วิเคราะห์ข่าว
ใครจะเป็นคนที่ 3 ต่อจาก ‘ภุตโต’
เรื่องที่ดังที่สุดขณะนี้คงไม่มีเรื่องใดเกินระเบิดพลีชีพ 2 ครั้งติดต่อกันที่กรุงการาจี ปากีสถาน ในการต้อนรับการกลับมาของ นางเบนาซีร์ ภุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ที่ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ 8 ปี เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ดังแค่ปากีสถานเท่านั้น แต่เสียงดังไปทั่วโลกเพราะเป็นโศกนาฏกรรมร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของปากีสถาน เมื่อมีคนตายกว่า 300 คน และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน
นางเบนาซีร์ เป็นบุตรสาวของ นายซุลฟิการ์ อาลี ภุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกอดีตประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด เซียร์ อุล-ฮัก โค่นอำนาจและถูกแขวนคอ นางได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามรอยของบิดาจนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะถูกปลดในข้อหาคอร์รัปชันและลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เมษายน 2532 เป็นเวลา 8 ปี ส่วนสามีของนางถูกจับขังคุกในข้อหาคอร์รัปชันเช่นกัน นางเดินทางกลับปากีสถานเมื่อ 18 ตุลาคม 2550 เพื่อเตรียมลงสมัคร ส.ส.ในฐานะหัวหน้า “พรรคประชาชนปากีสถาน” (พีพีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุด ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2551 มีคนนับแสนไปรอรับนางที่สนามบินก่อนขบวนจะเคลื่อนย้ายเพื่อเข้าไปในตัวเมืองยังสถานที่ที่นางเตรียมกล่าวคำปราศรัยกับประชาชน แต่ระหว่างนั้นมีการขว้างระเบิดมือเข้าไปก่อนและตามด้วยมือระเบิดพลีชีพได้กดระเบิดหนัก 15-20 กิโลกรัม ที่ผูกติดตัว ทำให้คนตายและบาดเจ็บหลายร้อยคน
นางเบนาซีร์ ได้รับการเตือนจากรัฐบาลปากีสถานถึงข่าวที่ว่า มีกลุ่มก่อการร้ายวางแผนที่จะสังหารนางตั้งแต่วันที่เดินทางกลับปากีสถานและในที่สุดคำเตือนก็เป็นจริง ซ้ำยังร้ายแรงกว่าที่คิดไว้เสียอีก
คำถามที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงในปากีสถานเท่านั้น แต่คงเป็นคำถามจากคนทั่วโลกว่าใครวางแผนฆ่านางเบนาซีร์และด้วยเหตุผลอะไร? บางคนกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ กลุ่มตอลิบาน ในอัฟกานิสถาน ซึ่งกลุ่มตอลิบานออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง บ้างก็ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย อัลกออิดะห์ บางคนสงสัยว่าเป็นฝีมือของ รัฐบาล หรือรัฐบาลอาจไม่รู้ แต่พวก กลุ่มหัวรุนแรง ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบางคนเป็นคนทำ บ้างก็บอกว่าน่าจะเป็นฝีมือของ นักรบอิสลามหัวรุนแรง เป็นคนทำ เพราะหากนางขึ้นมามีอำนาจ นางมีนโยบายปราบปรามการก่อการร้ายอย่างจริงจัง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศความรับผิดชอบการระเบิดดังกล่าว
รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ถ้าเกี่ยวข้องก็คงไม่มีใครยอมรับ) และจะเร่งนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ นางเบนาซีร์แถลงว่า นางได้รับแจ้งล่วงหน้าว่ามี 4 กลุ่ม รวมทั้งกลุ่มตอลิบาน กลุ่มอัลกออิดะห์ และกลุ่มหัวรุนแรงในการาจีที่วางแผนลอบสังหารนาง ซึ่งนางได้มอบรายชื่อผู้ต้องสงสัยให้รัฐบาลไปก่อนแล้ว นางอ้างว่านางไม่เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานรัฐจะมีส่วนในเรื่องนี้ แต่พุ่งความสงสัยไปที่อดีตนายทหาร 3 คนสมัยอดีตประธานาธิบดีเซียร์ อุล-ฮัก โดยเฉพาะคนของอดีตประธานาธิบดีเซียร์ อุล-ฮัค ซึ่งโค่นล้มนายซุลฟิการ์ อาลี บุตโต บิดา ในปี 2520 และนายซุลฟิการ์ถูกพิพากษาแขวนคอใน 2 ปีต่อมา แต่ประธานาธิบดีเซียร์ก็ตกเครื่องบินตายในปี 2531 คนพวกนี้อยู่เบื้องหลังลัทธิรุนแรงสุดโต่งและลัทธิบ้าคลั่ง ถ้าเป็นจริงอย่างที่นางสงสัยก็แสดงว่าเป็นการวางแผนฆ่าล้างโคตรทางการเมืองกันเลยทีเดียว
ปากีสถานเพิ่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2550 ซึ่ง ประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ได้รับเลือกอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังมีปัญหาด้านกฎหมายกันอยู่ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันจะหมดอายุและจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในกลางเดือนมกราคม 2551 ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าการเลือกตั้งจะดำเนินต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง
นางเบนาซีร์ ที่ยังยืนยันว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งแน่นอนและจะตระเวนหาเสียงเช่นปรกติ ถือโอกาสนี้หาเสียงไปในตัวว่า การลอบสังหารนางเป็นการ “โจมตีประชาธิปไตย ความเป็นเอกภาพของปากีสถาน” โดยนางถือว่าตนเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยตลอดมา หลายคนเป็นห่วงความปลอดภัยของนางระหว่างการหาเสียงว่าอาจโดนลอบสังหารก็ได้ เพราะระหว่างการปราศรัยหาเสียงถือว่าเป็นจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้คนร้ายลอบสังหารนางได้
หลายคนยังตั้งข้อสงสัยไปที่ ประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ เพราะคะแนนนิยมของเขากำลังตกต่ำ ในขณะที่นางเบนาซีร์ยังได้รับคะแนนนิยมดีอยู่ แม้มูชาร์ราฟเป็นประธานาธิบดี ส่วนนางเบนาซีร์แข่งที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นการแข่งขันกันทางการเมือง ดังนั้น คนของประธานาธิบดีอาจทำเรื่องนี้ก็ได้ แต่บางคนก็แย้งว่า ทั้ง 2 คนได้เจรจาที่จะแบ่งปันอำนาจกันแล้ว ดังนั้น มูชาร์ราฟไม่น่ามีส่วนรู้เห็นกับการระเบิดครั้งนี้
การเมืองในปากีสถานค่อนข้างดุเดือดไม่แพ้การเมืองประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ นางเบนาซีร์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2521 และถูกปลดเมื่อสิงหาคม 2533 นายกรัฐมนตรีคนต่อมาคือนายนาวาซ ชารีฟ ซึ่งถูกปลดในข้อหาคอร์รัปชันเช่นกันในเดือนกรกฎาคม 2536 นางเบนาซีร์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และถูกปลดในข้อหาคอร์รัปชันอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2539 นายชารีฟขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเป็นครั้งที่ 2 จนกระทั่ง พล.อ.มูชาร์ราฟ ยึดอำนาจในเดือนตุลาคม 2542 และสั่งจำคุกนายชารีฟแต่ได้รับการอภัยโทษ และถูกส่งไปอยู่ซาอุดิอาระเบียเมื่อเดือนธันวาคม 2543 ส่วนนางเบนาซีร์และสามีถูกศาลสวิตตัดสินจำคุกและปรับในข้อหาคอร์รัปชันและฟอกเงิน แต่ศาลสูงปล่อยนางเบนาซีร์ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลา 8 ปี ทั้งนายชารีฟและนางเบนาซีร์ต้องการกลับมาสมัครแข่งขันรับเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2550 แต่นายชารีฟกลับไม่ได้ มีเพียงนางเบนาซีร์เท่านั้นที่กลับมาได้แต่ก็โดนปองร้าย แม้แต่ประธานาธิบดีมูชาร์ราฟยังโดนลอบสังหารแล้ว 2 ครั้งแต่ก็รอดมาได้
กรณีของนางเบนาซีร์เป็นบทเรียนสำหรับอดีตผู้นำประเทศที่ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศและเดินทางกลับประเทศ เท่าที่จำได้ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีคนหนึ่งของฟิลิปปินส์ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และเมื่อเดินทางกลับฟิลิปปินส์ก็ถูกลอบสังหารที่สนามบินเมื่อก้าวเท้าเหยียบแผ่นดินแม่ นางเบนาซีร์เป็นคนที่ 2 ที่ถูกลอบสังหารแต่ไม่ตาย
จะมีใครเป็นคนที่ 3? (อังคาร 23 ต.ค. 50)