ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ทักษิณในสายตาโลก

(แทบลอยด์ นสพ.ไทยโพสต์ อาทิตย์ 27 กุมภาพันธ์ 2548)

คุยกับอาจารย์โต้ง อาจจะเข้าข่ายขาประจำ แต่ก็ไม่อยู่ในข่ายที่ถูกผู้นำรัฐบาลออกมาเกรี้ยวกราด เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนที่มีเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และลูกน้องของพ่อ อยู่ในรัฐบาลเยอะ นอกจากนั้น ยังเป็นคนที่ไม่แสดงบทบาทบ่อยนัก ยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา

"ผมออกมาวิจารณ์นานๆ ที เรื่องสากล ไม่ใช่เรื่องภายในเท่าไหร่"

แล้วอย่าหาว่าอาจารย์โต้งไม่รู้เรื่อง ไม่เคยลงพื้นที่ เพราะเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า สมัยลี้ภัย รสช.ก็เคยลงไปอยู่ 3 จังหวัดภาคใต้ติดชายแดนมาเลเซีย และตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไปมาไม่รู้กี่ครั้ง

ต้องบอกก่อนว่านี่คุยกันก่อนดีเจดังวันเสาร์จะออกมาด่านักวิชาการอุ้มโจร และประกาศไม่แยแสต่างชาติเพราะไม่เคยขอข้าวใครกิน ไม่งั้นคงดุเดือดกว่านี้

จากยูเอ็นไม่ใช่พ่อ สู่กรือเซะตากใบ

อาจารย์ไกรศักดิ์ย้อนรอยว่า ต่างประเทศสนใจปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ที่มีคดีฆ่าผู้นำชุมชน 22 คนในรัฐบาลทักษิณ 1 ซึ่งทำให้สหประชาชาติเป็นห่วงก่อนการฆ่าตัดตอนด้วยซ้ำ

"โคฟี อันนัน ก็ส่งตัวแทนพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามา เขาขออนุญาตกระทรวงต่างประเทศ ก็อนญาตให้เขาเข้ามา คงคิดว่าเราสามารถที่จะอธิบายได้"

"นโยบายที่ 2 ที่เขาเป็นห่วงมากก็คือนโยบายเกี่ยวกับพม่า เรากลับนโยบาย constructive engagement ความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลคุณชวนเกือบจะอนุญาตให้มีการบีบคั้นทางกองทัพพม่าให้ยุติการสนับสนุนการผลิตยาเสพติดในภาคใต้รัฐฉาน ทางเหนือของประเทศไทย ถึงขั้นมีการปะทะกันเกือบทุกอาทิตย์ คุณทักษิณยกเลิกนโยบายนี้ ในที่สุดก็นำไปสู่การปลด พล.อ.สุรยุทธ์ออกจาก ผบ.ทบ. เพื่อที่จะบรรลุนโยบายสร้างพันธมิตรกับพม่า นโยบายนี้ตามมาด้วยการกดดัน การปราบปรามผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเผด็จการพม่าภายในประเทศไทย เป็น 2 เรื่องที่สหประชาชาติเริ่มเป็นห่วงมากเกี่ยวกับประเทศไทย แล้วข้อมูลก็เริ่มออกมาเกี่ยวกับการฆ่าตัดตอน"

"แน่ละ สหประชาชาติก็มีกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของเขา มีกรรมาธิการผู้ลี้ภัย หรือที่เราเรียกกันว่าข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แต่ 2 หน่วยงานนี้จะทำงานช้าแล้วก็ลังเล ยกเว้นว่าตายกันเป็นพันเป็นหมื่นถึงจะ react ผมเคยถามเขานะ เมื่อไหร่กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนมาดูแลประเทศไทยบ้าง เพราะตอนนี้เรารับไม่ไหวแล้ว เขาก็บอกว่าอาจจะต้องถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันก่อน อย่างเช่นกรณีของซูดาน เอธิโอเปีย รวันดา แต่โคฟี อันนัน เขาเห็นแนวโน้มว่าถ้าไม่ทำอะไรมันคงจะขยายตัว"

