วิเคราะห์ข่าว
กระทรวงการต่างประเทศยุครัฐบาล 'สุรยุทธ์'
กระแสกดดันต่อรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายและท่าทีเอาจริงเอาจังต่อพม่ายิ่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยโดนมาทั้งสิ้น จากทั้งประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่มีสหรัฐเป็นผู้นำ ตามด้วยสหภาพยุโรป โดยเฉพาะจากอังกฤษและออสเตรเลีย "ผู้ช่วยนายอำเภอ" ส่วนภายในประเทศนั้นมาจากกลุ่มประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน กระแสกดดันจะมีมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในพม่าเป็นสำคัญ เช่น เมื่อใดที่มีการปราบปรามประชาชน หรือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง กระแสต่อต้านรัฐบาลพม่าของโลกก็สูงขึ้น เช่นเดียวกับกระแสกดดันรัฐบาลไทยที่สูงเป็นเงาตามตัว
ถ้าเป็นรัฐบาลที่ผู้นำมาจากทหาร นโยบายและท่าทีของไทยต่อรัฐบาลทหารพม่าดูจะอะลุ้มอล่วย เพราะถือว่าเป็นทหารด้วยกันย่อมเข้าใจกันเป็นของธรรมดา และอาจมีวาระ "ซ่อนเร้น" บางประการ เท่าที่เห็นมีแต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อพม่าตามแนวทางของสหรัฐ พอมาถึงรัฐบาลทักษิณ แม้เป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ก็มีความใกล้ชิดกับผู้นำทหารพม่า "เป็นพิเศษ"
เมื่อมีการปราบปรามพระสงฆ์และประชาชนที่ลุกขึ้นประท้วงผู้นำทหารพม่าอย่างรุนแรง รัฐบาลสุรยุทธ์ถูกกระแสกดดันจากสหประชาชาติ สหรัฐ และสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีเอ็นจีโอและคอลัมนิสต์บางคนในประเทศประสานเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกดดันรัฐบาลทหารพม่ามากยิ่งขึ้น คนที่รับหน้าเสื่อโดยตรงให้รัฐบาลคงหนีไม่พ้นกระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศของไทยยุคนี้มีงานต้องทำเพิ่มเติมจากงานปรกติที่หนักอยู่แล้ว และเป็นงานที่หนักหนาสาหัสพอสมควร นั่นคือการชี้แจงต่อต่างประเทศถึงเหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร การรื้อฟื้นประชาธิปไตยกลับคืนมาของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่กำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจกับกลุ่มประเทศและองค์กรมุสลิมว่าด้วยสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพียงสามเรื่องนี้ก็เหนื่อยมากแล้ว ยังมาเจอแรงกดดันจากประเด็นพม่าเข้าไปอีก
ยังดีที่ได้รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยคือ คุณนิตย์ พิบูลสงคราม และคุณสวนิต คงสิริ อดีตนักการทูตอาชีพที่เข้าใจงานของกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างดี และได้รับการยอมรับจากคนของกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้งานง่ายขึ้น เพราะมีทีมงานที่ดี นอกจากนั้นความสามารถเฉพาะตัวของคนทั้งสองที่มีคุณสมบัติพิเศษในการโน้มน้าวใจคู่สนทนาให้ฟังและเชื่อในเหตุผลที่นำเสนอ ทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้หลายประการ น่าเสียดายที่คุณสวนิตลาออกไปก่อนด้วยเหตุผลทางเทคนิค
ต้องยอมรับว่าการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศในรอบปีที่ผ่านมายากมาก เพราะประเทศประชาธิปไตยตะวันตกไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหาร การจะขอเข้าพบผู้นำของเขาก็ยากมาก แต่ด้วยทักษะเฉพาะตัว หลายกรณีทีเดียวที่เคาน์เตอร์พาร์ตต่างชาติพูดคุยกับรัฐมนตรีของเราจนเกินเวลาที่ให้พบไปร่วมชั่วโมง ทั้งยังให้ข้อเสนอแนะ รวมทั้งช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังในการทำความเข้าใจกับคนอื่น
