|
|
|
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน |
|
|
|
ขณะนี้ คณะผู้แทนการค้าและการเงินของสหรัฐอยู่ในปักกิ่งเพื่อประชุมหารือปัญหาการค้าและการเงินระหว่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เคยพูดกันมาหลายครั้งแล้ว และยังตกลงกันไม่ได้สักที การประชุมครั้งนี้มีท่าทีว่าคงไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะต่างฝ่ายต่างกล่าวหากัน ทำให้ข้อตกลงที่เตรียมมาลงนามรวม 14 ฉบับเกี่ยวกับการเข้าถึงตลาดของอีกฝ่ายได้กว้างขวางขึ้น การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุน ตลอดจนการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ต้องพับไว้ก่อน
ระหว่างการเจรจากัน ผู้แทนจีนกล่าวหาสหรัฐค่อนข้างแรงมาก โดยหาว่า สหรัฐใช้นโยบายปกป้องตลาดของตน หรือ Protectionism ซึ่งขัดกับนโยบายการค้าเสรีขององค์การการค้าโลก และกล่าวหาว่าสื่ออเมริกันเล่นข่าวเรื่องความปลอดภัยของสินค้าจีนเกินความจริง ซึ่งทำให้สินค้าจีนได้รับความเสียหายด้านภาพลักษณ์ในตลาดโลก ผู้แทนจีนสรุปว่า สหรัฐเอาการค้ามาเล่นการเมืองมากเกินไป ทำให้ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสองประเทศในปีนี้ค่อนข้างมีปัญหา โดยจีนเตือนว่า การกระทำของสหรัฐนั้นทำให้เสียประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ในขณะที่ผู้แทนสหรัฐอ้างว่า ความรู้สึกที่จะปกป้องตลาดการค้าของตน หรือ ลัทธิปกป้องการค้านั้น ต่างก็มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย และยืนยันว่า ความปลอดภัยของสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับผู้บริโภค อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันดีว่า สิ่งที่สหรัฐเป็นกังวลตลอดมาคือ สหรัฐเสียเปรียบดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นทุกที โดยสหรัฐอ้างว่า เป็นเพราะจีนลดค่าเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริงซึ่งทำให้การส่งออกได้มากขึ้น ผลก็คือ ประเทศที่ค้าขายกับจีนต่างเสียเปรียบดุลการค้ากันถ้วนหน้า มากบ้างน้อยบ้าง นอกจากเสียดุลในตลาดจีนแล้ว สินค้าของอเมริกันยังแข่งสู้สินค้าจีนในตลาดอื่นทั่วโลกไม่ได้ด้วย เรียกว่าเจอสองเด้ง
ผู้แทนการค้าสหรัฐถูกกดดันจากรัฐสภาอย่างมากให้หาทางเจรจากับจีนเพื่อลดการขาดดุลทางการค้าที่เสียเปรียบจีนอย่างมหาศาล ในปี 2548 สหรัฐเสียปรียบดุลการค้าจีน 202,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สหรัฐเป็นคู่ค้าใหญ่ที่สุดอันดับสองของจีน และจีนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสี่ของสหรัฐ
ส.ส.และ ส.ว.อเมริกันต้องฟังเสียงประชาชนและบริษัทเอกชน การที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการผลิตในประเทศที่โรงงานหลายแห่งต้องปิดกิจการ หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่ต้นทุนถูก ทำให้คนอเมริกันตกงาน ดังนั้น ส.ส. และส.ว.ต้องเข้ามาดูแลปัญหานี้ มิฉนั้น อาจเสียคะแนนนิยมและอาจไม่ได้รับเลือกตั้งในครั้งต่อไป วิธีการที่ ส.ส. และ ส.ว.อเมริกันทำคือ การเรียกร้องและกดดันให้รัฐบาลช่วยเหลือ รัฐบาลบุชก็ต้องสั่งการให้ผู้แทนการค้าของตนไปเจรจาต่อรองกับจีนในเรื่องนี้
