วิเคราะห์ข่าว
อินเดียบุกตลาดลาตินอเมริกา
การที่เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก ความต้องการพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน เพื่อตอบสนองการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม เป็นความสำคัญเร่งด่วนลำดับต้นๆ ของประเทศ จนอาจกล่าวได้ว่าความต้องการน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของอินเดีย เพื่อสร้างหลักประกันว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อินเดียต้องออกไปหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ นอกเหนือจากตะวันออกกลาง
สถิติทางการของอินเดียเปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2549-2550 อินเดียนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 43 ในขณะที่ห้วงเวลาเดียวกันของปี 2548-2549 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 แต่ช่วงเดียวกันของปี 2547-2548 เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึงร้อยละ 62 คาดว่าอินเดียต้องจ่ายเป็นค่านำเข้าน้ำมันถึง 19,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนเมษายน 2550 ถึงเดือนกรกฎาคม 2551 อินเดียนำเข้าน้ำมันเพื่อใช้ในประเทศ และนำมากลั่นเพื่อส่งออกด้วย โดยอินเดียนำเข้าน้ำมันร้อยละ 70 ของที่ใช้ในประเทศ นอกจากนั้นอินเดียยังต้องสำรองน้ำมันไว้ในกรณีฉุกเฉินประมาณ 5 ล้านตัน
รัฐบาลอินเดียมีแผนส่งเรือรบไปเยือนประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมันสำคัญ รวมทั้งประเทศที่บรรษัทน้ำมันซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอินเดียไปลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านั้น รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียกล่าวว่า “การทูตทางทะเล” เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นของนโยบายต่างประเทศ อินเดียจำเป็นต้องไปลงทุนในประเทศที่อุดมด้วยแหล่งพลังงาน เช่น ที่เกาะซาคาลิน ซูดาน ไนจีเรีย เวเนซุเอลา และขยายออกไปเรื่อยๆ ส่วนเจ้าหน้าที่อาวุโสในสภาอุตสาหกรรมของอินเดียระบุว่า น้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งของอินเดียขณะนี้ อินเดียต้องออกไปหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ไกลออกไป
อินเดียให้ความสนใจลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ที่สุดอันดับ 2 รองจากตะวันออกกลาง อินเดียเริ่มเจาะเวเนซุเอลาที่กำลังมีปัญหากับสหรัฐและบริษัทน้ำมันประเทศตะวันตก เพราะรัฐบาลไปยึดการลงทุนจากต่างประเทศมาเป็นของรัฐ ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ประกาศว่า พร้อมจะเอาน้ำมันที่ส่งออกไปยังสหรัฐขายให้กับอินเดียและจีนแทน แม้โรงกลั่นน้ำมันของเวเนซุเอลาส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐก็ตาม นอกจากนั้นเวเนซุเอลาสนใจไปลงทุนตั้งโรงกลั่นน้ำมันในอินเดีย โดยจะส่งน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาไปกลั่นที่อินเดียวันละ 900,000 ถึง 1 ล้านบาร์เรล
นอกจากเวเนซุเอลาแล้ว อินเดียสนใจบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วประมาณ 12 ล้านบาร์เรล มากเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก เชื่อว่าบราซิลยังมีน้ำมันสำรองอีกมากที่ยังไม่ได้สำรวจ เมื่อปี 2548 น้ำมันจากบราซิลคิดเป็นร้อยละ 16 ของซัพพลายทั้งหมดจากลาตินอเมริกา คาดว่าในปลายปี 2553 บราซิลจะมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 21.5 หรือผลิตได้วันละ 2.5 ล้านบาร์เรล จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมอินเดียสนใจบราซิล อินเดียลงทุนซื้อหุ้นบริษัทน้ำมันของบราซิลร้อยละ 15 มูลค่า 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เม็กซิโกเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมดไปยังอินเดีย น้ำมันเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับเม็กซิโก เม็กซิโกมีโครงการเพิ่มการผลิตน้ำมันเป็น 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเท่ากับร้อยละ 33 ของซัพพลายน้ำมันทั้งหมดในลาตินอเมริกา เม็กซิโกมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งที่สามารถกลั่นน้ำมันได้ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของน้ำมันที่กลั่นได้ในภูมิภาค
คิวบาและแคริบเบียนเป็นอีกพื้นที่ที่อินเดียให้ความสนใจมากที่จะเข้ามาลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งในพื้นที่ 4,300 ตารางไมล์ นอกจากนั้นอินเดียยังสนใจเข้าไปลงทุนสำรวจน้ำมันในตรินิแดดและโตเบโก ซึ่งมีคนอินเดียไปอาศัยอยู่เป็นชุมชนใหญ่ หมู่เกาะเหล่านี้มีน้ำมันสำรองจำนวนมาก ในทำนองเดียวกันอินเดียสนใจประเทศเล็กๆ เช่น ซูรินาเม ด้วยเช่นกัน
บริษัทน้ำมันของอินเดียซื้อหุ้นร้อยละ 50 มูลค่า 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัทน้ำมันของโคลอมเบีย นอกจากนี้อินเดียกำลังจะลงนามในข้อตกลงกับเปรูในการสำรวจน้ำมันในเปรู
การที่อินเดียติดต่อนำเข้าน้ำมันจากคิวบาคงทำให้สหรัฐไม่สบายใจนัก แต่คงทำอะไรอินเดียไม่ได้มาก เพราะสหรัฐก็ต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดีย
น้ำมันกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของหลายประเทศ จนกล่าวกันว่า “การทูตน้ำมัน” มีบทบาทในความสัมพันธ์มากขึ้นทุกที(ศุกร์ 23 พ.ย. 50)