วิเคราะห์ข่าว
ญี่ปุ่นกับระบบป้องกันภัย

ข่าวเรื่องญี่ปุ่นร่วมกับสหรัฐทดลองยิงจรวดทำลายจรวดเป็นครั้งแรก ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในสัปดาห์ทีเดียว แม้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเพราะก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐโดยฝ่ายแรกอาศัย “ร่มนิวเคลีย” ของฝ่ายหลังคุ้มครองตัวเอง แสดงท่าทียินยอมให้สหรัฐติดตั้งจรวดต่อต้านจรวดของสหรัฐบนแผ่นดินญี่ปุ่น เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่จะมาจากเกาหลีเหนือ ซึ่งพัฒนาจรวดสามารถยิงไปยังทุกจุดบนเกาะญี่ปุ่นได้

การทดลองครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น โดยสหรัฐยิงจรวดจากฐานบนหมู่เกาะฮาวายขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วให้เรือญี่ปุ่นซึ่งจอดอยู่บริเวณใกล้เคียงใช้จรวดทำลายจรวด รุ่น สแตนดาร์ด – 3 ของสหรัฐ ยิงทำลายได้ภายในเวลา 3 นาที บนความสูง 160 ก.ม.เหนือมหาสมุทรแปซิฟิค ความจริง สหรัฐได้ทดลองจรวดประเภทนี้หลายครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐยอมให้ญี่ปุ่นทดลองจรวดนี้ และโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นบอกว่า สองประเทศจะมีการทดลองในครั้งต่อ ๆ ไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เกาหลีเหนือทดลองยิงจรวด แตโปดอง -1 ข้ามหัวญี่ปุ่นทางตอนเหนือไปตกในมหาสมุทรแปซิฟิค เมื่อปี 2541 ญี่ปุ่นตื่นตัวในการพัฒนาระบบป้องกันภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือมากขึ้น โดยสหรัฐได้ติดตั้งจรวดต่อต้านจรวด เช่น แพตริออต หรือ แพค – 3 ที่ฐานทัพสหรัฐ 2 แห่งบนเกาะญี่ปุ่น เรียบร้อยแล้ว หลังจากการทดลองครั้งนี้ ญี่ปุ่นจะติดตั้งจรวด สแตนดาร์ด – 3 บนเรือพิฆาตญี่ปุ่น 4 ลำ เท่ากับเป็นฐานยิงเคลื่อนที่

จรวดแพตริออตเป็นการยิงทำลายจรวดฝ่ายข้าศึกที่กำลังพุ่งลงมาโจมตีเป้าหมาย แต่จรวดสแตนดาร์ด – 3 เป็นการยิงทำลายจรวดของข้าศึกในขณะที่อยู่ในอวกาศ แต่สองระบบจะทำงานร่วมกัน โครงการนี้มีมูลค่า 11.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ 4 ปี โดยรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นบอกว่า จะต้องเสียเงินเท่าไรก็ต้องยอมเพื่อความมั่นคงของญี่ปุ่น ความจริง ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหารของญี่ปุ่นสามารถสร้างระเบิดนิวเคลียเมื่อไรก็ได้ เพียงแต่ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยสหรัฐ ถ้าญี่ปุ่นถูกปลดปล่อยพันธะเมื่อไร รับรองว่าญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทหารอย่างรวดเร็ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลัง ญี่ปุ่นเริ่มสร้างเครือข่ายการป้องกันประเทศกว้างขวางขึ้น นายกรัฐมนตรีคนก่อน นายชินโสะ อาเบะ เคยเดินทางไปเยือนอินเดียเมื่อสิงหาคม 2550 เพื่อดึงอินเดียมาถ่วงดุลกับจีน นอกจากนั้น กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นบอกว่า จะต้องเร่งติดตั้ง “โล่ห์ป้องกันการโจมตีด้วยจรวด” โดยอ้างว่า ญี่ปุ่นกำลังถูกคุกคามจากอาวุธนิวเคลียและจรวดจากเกาหลีเหนือที่เป็น “เด็กเกเร” ในสายตาญี่ปุ่น แม้ว่าจีนจะเป็นภัยคุกคามใหญ่แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่พูดกันรู้เรื่อง แต่เป้าหมายแท้จริงของเจ้าของจรวด คือ สหรัฐนั้น เล็งมาที่จีนเป็นสำคัญ