นั่นเป็นตอนที่เลขาธิการสหประชาชาติส่งตัวแทนคือมิสซิสจีรานี มาเยือนเมืองไทย

"คุณทักษิณนี่พอมิสซิสจีรานีเข้ามาเขาด่าเลย ไม่คำนึงถึงว่าเราเป็นสมาชิกร่วมตั้งสหประชาชาติมาตั้งแต่แรก ไม่คำนึงถึงเลยว่าเราเป็นภาคีของเจนีวาคอนเวนชั่น เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ไม่คำนึงด้วยว่าตัวเองสนับสนุนคุณสุรินทร์เพื่อไปแข่งเป็นเลขาธิการของกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ แล้วไม่คำนึงถึงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศพยายามจะมีบทบาทอยู่ในกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ก็โดยสัญชาตญาณของการไม่สนใจมาตรฐานของสากลเขา ออกมาด่ามิสซิสจีรานีอย่างเสียหาย-ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ ให้ยายคนนี้ไปตรวจสอบประเทศของตัวเอง-เขามาจากปากีสถาน แต่เขาเป็นตัวแทนของโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเป็นคนที่สูงที่สุดในยูเอ็น"

อาจารย์โต้งมองว่านโยบายฆ่าตัดตอนปราบปรามยาเสพติด เกี่ยวโยงกับนโยบายต่างประเทศต่อพม่า

"คุณทักษิณอยากจะเปลี่ยนแปลงหรือผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงในพม่า โดยเปลี่ยนนโยบายจากการกดดัน ความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ มาเป็นพันธมิตรกันเลย แล้วก็ปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับนายกฯ ขิ่น ยุ้นต์ และนายพลตัน ฉ่วย โดยหวังว่าความใกล้ชิดอันนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ในเวลาเดียวกันก็หมายถึงเลิกกดดันเรื่องยาเสพติดภายในพม่า ส่วนหนึ่งก็เป็นการให้เงินให้อะไรต่ออะไร โดยหวังว่าจะนำไปสู่การชดเชยยาเสพติด แต่เงินที่ให้ไปก็ไม่มาก ถ้าเทียบกับที่ได้จากยาเสยติด เป็นล้านๆ บาทต่อเดือนหรือต่อวันด้วยซ้ำ"

"หลักฐานมันค่อนข้างชัดเจนว่าคนเคยค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นขุนส่าก็ดี คนอื่นๆ ก็ดี สามารถมอบตัวต่อรัฐบาลพม่าแล้วก็มาซักฟอกเงิน มาทำธุรกิจในเมือง ถึงขั้นที่ว่าตั้งธนาคารได้ ทำโรงแรมได้ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้ ภาพมันเห็นชัดเจน คุณทักษิณไปใกล้ชิดกับรัฐบาลพม่าโดยไม่มีความคืบหน้าเรื่องการเปลี่ยนแปลงพม่า ตัวเองก็โดนบีบคั้นว่าประเทศไทยกลายเป็นศูนย์ของการค้ายาเสพติดของโลกไปแล้ว ก็เลยลงไม้ลงมือ วิธีการของคุณทักษิณทำไมนำไปสู่การฆ่ากันตายมหาศาล แกบอกว่าถ้าภายใน 3 เดือนแรกถ้าไม่ได้ 30% จะย้ายทั้งหมด ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ นายตำรวจ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือฆ่าซะ แทนที่จะเอาเป็นคดีขึ้นศาล ใช้วิธีฆ่าตัดตอน ตัวเลขมันก็เลยทวีคูณเสียจนทุกคนตกใจ ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่าหนึ่งเขาขี้เกียจที่จะมาหาพยานขึ้นศาล ตำรวจก็ขี้เกียจทำสำนวนส่งให้อัยการ ขั้นตอนมันมากเหลือเกิน เผลอๆ คนที่จับมาอาจจะมาชี้เจ้านายตัวเอง (หัวเราะ) มันอีนุงตุงนัง ก็เลยใช้วิธีการของโจรเสียเลย"

