|
|
|
ผู้ช่วยนายอำเภอคนใหม่ |
|
|
|
นายจอห์น ฮาวเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียที่ประธานาธิบดีบุชแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยนายอำเภอของเขา จำใจต้องก้าวลงจากตำแหน่งอันเป็นผลจากการเลือกตั้งทั่วไปของออสเตรเลียเมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2550 และมอบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้กับนายเควิน รัดด์ หัวหน้าพรรคแรงงานที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า ประธานาธิบดีบุชจะเรียกนายเควิน รัดด์ ว่าเป็นผู้ช่วยนายอำเภอของเขาเหมือนกับที่ให้สมญากับนายจอห์น ฮาวเวิร์ด หรือไม่ ที่สำคัญกว่านั้น นายเควิน รัดด์ จะยอมรับตำแหน่งนี้หรือทำตัวเป็นสมุนสหรัฐเหมือนอย่างที่นายจอห์น ฮาวเวิร์ด ได้ทำมาแล้วหรือไม่
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้งหัวหน้ารัฐบาล หรือเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่เป็นการเลือกตั้ง ส.ส.จำนวน 150 คนไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร และเลือก ส.ว. 40 คนจากจำนวน 76 คน ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคเสรีนิยมแห่งชาติ ที่ใช้แนวทางอนุรักษ์นิยมนำโดยนายจอห์น ฮาวเวิร์ด กับพรรคแรงงาน ซึ่งใช้แนวทางกลาง-ซ้าย นำโดยนายเควิน รัดด์ อดีตนักการทูต พรรคแรงงาน ซึ่งเป็นเพียงสองพรรคใหญ่ในออสเตรเลีย โดยมีชาวออสเตรเลียที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 13.5 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 21 ล้าน เป็นคนตัดสิน ผลที่ออกมาปรากฎว่า พรรคแรงงานได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าครึ่ง ดังนั้น นายเควิน รัดด์ หัวหน้าพรรคจึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายจอห์น ฮาวเวิร์ด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2539 และอยู่ในตำแหน่งนี้ 4 วาระติดต่อกัน วาระ 3 ปีรวม 12 ปี ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเป็นคนที่สอง รองจากเซอร์โรเบิร์ต เมนซีย์ หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลนานที่สุด ส่วนพรรคแรงงานนั้น เพิ่งกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้พยายามมานาน
การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้น แต่คนออสเตรเลียถือว่าเป็นการเปลี่ยน ผู้นำรุ่นเก่า กล่าวคือ นายจอห์น ฮาวเวิร์ด มีอายุ 68 ปี มาเป็น ผู้นำรุ่นใหม่ เพราะนายเควิน รัดด์ เพิ่งมีอายุเพียง 50 ปีเท่านั้น นายฮาวเวิร์ดไม่เพียงแต่เป็นผู้นำพรรคที่แพ้การเลือกตั้งให้แก่พรรคอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่ยังแพ้การเลือกตั้งในการเป็น ส.ส.เขตด้วยทั้งที่เศรษฐกิจในช่วงเวลาที่เขาบริหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเขาเสนอที่จะลดภาษีให้กับคนออสเตรเลีย ยอมให้รัฐเสียรายได้ถึง 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังแพ้จนได้ทั้งที่เขาเป็น ส.ส.เขตนี้มาแล้ว 33 ปีโดยได้รับเลือกต่อเนื่องกันมา 13 ครั้ง นับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกตั้งแต่ปี 2472 ที่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส.เขต
ประเด็นสำคัญในการหาเสียงของสองพรรค เป็นเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสงครามในอิรัก คนออสเตรเลียวิจารณ์ว่า ที่นายจอห์น ฮาวเวิร์ด แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเขาดื้อดึงที่ยังคงกองทหารออสเตรเลียไว้ในอิรักต่อไป ซ้ำยังไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตว่าด้วยการแก้ไขภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นการสวนกระแสโลกในขณะนี้
