วิเคราะห์ข่าว
ความพยายามแก้ปัญหาภายในอาเซียน
นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แห่งประเทศไทย จะเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 19-22 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ นอกเหนือจากความสำคัญที่อาเซียนมีอายุครบรอบปีที่ 40 ซึ่งถือว่านานพอสมควร และมีการประชุมกับประเทศในเอเชียตะวันออก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่เรียกว่าอาเซียน+3 เป็นปีที่ 10 แล้ว วันนี้เราจะมาสำรวจกันว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้มีอะไรที่เป็นจุดเด่นของการประชุม และไทยได้-เสียอะไรบ้าง
ก่อนที่ผู้นำประเทศสมาชิกจะเดินทางไปประชุมลงนามในข้อตกลงหลายประการ รัฐมนตรีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียนได้ประชุมตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และจัดการเอกสารไว้ทุกอย่างเพื่อให้ผู้นำไปลงนามเป็นพิธี เอกสารสำคัญที่น่าสนใจคือ กฎบัตรอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นจุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกแล้ว สำหรับไทยนั้นรัฐบาลได้ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ว่า ข้อตกลงใดๆที่ทำกับต่างประเทศและมีผลกระทบต่อประเทศและประชาชนจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาเสียก่อน ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550
เอกสารที่นายกรัฐมนตรีไทยจะต้องร่วมพิจารณาในที่ประชุมมีทั้งข้อตกลงในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง และข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม เช่น อาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) อาเซียนกับสหภาพยุโรป และอาเซียนกับออสเตรเลีย สำหรับเอกสารที่เกี่ยวกับอาเซียน นอกเหนือจากการลงนามในกฎบัตรอาเซียนแล้ว ยังมีข้อตกลงว่าด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ และพลังงานด้วย
ใครอยากรู้ว่ามีเอกสารอะไรบ้าง ชื่อเป็นทางการว่าเป็นปฏิญญา หรือบันทึกความเข้าใจ ฯลฯ อย่างไร กระทรวงต่างประเทศได้แจกให้สื่อมวลชนไปเรียบร้อยแล้ว แต่บทความนี้จะโฟกัสไปที่กฎบัตรของอาเซียน ซึ่งถือว่ามีความพยายามเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะวัตถุประสงค์หลักข้อที่ 3
(ก) กำหนดให้การตัดสินใจของอาเซียนอยู่บนพื้นฐานของหลักฉันทามติต่อไป แต่เพิ่มความยืดหยุ่น โดยผู้นำสามารถตัดสินใจโดยวิธีการอื่นได้ในกรณีที่ไม่สามารถมีฉันทามติ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตร หรือการกระทำใดที่ก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออาเซียน
(ข) ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการสร้างความยืดหยุ่นในการตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายใน
ถ้าเข้าใจไม่ผิดตั้งแต่ตั้งอาเซียนเป็นต้นมาได้ใช้หลักฉันทามติในการตัดสินใจ โดยผู้นำของประเทศสมาชิกริเริ่ม 6 ชาติขณะนั้น (ไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์) ต้องเห็นพ้องต้องกันทุกคน จะมีเสียงแตกเพียงเสียงเดียวไม่ได้ ขณะเดียวกันหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในเป็นสิ่งที่ยึดถือกันมาตั้งแต่แรก และอาจกล่าวได้ว่าหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทำให้อาเซียนรวมกันอยู่ได้ ไม่แตกกันออกไปเหมือนกับองค์กรระหว่างประเทศอื่นบางองค์กร
แต่เมื่อมีการเปิดรับสมาชิกใหม่ (เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า) อาเซียน 6 กลายเป็นอาเซียน 10 ปัญหาเริ่มเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากพม่าซึ่งมีปัญหาการเมืองภายในประเทศ และถูกกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นแหล่งผลิตและส่งออกยาเสพติดทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ถ้าเป็นเพื่อนบ้านอาเซียนก็พอเข้าใจกันได้ แต่ฝรั่งจากสหภาพยุโรปไม่ได้คิดเช่นนั้น บ่อยครั้งที่สหภาพยุโรปกดดันอาเซียนถึงกับขู่ว่าจะไม่ประชุมด้วยหากมีผู้แทนพม่าเข้าร่วมในการประชุม
พม่ากลายเป็น “แกะดำ” ของอาเซียน ที่สมาชิกดั้งเดิมรู้สึกอึดอัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ถนัด เพราะมีหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในค้ำคออยู่ อีกทั้งสมาชิกใหม่คือ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ยืนเคียงข้างพม่า เพราะไม่ต้องการให้ประเทศอื่นมายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของตนเช่นกัน แม้ผู้นำอาเซียนพยายามพูดจากับผู้นำพม่าโดยอาศัยความสนิทสนมเป็นส่วนตัวและนอกรอบ แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น
กฎบัตรอาเซียนจากการประชุมที่สิงคโปร์ครั้งนี้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น แม้จะใช้หลักฉันทามติต่อไป แต่ก็เปิดทางให้ผู้นำอาเซียนใช้วิธีการอื่นได้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าในกรณีที่ไม่สามารถมีฉันทามติได้บนเงื่อนไขที่ว่าหากสมาชิกใดละเมิดกฎบัตรทำให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออาเซียน วัตถุประสงค์น่าจะเป็นความพยายามแก้ไขปัญหากรณีพม่าเป็นสำคัญ
ประเทศสมาชิกคงถกเถียงกันพอสมควรในการตีความว่าระดับความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้นอยู่ตรงไหน ใครเป็นคนตัดสินว่าร้ายแรงหรือไม่อย่างไร บางกรณีอาจแบ่งได้ชัดเจน แต่บางกรณีเส้นแบ่งอาจบางมาก และจะใช้เสียงเท่าไรในการตัดสินว่าความเสียหายนั้นร้ายแรงหรือยัง
นอกจากนั้นการสร้างความยืดหยุ่นในการตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก เป็นอีกประเด็นที่คงสร้างความยุ่งยากลำบากใจมากพอสมควรให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ไม่ว่าจะเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสหรือระดับผู้นำอาเซียน ที่จะขีดเส้นว่าถ้าเกินกว่านี้คือการแทรกแซงกิจการภายใน ถ้าไม่ล้ำเส้นนี้ถือว่าไม่แทรกแซง เพราะในขณะที่สมาชิกอื่นมองว่าไม่ใช่การแทรกแซง แต่พม่าอาจถือว่าเป็นการแทรกแซงก็ได้ ถ้าเกิดคะแนนออกมา 6 ต่อ 4 ทุกครั้งระหว่างสมาชิกดั้งเดิมกับสมาชิกใหม่แล้วผลต่อไปจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ดี อาเซียนมักจะแก้ปัญหาแบบอาเซียนคือ อะลุ่มอล่วยกันเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ และคงไม่พร้อมที่จะเห็นความแตกตัวของสมาชิกอาเซียน รวมทั้งยังเชื่อว่าการ Engagement กับพม่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะให้พม่ามีการปฏิรูปการเมืองภายในประเทศ ดีกว่าที่จะโดดเดี่ยวพม่า (จันทร์ 19 พ.ย. 50)