื้อชาติต่าง ๆ โดยมีคนอังกฤษมากที่สุด นอกจากนั้นก็มีฝรั่งผิวขาวจากนิวซีแลนด์ อิตาลี กรีซ เยอรมนี แอฟริกาใต้ เนเธอแลนด์ อเมริกัน โปแลนด์ ไอร์แลนด์ เซอร์เบียมองเตเนโกร และโครเอเชีย ส่วนคนผิวสีจากเอเชียก็มีคนจีนมากที่สุดซึ่งเข้าไปอยู่นานแล้ คนเวียดนามเริ่มเข้าไปหลังสงครามเวียดนาม นอกจากนั้นก็มีคนอินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เลบานอน ศรีลังกา ฟิจิ เพราะฉนั้น ในออสเตรเลียจึงมีภาษาพูดมากมายในกลุ่มชนกลุ่มน้อย แต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ

ความจริง ต้องชมรัฐบาลแคนเบอร่าที่ยอมรับเอาผู้อพยพอินโดจีนส่วนหนึ่งจากไทยไปตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย ขณะเดียวกัน ก็ต้องเห็นใจออสเตรเลียที่ไม่ค่อยอยากรับคนผิวสีเข้าไป เพราะคนเหล่านี้มักสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลท้องถิ่น จนเป็นที่รังเกียจของคนออสเตรเลีย ในขณะที่คนผิวขาวไม่สร้างปัญหามากนัก รัฐบาลแคนเบอร่ามีความกังวลเรื่องการลักลอบเข้าเมืองของคนผิวสี ซึ่งมีขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจมีผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศแทรกซึมเข้าไปด้วย ดังนั้น ออสเตรเลียจึงออกมาขอความร่วมมือกับรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย ซึ่งถูกใช้เป็น “กระดานกระโดดข้าม” ไปยังออสเตรเลีย โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวมากที่สุดประเทศหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่า และเป็นเมืองที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน แม้จะเป็นภาษาอังกฤษแบบออสซี่ก็ตาม ระบบการศึกษาของออสเตรเลียถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ นอกจากนั้น มีผู้หญิงไทยกลุ่มหนึ่งไปทำอาชีพพิเศษในออสเตรเลีย จนบางคนถูกฆาตกรรมดังที่เป็นข่าวใหญ่ไปแล้ว

เมื่อหลายปีก่อน เคยมีคนไทยบางคนในออสเตรเลียขอลี้ภัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยอ้างว่า ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและถูกคุกคามจากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนสำหรับฝรั่ง โดยหวังว่าฝรั่งคงจะเชื่อ แต่ปรากฎว่า เมื่อรัฐบาลแคนเบอร่าตรวจสอบมายังสถานทูตออสเตรลียใน กทม. ข้อมูลที่คนเหล่านี้อ้างไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทางการออสเตรเลียจึงไม่ยอมให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่คนไทยดังกล่าว อย่างไรก็ดี นี่อาจไม่ใช่เป็นกรณีสุดท้าย เพราะวันหนึ่ง อาจมีคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือโอกาสขอลี้ภัยในออสเตรเลียโดยอ้างว่าถูกคุกคามเสรีภาพก็ได้ ซึ่งรัฐบาลแคนเบอร่าควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางการไทยให้แน่ชัดเสียก่อน