ครั้งนี้ สิ่งที่คนทั่วโลกจะเห็น ความเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายเควิน รัดด์ใช้เป็นไฮไลท์ในการหาเสียง คือ ออสเตรเลียจะถอนทหารออกจากอิรัก ออสเตรเลียจะลงนามในพิธีสารกรุงเกียวโตว่าด้วยการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศของโลก หรือภาวะโลกร้อน ที่นายจอห์น ฮาวเวิร์ด ใช้นโยบายตามลูกพี่อเมริกัน คือ ยังดึงดันที่จะคงกำลังทหารออสเตรเลียไว้ในอิรักต่อไปตามความต้องการของอเมริกัน และไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตตามลูกพี่อเมริกัน ทั้งที่สวนกระแสของสังคมโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญครั้งนี้คงทำให้วอชิงตันไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะสวนทางกับผลประโยชน์ของสหรัฐ
นายรัดด์ บอกว่า เขาจะหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างภาคธุรกิจกับสหภาพแรงงานซึ่งเป็น สงครามเก่าแก่ในอดีต และจะพยายามหาจุดลงตัวระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับความวิตกด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนคนออสเตรเลียหวังที่จะเห็นรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสภาพการทำงานของคนงาน และลดอัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมในการซื้อบ้านหลังแรก
การหาเสียงเลือกตั้งในออสเตรเลีย แม้จะมีการหาเสียงกล่าวหาซึ่งกันและกันบ้าง แต่ก็ไม่ดุเดือดเผ็ดมันในการหาเสียงในไทยที่พยายามทำลายซึ่งกันและกัน ผู้นำสองพรรคใหญ่กล้าที่จะ ดีเบต เพื่อให้สาธารณะชนได้ตัดสินใจ นายจอห์น ฮาวเวิร์ด ใช้จุดแข็งของเขาในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โน้มน้าวใจชาวออสซี่ว่า ชาติกำลังเดินมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าชาติมาในทางที่ถูกต้อง ก็ไม่ควรจะเปลี่ยนรัฐบาล เพราะถ้าท่านเปลี่ยนรัฐบาล หมายถึงว่าท่านกำลังเปลี่ยนทิศทางเดินของชาติที่มาอย่างถูกต้องแล้ว ส่วนนายเควิน รัดด์ โต้ว่า ถ้าเศรษฐกิจดีตามที่นายฮาวเวิร์ดคุย ทำไมผู้ใช้แรงงานถึงยังมีชีวิตอยู่อย่างลำบากล่ะ? นายรัดด์ใช้จุดแข็งในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ว่า ประเทศต้องการความคิดใหม่ ๆ เพื่อเผชิญกับสิ่งท้าทายในอนาคตสำหรับออสเตรเลีย
ที่ใครบอกว่า เศรษฐกิจมักจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะในการเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ เพราะเศรษฐกิจของออสเตรเลียช่วงที่ฮาวเวิร์ดเป็นนายกรัฐมนตรีแข็งแกร่งขึ้นมาก ราคาหุ้นในตลาดหุ้นสูง การว่างงานต่ำสุดในรอบ 33 ปี แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ก็สูงสุดในรอบ 11 ปี และเงินเฟ้อสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงาน แต่ยังมีปัญหาต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม การอพยพของคนต่างประเทศเข้าเมือง ที่มีส่วนในการทำให้คนออสเตรเลียตัดสินใจด้วย
บางที ประชาชนก็เบื่อผู้นำที่อยู่มานานเหมือนกัน และอยากทดลองคนใหม่ ๆ คนออสเตรเลียคนหนึ่งบอกว่า ผู้นำรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ไม่สำคัญ แต่เขาต้องการผู้นำที่ถูกต้อง (Right Leadership) ถ้าแปลเป็นไทยคงหมายถึง ผู้นำทั้งดีและทั้งเก่ง ทำนองนี้
การหาเสียงเลือกตั้งในออสเตรเลีย ไม่มีข่าวเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงเช่นในประเทศไทย หรือ มีมือปืนออกมาวุ่นวายก่อกวน หรือข่าวเรื่อง ก.ก.ต.ออสเตรเลียปวดหัวกับพฤติกรรมที่พยายามเลี่ยงกฎหมายของนักการเมืองออสซี่ หรือข่าวเรื่องการเย็บเงินติดกับเบอร์ผู้เลือกตั้ง หรือแจกเงินค่ารถค่าเสียเวลาสำหรับคนที่มาฟังการหาเสียง ฯลฯ แบบเมืองไทย
นี่แหละคือการเลือกตั้งที่เสรี บริสุทธิ์และยุติธรรม ที่ควรจะเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่อ้างระบอบประชาธิปไตยบังหน้าแต่การเลือกตั้งเต็มไปด้วยความสกปรก ทุจริต คดโกงในทุกรูปแบบ แทนที่จะเป็นประชาธิปไตย กลับเป็นธนาธิปไตยแทน
|
|
|
|