ผู้แทนการค้าสหรัฐมองว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สหรัฐเสียเปรียบดุลการค้ากับจีนอย่างมหาศาลเพราะค่าเงินหยวนของจีนต่ำกว่าความเป็นจริงถึงร้อยละ 40 ทำให้จีนสามารถส่งออกได้มากขึ้นเพราะราคาถูก ดังนั้น จีนจึงควรปรับค่าเงินหยวนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อสร้างความยุติธรรมทางการค้าและฟื้นฟูอำนาจการแข่งขันของสินค้าสหรัฐในตลาดจีนและในตลาดอื่น แต่ก็มีคำถามขึ้นมาว่า ที่ว่าเงินหยวนของจีนต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น ใครเป็นคนประเมิน ในขณะที่สหรัฐประเมินว่า ค่าเงินหยวนของจีนต่ำกว่าความเป็นจริงร้อยละ 40 แต่จีนมองว่า ค่าเงินหยวนของจีนนั้นเหมาะสมแล้ว หรือไม่ได้สูงถึงร้อยละ 40 หรือหากสูงเกินความจริงก็อาจเกินเพียงร้อยละ 5 ซึ่งจีนอ้างว่าได้ยืดหยุ่นให้แล้ว
ดังนั้น ที่ว่าต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริงนั้น มองจากมุมมองของใคร ถ้ามุมมองของสหรัฐและมุมมองของจีนต่อประเด็นค่าเงินหยวนยังไม่อาจเห็นพ้องกันได้ สถานการณ์ก็คงเป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป นั่นคือ จะเจรจากันกี่ครั้ง จีนก็คงไม่ยอมลดค่าเงินหยวนในอัตราที่สหรัฐต้องการ
อย่างไรก็ดี สหรัฐควรมองด้วยว่า การที่สหรัฐเสียดุลการค้าให้จีนนั้น เพราะคนอเมริกันเป็นคนที่จับจ่ายใช้สอยแบบไม่ยั้ง หรือเป็นประเภทบริโภคนิยมสุดขั้ว และชอบของดีราคาถูกเหมือนกับนักบริโภคทั่วโลก จากการพูดคุยกับคนอเมริกันและยุโรปบางคน พวกเขายอมรับว่า สินค้าของจีนนั้นคุณภาพดีใช้ได้ ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าของชนิดเดียวกันกับที่ผลิตในสหรัฐและยุโรป เพราะฉนั้น คนอเมริกันและยุโรปจึงชอบซื้อสินค้าจีนมาก เมื่อมีดีมานด์สูง ผู้นำเข้าอเมริกันและยุโรปก็สั่งของเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ถ้าสหรัฐยังเดินหน้ากดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนอย่างเดียว อาจไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่นักธุรกิจของอเมริกันได้ปรับกลยุทธโดยไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตนมากขึ้น
ในความเป็นจริง สหรัฐผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคน้อยมาก ส่วนใหญ่จะให้ประเทศอื่นผลิตแทนและสหรัฐนำเข้ามาใช้เพราะต้นทุนถูกกว่า แต่สหรัฐจะผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง หรือสินค้าที่เรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีราคาสูงมากต่อหน่วย หากสหรัฐสามารถขายสินค้าประเภทไฮเทคที่ใช้ปัญญาสูงได้เพียง 1 ชิ้น ก็เท่ากับดึงเงินที่คนอเมริกันจ่ายซื้อสินค้าจีน 100 ชิ้นกลับมาได้ หรือบางทีอาจได้กำไรมากกว่าด้วยซ้ำ
ถ้าสหรัฐสามารถขายเครื่องบินโบอิ้งจากสหรัฐ 150 เครื่องให้จีนได้ สหรัฐอาจได้กำไรมากกว่ามูลค่าเสื้อผ้า ของเด็กเล่น จำนวนร้อยล้านชิ้นที่จีนส่งมาขายในสหรัฐด้วยซ้ำ หรือสหรัฐขายซอฟแวร์เพียงไม่กี่ชิ้นอาจได้เงินที่คนอเมริกันจ่ายซื้อเสื้อผ้าจากจีนพันชิ้นกลับคืนมาก็ได้
อย่างไรก็ดี แม้แต่ซอฟแวร์และสินค้าทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ ก็ถูกจีนก็อปปี้จนหมด และนำมาขายราคาถูก ทำให้สหรัฐมึนไปเลย เพราะจีนใช้วิธีการที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันเคยทำมาก่อนแล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลามาเริ่มวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ ก.ไก่ แต่ใช้วิธีต่อยอดแทน ซึ่งเสียเวลาและเสียเงินน้อยกว่า
เรื่องนี้น่าเห็นใจคนอเมริกัน เพราะใช้สมองคิดค้นแทบตาย แต่อยู่ ๆ ก็มีคนก็อปปี้หน้าตาเฉย อย่างนี้ถือว่าไม่ยุติธรรม แต่ถ้าอเมริกาขายของพวกนี้ในราคาไม่แพงเกินไป ผู้บริโภคก็พร้อมจะซื้อของแท้มากกว่าของก็อปปี้ แต่ถ้าขายแพงเกินไป ผู้บริโภคไม่มีเงินก็ต้องซื้อของก็อปปี้แทน เพราะฉนั้น นอกเหนือจากการกดดันคนอื่น อเมริกาก็ต้องหันมาสำรวจตัวเองเหมือนกัน
|
|
|
|