ในกรณีพม่านั้น สหรัฐและยุโรปไม่สามารถกดดันจีนและอินเดียซึ่งใกล้ชิดกับพม่า และเป็นประเทศที่ผู้นำพม่าน่าจะฟังที่สุดให้ทำตามที่ตนต้องการได้ จึงหันมากดดันไทยแทนในฐานะที่ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกับพม่า แต่ไทยคงทำตามทุกอย่างที่ประเทศตะวันตกต้องการไม่ได้ แม้ไทยไม่เห็นด้วยที่พม่ายังไม่เป็นประชาธิปไตยและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่สิ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงคือความเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนทางบก ทางทะเลติดต่อกัน การค้าชายแดนมีปริมาณและมูลค่ามหาศาล ประชาชนสองฝั่งเดินทางไปมาหาสู่ ค้าขาย และมาทำงานในไทย ไทยมีการลงทุนและการค้าในลำดับต้นๆในพม่า นัยหนึ่งไทยกับพม่ามีผลประโยชน์สอดคล้องกันหลายด้าน และขัดแย้งในหลายประเด็น
เราคงไปห้ามไม่ให้ประชาชนวิจารณ์นโยบายและท่าทีต่างประเทศของรัฐบาลไทยไม่ได้ เพราะคนไทยมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ดี บ่อยครั้งที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มประชาธิปไตย กลุ่มสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และคอลัมนิสต์บางคนในประเทศซึ่งเดินตามประเทศตะวันตกนั้น "ก้าวหน้า" เกินไป ในขณะที่ท่าทีของฝ่ายทหารของเราต่อพม่าก็ "ล้าหลัง" เกินไป การตามฝรั่งจ๋าโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศคงเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไปเข้าข้างกลุ่มผู้นำทหารพม่าโดยไม่คำนึงถึงกระแสโลกก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เราจะหาจุดประนีประนอมที่ไม่ปฏิเสธกระแสโลกและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศให้ลงตัวพอดีได้อย่างไร
การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทย ใช้เวลาสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ส่งสัญญาณเตือนผู้นำทหารพม่า โดยถ่ายทอดท่าทีของอาเซียนในโอกาสแรกนั้นถือว่าเป็นจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นไทยน่าจะพูดหลังสุดก็ตาม นอกจากนั้นการที่รัฐบาลไทยยินยอมให้คนพม่าในไทยชุมนุมประท้วงรัฐบาลทหารพม่าที่หน้าสถานทูตได้ ยินยอมให้กลุ่มต่อต้านพม่า ทั้งนักศึกษาและประชาชน มาพำนักอยู่ในไทยมีสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวมากพอสมควรก่อนจะเดินทางไปประเทศที่สาม อีกทั้งผ่อนผันให้คนพม่ามาทำมาหากินในไทยได้เพื่อประโยชน์สุขของคนพม่าเอง รวมทั้งมีโครงการพัฒนาในชายแดนพม่าเพื่อให้คนพม่ามีงานทำ นับว่าเป็นท่าทีที่เหมาะสมพอสมควรที่จะปฏิบัติต่อพม่า
เชื่อว่าทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนไทยและต่างชาติมีเป้าหมายตรงกันคือการช่วยคนพม่าให้มีประชาธิปไตยและมีการกินดีอยู่ดี ถ้าเรายังเปลี่ยนท่าทีของรัฐบาลพม่าไม่ได้ก็ควรเดินหน้าช่วยเหลือบรรเทาความยากจนของประชาชนพม่าด้วยการช่วยให้มีงานทำ มีรายได้
การทำอะไรให้ถูกใจทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เพราะฝรั่งเองก็ยึดผลประโยชน์ของเขา เช่น ลงโทษพม่าโดยห้ามนำเข้าสินค้าจากพม่า ห้ามลงทุนในพม่า แต่ยกเว้นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และถ้าลงทุนด้านสำรวจขุดเจาะน้ำมันไม่เป็นไรเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ฝรั่งต้องการ
ขอให้ไว้ใจคนกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเท่าที่ได้รู้จักและเคยทำงานด้วยกันมาหลายปี พวกเขาถูกอบรมมาให้คิดและทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ส่วนนักการทูตบางคนที่ทำตัวยังกับเทวดาคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนไทยคนอื่นๆ จนคนไทยสาปส่งไม่ยอมไปสถานทูตนั้นเราอย่าไปสนใจคนประเภทนี้ (พุธ 21 พ.ย. 50)