"ผลกระทบของมันออกมารุนแรงมาก ตอนที่คุณทักษิณไปเยือนสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นะ 56 องค์กรไปยื่นจดหมายประท้วงเรื่องนี้ที่สถานทูตไทย มีการเดินประท้วงหน้าสถานทูตไทยในกรุงวอชิงตันเป็นครั้งแรก มีรายงานของสถานทูตต่างๆ โดยเฉพาะสถานทูตอเมริกา รายงานของกระทรวงต่างประเทศ เขาทำเป็น public ถึงแม้เรื่องนี้สหรัฐมีนโยบายว่าประธานาธิบดีจะไม่เอ่ยขึ้นมา แต่ระบบของเขาจะต้องมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน พอรายงานอันนี้ออกมา คุณทักษิณก็โมโหอีก ก็ว่าเขาจะทำ report อันนี้เกี่ยวกับสหรัฐบ้าง (หัวเราะ) แล้วทุกวันนี้ยังไม่เห็นทำเลย ผมยังเคยบอกว่าผมอาสาเลยอันนี้ถ้าคุณทักษิณอยากจะทำ"

"เรื่องนี้มันกระทบกระเทือนภาพพจน์คุณทักษิณในสากล ทั้งๆ ที่ในช่วงเดียวกันเพิ่งต้อนรับจอร์จ บุช มีเอเปก ตัดชุดใส่เสื้อไหม เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เขานอนไม่หลับไปหลายวัน แล้วมาโดนรายงานอันนี้ คุณทักษิณเลยบอกไหนว่าเป็นเพื่อนกัน-นั่นคือไม่เข้าใจ ว่าทุกรัฐบาลเขายอมรับไม่ได้ในการใช้อำนาจของรัฐฆ่าประชาชน สหรัฐอเมริกาเองก็ต้องสอบสวนเจ้าหน้าที่ของตัวเองที่ไปทรมานคนอิรัก สอบสวน 40 กว่าคน อังกฤษก็สอบสวนคนของตัวเอง คุณทักษิณไม่เข้าใจอันนี้เลย ตั้งคำถามอันนี้ขึ้นมาเพราะว่าตัวเองยังไม่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย"

อย่างไรก็ดี อาจารย์ไกรศักดิ์บอกว่าเรื่องเหล่านี้ยังไม่เกิดผลกระทบชัดเจน ถ้าไม่มีเรื่องภาคใต้มาซ้ำเติม

"รายงานกรณีฆ่าตัดตอนที่ร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฟาดเข้าไปเกือบ 800 คดี ทั่วโลกเริ่มรับรู้ รายงานขององค์กรต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Human Right Watch หรือเป็น Asian Human Right ก็เริ่มสะสมข้อมูล ข้อมูลนี้จะเข้าสู่สหประชาชาติ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติจะเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมในระดับไหน ระดับกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน หรือขึ้นไปในระดับคณะมนตรีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของสหประชาชาติต่ำมาก แตกต่างจากองค์กรเอกชน อย่างที่ผมตั้งคำถามเขา มันจะต้องมีการฆ่ากันเป็นพันขึ้นไป ถึงจะมี action ต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบรวันดา คุณทักษิณก็คิดว่ายังทำต่อไปได้เรื่อยๆ ยังคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร"

"จนกระทั่งมาเรื่องภาคใต้" อาจารย์โต้งมองว่าอาจเป็นได้ที่สาเหตุหนึ่งมาจากการฆ่าตัดตอน "คนที่อื่นค่อนข้างจะกลัวอำนาจ กลัวโป้งป้างเข้าไปในบ้าน แต่ไทยมาเลย์เป็นชุมชนที่แน่นแฟ้น และเป็นชุมชนที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง มิหนำซ้ำเป็นชุมชนที่มีประวัติโดนกดขี่ข่มเหง โดนเหยียดหยามด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การต่อสู้ก็เลยเกิดขึ้น แต่เป็นการต่อสู้แบบไร้ทิศทาง การฆ่าที่ไร้ทิศทาง แล้วการปราบปรามก็เป็นการปราบปรามที่ไร้ทิศทางเหมือนกัน"

"สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปล้นปืนเดือน ม.ค. 2547 กรือเซะ เดือน เม.ย. ตากใบ ต.ค. มาจนถึงทุกวันนี้ เฉลี่ยแล้วคนมุสลิมตายมากกว่าคนพุทธหลายเท่า และข้อสำคัญที่สุดคือข้อมูลที่ออกไป เป็นการตายหลังจากที่ยอมจำนนแล้ว มีการสู้กันจุดเดียวที่กรือเซะ นอกนั้นไม่มีหลักฐานว่าสู้กันเลย อย่างสะบ้าย้อยยอมจำนนหมดแล้ว ทีมฟุตบอลทั้งทีมหายไป แต่ที่รุนแรงที่สุดที่ภาพสะท้อนออกไปมากที่สุดก็คือตากใบ การจับคน การใช้ความรุนแรงในช่วงการจับ การจับมัดซ้อนไปในรถ และการตาย ภาพอันนี้มันสุดที่จะทนได้แล้วของชาวมุสลิมทั่วโลก"

"เอาไทยกับมาเลเซียก่อนแล้วกัน มันเริ่มจะแย่จากกรณีกรือเซะ เพราะกรือเซะเป็นมัสยิดที่ชาวมาเลเซียจะเข้ามามีส่วนร่วม ชาวมุสลิมจากกลันตันก็มาละหมาดที่กรือเซะ และหลายคนที่ตายไปที่ตากใบเขาถือสัญชาติมาเลย์ด้วย คนไทยเรามี 4 หมื่นกว่าคนที่ถือ 2 สัญชาติ ปัจจุบันนี้ที่โวยวายกัน ที่ทะเลาะกันระหว่างผู้นำไทยผู้นำมาเลเซียผ่านทางสื่อ ทางมาเลเซียเขาประกาศแล้วนะว่าเขายุติการร่วมมือระหว่างหน่วยความมั่นคงของเขากับของเรา และจะไม่ส่งคนข้ามประเทศมาอีกเป็นอันขาด"

"ในส่วนตัวที่ผมพูดกับเขาในเรื่องนี้ เขาบอกว่าเมืองไทยไม่มีความยุติธรรม ไม่เอาคนขึ้นศาล ยิงทิ้งลูกเดียว แล้วถ้าเขาส่งมาเขาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะมันไม่ได้ทำผิดในประเทศเขา แล้วเขาก็จะโดนฟ้องร้องทางการเมือง เพราะพรรคบาธและพรรคอัมโนแข่งขันกันอยู่ที่กลันตัน เขาพูดถึงขั้นที่ว่าเขาเคยส่งมา แต่ยิงทิ้งทุกที แทนที่จะจับกุม แล้วไปสืบจริงๆ ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่เขาพูดกับผมนะ จริงเท็จอีกเรื่องหนึ่ง ผมถามทางฝ่ายไทย ฝ่ายไทยก็มักจะอ้างว่าฝ่ายมาเลเซียไม่ร่วมมือ ไม่ร่วมมือเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่า เหตุผลที่ว่ามันไม่มีองค์กรเป็นตัวเป็นตนจริงหรือเปล่า องค์กรที่เคยมีอยู่เป็นเพียงแต่นามเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นพูโล เบอร์ซาตู มูจาฮีดีน กลุ่มพวกนี้มันไม่มีองค์กรเหลืออยู่แล้ว ทางมาเลเซียเขาบี้จนไม่สามารถจะทำงานได้อีกแล้ว และแนวร่วมก็หายไปหมดแล้ว อย่าลืมเมื่อก่อนนี้ที่พวกนี้สามารถอยู่ได้ในมาเลเซีย ก็เพราะว่าชัดเจนเลยว่าเราอนุญาตให้พรรคคอมมิวนิสต์ของมาเลเซียอยู่ในเขตแดนเรา เมื่อปี 1988-1990 เรายุตินโยบาย และจับไม้จับมือกับมาเลเซีย ขบวนการพวกนี้ก็หมดไป"

