วิเคราะห์ข่าว
กษัตริย์อับดุลลาห์ฯ กับพันธมิตรอังกฤษ
เมื่อพูดถึงตะวันออกกลาง เรามักนึกถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายในปาเลสไตน์ ในอิรัก และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่กลายเป็น “จุดร้อน” ของภูมิภาคในตะวันออกกลาง เราไม่ค่อยนึกถึงซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นชาติใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางตลอดมา ทั้งที่เมื่อพูดถึงความมั่นคงในตะวันออกกลาง เราจะลืมซาอุดีอาระเบียคงไม่ได้ อย่างน้อยประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลก มีน้ำมันดิบสำรองมหาศาลอยู่ในอับดันต้นๆของโลก เป็นตลาดอาวุธสำคัญที่สุดของสหรัฐและอังกฤษ มีปิโตรดอลลาร์สำรองหลายพันล้านดอลลาร์ และมีเงินปิโตรดอลลาร์มหาศาลหมุนเวียนอยู่ในธนาคารตะวันตก มีการลงทุนในทรัพย์สินและกิจการในภาคที่เป็นยุทธศาสตร์หลายประการในต่างประเทศ
การเสด็จเยือนอังกฤษของกษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อับดุล อาซิซ ประมุขแห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2550 เป็นสิ่งที่นักสังเกตการณ์การเมืองระหว่างประเทศไม่ควรมองข้าม เพราะกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียไม่ค่อยเสด็จฯออกนอกประเทศ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ทำไมท่านเสด็จฯอังกฤษช่วงเวลานี้
หัวข้อการปรึกษาหารือประการหนึ่งระหว่างผู้นำซาอุดีอาระเบียและนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ คงหนีไม่พ้นสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง ทั้งเรื่องปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ที่ซาอุดีอาระเบียมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย การขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านในการขยายอิทธิพลเหนืออ่าวเปอร์เซียและภูมิภาคตะวันออกกลาง และการก่อการร้ายในซาอุดีอาระเบีย
ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็น “ผู้เล่น” สำคัญในการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลาง กำลังถูกท้าทายจากอิทธิพลของอิหร่านเพิ่มขึ้น ซึ่งท้าทายอำนาจดั้งเดิมของซาอุดีอาระเบีย หากอิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้จะทำให้ดุลอำนาจในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง โดยน้ำหนักจะไปอยู่กับอิหร่านและกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง และก่อให้เกิด “ภัยคุกคามนิวเคลียร์” ต่อซาอุดีอาระเบีย ทำให้อุณหภูมิความตึงเครียดในภูมิภาคขึ้นสูงขึ้น ดังนั้น ผู้นำซาอุดีอาระเบียอาจแสวงหาความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ภายใต้ “ความร่วมมือทางเทคนิค” จากตะวันตกหากตะวันตกต้องการเป็นหุ้นส่วนด้านการค้ากับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีเงินมากมายที่จะซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า
ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือความกังวลหลักของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียขณะนี้ อังกฤษซึ่งเป็นประเทศปกครองซาอุดีอาระเบียมาก่อน และเป็นมิตรที่ใกล้ชิดและเก่าแก่ที่สุดกับราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย อังกฤษซึ่งมีการปกครองระบอบกษัตริย์ด้วยกันจึงเป็นที่ปรึกษาสำคัญที่สุด
คงจำกันได้ว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซาอุดีอาระเบียยากจนมาก รายได้จากน้ำมันมีนิดเดียว รายได้ส่วนใหญ่มาจากคนที่เดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์ ซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารช่วงระหว่างและหลังสงคราม จนกระทั่งซาอุดีอาระเบียเข้ามาผูกพันกับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อเมริกัน และพึ่งพาการป้องกันประเทศจากสหรัฐ ทำให้อิทธิพลของอังกฤษลดน้อยลง ในขณะที่อิทธิพลของอเมริกันเพิ่มขึ้น เพราะเป็นผู้ประกันหลักต่อความมั่นคงของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐเป็นตลาดน้ำมันใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ส่วนซาอุดีอาระเบียก็เป็นตลาดอาวุธใหญ่ที่สุดสำหรับสหรัฐ
นอกจากเผชิญกับสิ่งท้าทายจากภายนอกแล้ว ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียยังมีปัญหาความมั่นคงภายในประเทศอีกด้วย ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีการปกครองด้วยหลักศาสนาอย่างเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นการปกครองระบอบผู้ปกครองรัฐกับผู้อยู่ใต้ปกครองอย่างแท้จริง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในซาอุดีอาระเบีย หรือความเท่าเทียมกันในสังคมและระหว่างชายหญิง การลงโทษผู้กระทำผิดใช้หลักศาสนาอย่างรุนแรง รัฐบาลซาอุดีอาระเบียถูกกดดันจากประเทศตะวันตกให้ “ปฏิรูปการเมือง” มากขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายจากลัทธิหัวรุนแรง แม้ว่าผู้นำซาอุดีอาระเบียให้คำสัญญาว่าจะปฏิรูปประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ก็เพียงคำพูดเท่านั้น เพราะไม่มีการพัฒนาประชาธิปไตยใดๆจากผู้นำประเทศนี้ เนื่องจากยังยึดหลักศาสนาและประเพณีเป็นสำคัญในการปกครอง
ซาอุดีอาระเบียถูกกล่าวหาว่าส่งออกลัทธิวาฮาบีและลัทธิอิสลามรุนแรง สมาชิกราชวงศ์บางคนถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐหมางเมินไประยะหนึ่ง
ระบอบการปกครองในซาอุดีอาระเบียถูกท้าทายมากขึ้น กษัตริย์อับดุลลาห์ฯตระหนักดีว่าราชวงศ์ในตะวันออกกลางไม่ใช่สิ่งมั่นคงถาวร เพราะราชวงศ์ปาลาวีของอิหร่านก็ถูกโค่นล้มโดยกลุ่มศาสนานิยมโคไมนี่ไปแล้ว ขณะที่สถานะของราชวงศ์ในซาอุดีอาระเบียก็กำลังถูกท้าทายจากกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ภายใต้การนำของนายอุซามะห์ บิน ลาดิน ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าต้องการโค่นล้มระบบกษัตริย์ โดยอ้างว่าเป็นสมุนรับใช้อเมริกัน ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียในปัจจุบันจึงคล้ายกับราชวงศ์ปาลาวีของอิหร่านสมัยพระเจ้าชาห์ที่กำลังจะถูกโคไมนี่โค่นล้ม ส่วนประวัติศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียจะซ้ำรอยกับของอิหร่านหรือไม่อย่างไรนั้นเราคงต้องติดตามกันต่อไป
รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเผชิญกับทั้งปัญหาภายในประเทศที่มาจากกลุ่มก่อการร้าย และแรงกดดันจากต่างประเทศให้ปฏิรูปการเมือง และความท้าทายจากอิหร่าน เพราะฉะนั้นกษัตริย์อับดุลลาห์ฯคงหวังว่าจะมีคำแนะนำดีๆจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเก่าแก่ที่สุดเช่นอังกฤษบ้าง (พฤหัสฯ 22 พ.ย. 50)