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วจีนมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ทางการจีนเก็บอาการได้ดีโดยไม่โวยวาย แต่โฆษกรัฐบาลจีนกล่าวประชดว่า ญี่ปุ่นได้ย้ำหลายครั้งว่า ญี่ปุ่นรักสันติ จะทำทุกอย่างเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพและความไว้วางใจกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งเป็นการเตือนญี่ปุ่นว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นทำขัดกับสิ่งทีญี่ปุ่นพูด

มีการวิเคราะห์ว่า ผลการทดลองครั้งนี้ดีสำหรับสหรัฐกับญี่ปุ่นก็จริง แต่ระวังจะก่อให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคนี้มากขึ้น และจะมีการแข่งขันการสร้างอาวุธที่มีอำนาจทำลายร้ายแรงเพิ่มขึ้น

จีนมองว่า ระบบป้องกันจรวดต่อต้านจรวดของสหรัฐที่มีแผนติดตั้งไว้ที่ญี่ปุ่น เป้าหมายหลักเล็งมาที่จีนโดยตรง โดยเฉพาะหากจีนมีปัญหากับใต้หวันถึงกับขั้นใช้กำลังกัน ( ซึ่งคงไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และกลาง) สหรัฐอาจใช้จรวดต่อต้านจรวดนี้ซึ่งตั้งบนเกาะญี่ปุ่นป้องกันไต้หวัน หรือในช่วงที่ไม่มีสงคราม สหรัฐใช้โครงการนี้ไว้ขู่จีน จึงพอสรุปได้ว่า การทดลองยิงจรวดต่อต้านจรวดซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐเจ้าของจรวดกับญี่ปุ่น พันธมิตรที่สหรัฐใช้เป็นด่านหน้าในการต่อต้านจีน จะทำให้บรรยากาศในภูมิภาคร้อนขึ้นเล็ก ๆ

จีนสามารถพัฒนาจรวดต่อต้านจรวดได้ไม่แพ้สหรัฐแม้จะไม่เก่งเท่าสหรัฐ แต่ช่องว่างด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐก็แคบลงทุกที เมื่อไม่นานมานี้ จีนเคยทดลองใช้จรวดยิงทำลายดาวเทียมของตนที่เป็นขยะในอวกาศ เพื่อแสดงให้สหรัฐเห็นว่า ไม่ใช่เพียงสหรัฐเท่านั้นที่พัฒนาจรวดต่อต้านจรวดได้ จีนเองก็พัฒนาด้านนี้ไม่น้อยไปกว่าสหรัฐ การทดลองดังกล่าวทำให้สหรัฐไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะสหรัฐมีดาวเทียมจำนวนมากในอวกาศโดยใช้ทำงานหลายสิ่งทั้งงานด้านพลเรือนและทหาร ถ่ายรูป นำร่อง สื่อสาร ถ้าดาวเทียมของตนถูกจีนยิงตก ระบบของสหรัฐจะเป็นอัมพาตทันที

จีนจะขยายกองเรือแปซิฟิคของตนเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเลของตน ซึ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่พึ่งการส่งออกเป็นสำคัญ และใช้กองเรือนี้ก่อกวนญี่ปุ่น เป็นการบอกสหรัฐว่า กองเรือที่ 7 ของสหรัฐที่คุมแปซิฟิคมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น กำลังเผชิญกับกองเรือจีนที่นับวันจะเติบโตขึ้นทุกที แม้ยังใช้เวลาอีกนานกว่าจะเท่ากองเรือที่ 7 แต่สะท้อนว่า ตั้งแต่นี้ไป กองเรือที่ 7 ของสหรัฐไม่ได้เป็นเจ้าพ่อในมหาสมุทรแปซิฟิคแต่ผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว