วิเคราะห์ข่าว
การก่อการร้ายในกรุงมะนิลา
ดังไม่แพ้ระเบิดพลีชีพในกรุงการาจี ประเทศปากีสถาน ที่ได้เขียนไปเมื่อวานนี้ เพราะกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ก็มีการวางระเบิดในห้างสรรพสินค้าย่านเมืองมากาติ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การค้าใหญ่ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ทำให้คนตายไป 9 คน และบาดเจ็บอีก 113 คน เล่นเอา รัฐบาลประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย และตำรวจฟิลิปปินส์วิ่งกันวุ่นทีเดียว
ครั้งนี้มีคนกลุ่มหนึ่งอ้างว่าชื่อ “ขบวนการราชาสุไลมาน” ประกาศความรับผิดชอบว่าเป็นผู้วางระเบิดดังกล่าว หน่วยข่าวฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า พวกนี้เป็นกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งที่ประกอบด้วยมุสลิมในกรุงมะนิลาและปัมปังกา แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยใส่ใจมากนัก เพราะคิดว่าอาจเป็นการสมอ้างของกลุ่มนี้
ผ่านไปแล้ว 4 วัน เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการวางระเบิดดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มใด ไม่เพียงแต่หน่วยข่าว ตำรวจ และทหารฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่เร่งทำงานอย่างเต็มที่ เอฟบีไอของสหรัฐ สกอตแลนด์ยาร์ดของอังกฤษ ตลอดจนหน่วยข่าวออสเตรเลีย ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเหลือด้านการพิสูจน์หลักฐานและสืบสวนคดีนี้ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ และหาสิ่งนำสืบจากโทรทัศน์วงจรปิดในบริเวณนั้น บางกระแสข่าวบอกว่าอาจเป็นอุบัติเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ และยังปักใจว่าเป็นการก่อการร้ายมากกว่า เพราะดินระเบิดที่นำมาตรวจสอบนั้นได้พบสารอาร์ดีเอกซ์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของระเบิดซี 4 ที่ใช้ในกิจการของทหารและตำรวจเท่านั้น
หลังจากระเบิด เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังคุมพื้นที่ในกรุงมะนิลาอย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่าจะเกิดระเบิดซ้ำขึ้นอีก
ถามว่าใครอยู่เบื้องหลังการวางระเบิดครั้งนี้? และมีวัตถุประสงค์อะไร? ใครได้ประโยชน์จากการวางระเบิด? เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ต้องหาคำตอบมาให้ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการวางระเบิดในกรุงมะนิลา เท่าที่จำได้ในปี 2547 กลุ่มมุสลิมแบ่งแยกดินแดนอาบู เซย์ยาฟ ได้วางระเบิดท่าเรือข้ามฟากที่กรุงมะนิลา ทำให้มีคนตายกว่า 100 คน และเดือนกุมภาพันธ์ 2548 มีการวางระเบิดบนรถโดยสารในกรุงมะนิลา ทำให้คนตาย 4 คน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมจากภาคใต้เช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ไหมที่ระเบิดครั้งนี้จะเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมจากภาคใต้ของฟิลิปปินส์อีก
ฟิลิปปินส์มีปัญหาด้านความมั่นคงกับชนกลุ่มน้อยมุสลิมที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศที่พวกนี้ต้องการแยกเกาะมินดาเนาและซูลูเป็นเอกราช อิสลามเผยแพร่เข้ามาทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 และกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของภาคใต้ ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาคริสต์ ดูเหมือนว่ากบฏมุสลิมแบ่งแยกดินแดนจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลมาเกือบทุกยุคทุกสมัย โดยมีองค์กรหลักคือ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (MNLF) ไม่ทราบว่ามีกำลังพลเท่าใด แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF) (คำว่าโมโรมาจากคำว่าแขกมัวร์ที่คนสเปนเรียกขาน) มีสมาชิก 12,000 คน โดยติดอาวุธ 9,000 คน แต่องค์กรก่อการร้ายที่สำคัญคือ กบฏมุสลิมอาบู เซย์ยาฟ (แปลว่า ดาบของพระเจ้า พวกนี้เก่งในการใช้ดาบสังหารศัตรู) แม้มีสมาชิกเพียง 450 คน โดยติดอาวุธ 350 คน แต่เป็นกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุด
รัฐบาลฟิลิปปินส์เคยเจรจาและลงนามในข้อตกลงสงบศึกกับกบฏโมโรมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง รัฐบาลกลางยอมให้พื้นที่บางส่วนของเกาะมินดาเนา เกาะบาซิลัน และเกาะโจโร เป็นเขตปกครองตนเองมาแล้ว แต่สุดท้ายสองฝ่ายหันมาต่อสู้กันอีก
กบฏอาบู เซย์ยาฟ มีประวัติทั้งการลักพาตัวชาวตะวันตกเพื่อเรียกค่าไถ่ เคยสังหารเหยื่อชาวอเมริกันมาแล้ว จนสหรัฐต้องส่งหน่วยคอมมานโดมาช่วยฟิลิปปินส์ปราบกลุ่มนี้ อาบู เซย์ยาฟ เคยวางระเบิดหลายครั้ง รวมทั้งวางระเบิดท่าเรือเฟอร์รี่ที่กรุงมะนิลาที่ทำให้คนตายกว่า 100 คน สหรัฐใส่ชื่อกลุ่มอาบู เซย์ยาฟ ไว้ในบัญชีดำกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ มีข่าวว่ากลุ่มนี้มีการเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศอื่นๆ มีข่าวด้วยเช่นกันว่ากลุ่มก่อการร้ายมุสลิมในภาคใต้ของไทยไปรับการอบรมหรือไปดูงานจากกลุ่มนี้เช่นกัน
ยังดีที่สองกลุ่มแรกไม่ถูกกับกลุ่มอาบู เซย์ยาฟ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลฟิลิปปินส์จะปวดหัวมากกว่านี้
ระเบิดที่กรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ถ้าได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นการก่อการร้าย ไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุ หลายคนมองมายังกลุ่มกบฏมุสลิมในภาคใต้ เพราะกลุ่มเหล่านี้มีศักยภาพที่จะวางระเบิดได้ และเคยทำมาแล้ว
บางคนตั้งคำถามว่าจะเป็นทหารฟิลิปปินส์กลุ่มหัวรุนแรงทำได้ไหม? เพราะหากมีการใช้ระเบิดซี 4 จริง ระเบิดประเภทนี้มีใช้เฉพาะทหารเท่านั้น แต่หลายคนแย้งว่าพวกทหารหนุ่มที่นิยมการปฏิวัตินั้นไม่เคยมีประวัติวางระเบิดแหล่งชุมชนจนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายมากเช่นนี้มาก่อน จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มกบฏมุสลิมจากภาคใต้มากกว่า
บางคนวิเคราะห์ว่าประธานาธิบดีอาร์โรโยได้ประโยชน์จากการนี้ ในขณะที่นางกำลังมีปัญหาทางการเมืองและถูกคนฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่งขับไล่ ระเบิดที่เกิดขึ้นทำให้เบนความสนใจของประชาชนจากตัวนางไปอยู่ที่ระเบิดแทน แต่บางคนบอกว่าแทนที่จะได้คะแนน นางอาจเสียคะแนนด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลไม่สามารถให้หลักประกันด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้
อีกไม่นานคงรู้ว่าระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นการก่อการร้ายหรืออุบัติเหตุ ถ้าเป็นการก่อการร้าย ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง
ที่เราหยิบยกเรื่องนี้มาวิเคราะห์ เพราะเห็นว่าสถานการณ์ภาคใต้ของฟิลิปปินส์คล้ายกับภาคใต้ของประเทศไทยที่มีปัญหาและตัวละครคล้ายกัน จึงน่าจะศึกษาไว้เป็นบทเรียน ( พุธ 24 ต.ค. 50)