"แล้วถามว่าพูโลมีนโยบายที่จะฆ่าพระ มีนโยบายที่จะฆ่าคนขายไอศกรีม ฆ่าชาวมุสลิม คนกรีดยาง ไม่ใช่นะ ไม่เคยมีเลย ถ้าคุณดูนโยบายพูโล หรืออะไรพวกนี้ เขามีนโยบายทางการเมืองชัดเจน สิ่งที่เราเห็นเรายังไม่รู้เลยว่ามันกลุ่มอะไรกันแน่ มันมีกลุ่มจริงหรือเปล่า"

ปริศนาภาคใต้ ไม่เหมือนที่ไหนในโลก

อาจารย์โต้งพูดถึงปัญหาภาคใต้ตอนหนึ่งว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ไม่รู้ว่าใครคือผู้ก่อการ "เมื่อก่อนนี่จะรู้หมดเลยในประเทศไทย ใครทำรัฐประหาร ใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ชื่อแซ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นใคร หัวหน้าเขตไหนๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อการแล้วมันต้องการอะไร มันอึดอัดมาก ผมก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่ก็อึดอัดมาก"

นี่ไม่ใช่คำคุยที่เกินเลย ในฐานะลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายซ้าย มีเพื่อนมีญาติมีลูกน้องพ่ออยู่ในวงการเมืองวงราชการระดับสูงจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็คบหากับเหล่าแอคติวิสต์ เอ็นจีโอ จนเรียกได้ว่ารู้บนรู้ล่าง แต่ครั้งนี้อาจารย์โต้งบอกว่าไม่รู้เลยจริงๆ และเชื่อว่าฝ่ายรัฐก็ไม่รู้

ตั้งข้อสังเกตให้ด้วยว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก เพราะไม่มีการประกาศขบวนการ ประกาศเป้าหมาย

"ที่ไหนมีบ้างล่ะ ผมถามจริงๆ ในโลกนี้ที่ไหนมีบ้าง ไม่มีเลย อาเจะห์ ปาเลสไตน์ อิรัก มันมีเป้าตลอดเวลา ไปจับชาวญี่ปุ่นเรียกร้องให้ถอนทหารญี่ปุ่นออก จับชาวอิตาลีบอกต้องถอนทหารอิตาลีออก ประกาศตัว มีองค์กร มีเป้าหมาย เอาล่ะ มันอาจจะฆ่าคนบริสุทธิ์เยอะ แต่ทุกอย่างมีเป้าหมายทางการเมืองหมด ทำไมของเราไม่มีสักครั้ง-ไม่เข้าใจ แล้วผมคิดว่าคุณทักษิณจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็ไม่เข้าใจ วิธีการก็เลยฆ่าเป็นหมู่ โดยคิดสั้นๆ ว่าสั่งสอนมันลูกเดียว"

เป็นไปได้ไหมว่าจุดประสงค์เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้โลกมุสลิมยื่นมือเข้ามา

"อาจจะเป็นไปได้ ทาง สมช.มีหลายคนเขาบอกว่ามุสลิมพวกนี้กำลังประสบความสำเร็จมาก-หรือพวกก่อการพวกนี้ เพราะอาจจะไม่ใช่มุสลิมก็ได้ บางคนอาจจะเป็นพุทธก็ได้"

สำเร็จอย่างไร?

"ให้รัฐบาลคุณทักษิณตกกับดักการใช้ความรุนแรง สิ่งที่เขาต้องการก็คือสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น คนไทยนี่บางครั้งมีวัฒนธรรมเหมือนฝูงแกะ นิยมความรุนแรงก็สนับสนุนการใช้ความรุนแรง อันนี้มันจะนำไปสู่การขยายตัวของการก่อการร้าย แต่ผมก็แปลกใจว่าทำไมยอมตกหลุมแล้วตกหลุมเล่า ก็เห็นอยู่แล้วว่าการใช้ความรุนแรงนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นๆ และก็สู่การประณาม ตอนนี้ก็เป็นการประณามครั้งที่ 2 แล้วนะขององค์กรมุสลิมสากล"

บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่เหมือนที่อินโดฯ ฟิลิปปินส์ หรือที่ไหนๆ

"อาเจะห์มันล่อทหารลูกเดียว แต่อาจจะวางระเบิดในที่สาธารณะ อาบูซัยยัฟจะวางระเบิดที่ที่คนคริสเตียนเยอะ เช่นเดียวกับฮิสบูลาห์จะทำให้ยิวตายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่นเดียวกับที่สุหนี่วางชีอะห์ ชีอะห์วางสุหนี่ แต่ของเรานี่มันมั่วไปหมด ก็แสดงว่ามันมีเป้าอันเดียว คือสร้างความรุนแรงเกิดขึ้น ให้มีความเคียดแค้น อย่างตากใบเกิดขึ้น แล้วปรากฏว่าเกิดขึ้นจริงๆ เราหลงกลมันอย่างสิ้นเชิงเลย"

มองว่าเป็นขบวนการไหม

"ก็อาจจะเป็นขบวนการ แต่เป็นขบวนการที่ หนึ่งไม่มีตัวตน สองไม่มีนโยบายที่ชัดเจนที่แถลงออกมา สามก็ไม่รู้จะไปเจรจากับมันยังไง ไม่รู้ว่ามันเป็นใครกันแน่ มันต้องการอะไร ก็ไม่เคยมีแถลงการณ์สักนิดว่าขอแยกดินแดน ขอสิทธิโน่นสิทธินี่ ไม่มีเลย แล้วจับได้ก็ยิงทิ้งหมด ถามจริงๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สะบ้าย้อยที่ยิงไป 19 คนยิงไปทำไม แทนที่จะถามว่าใครเป็นคนสั่งให้มา แล้วมาทำไม เพื่ออะไร ข้อมูลที่เราได้มากที่สุดก็คือเขาพูดคลุมๆ เครือๆ ตลอดเวลา บอกว่าถ้าตายแล้วจะขึ้นสวรรค์-แล้วไงล่ะ"

ถ้ามองว่าแค้นจากนโยบายฆ่าตัดตอน อาจารย์โต้งบอกว่าเป็นทฤษฎีหนึ่ง แต่ก็มีข้อแย้ง

"ถ้าดูจริงๆ มีการปะทะกี่จุด ส่วนใหญ่ใครขับรถมาก็ยิง แล้วมันยิงตำรวจหรือเปล่าล่ะ ปืน 400 กระบอกหายไป เอ็ม 16 ใหม่เอี่ยม ปืนพกเป็นร้อยกระบอก เอ็ม 60 ปืนกลขนาดหนักนะ เอ็ม 79 ทำไมพวกนี้ไม่เอามาใช้เลย แล้วทำไมตำรวจบอกกรรมาธิการเรา ตากใบนี่ไม่มีอาวุธสักคนเลย อาวุธร้ายแรงไม่มีเลย มาเจอก็มาเจอวันที่ 26 ไปงมเอาในน้ำ ขณะที่แม่ทัพบอกว่าอยู่ปักษ์ใต้ 30 ปีรู้เลยคนพวกนี้เป็นใคร พูดภาษาอาหรับไม่พูดภาษาไทย เดินเข้าไปในม็อบคลำตัวเขาพกอาวุธหมดทุกคน ผมก็ถามแล้วที่เจอเอ็ม 16 เอามายังไง-เอาหนีบมาในโสร่งเหรอ หรือยังไง(หัวเราะ) อันนี้อยู่ในรายงานชัดเจนเลยว่าไม่มีอาวุธ"

"ที่ทุเรศคือมีตำรวจ 2 คนอยู่ในชุดสอบสวน เขาบอกมันยิงจากแม่น้ำขึ้นมา ถ้ามีการใช้เอ็ม 16 จริง นายทหาร ตำรวจ ยืนห่างจากม็อบราว 3 เมตร ป่านนี้ตำรวจทหารตายกันระเนระนาดแล้ว ทำไมต้องยิงจากน้ำขึ้นมา ทำไมไม่ยิงบนบกล่ะ เรื่องตลก อ้าว แล้วการตายของคนล่ะ ตั้งแต่รถคันแรกตาย 2-3 ศพแล้ว บางคันตายตั้ง 30 ศพ ตายยังไง ซ้อนกันมาใช่ไหม ทับกันมาจนหายใจไม่ออกใช่ไหม โดนซ้อมด้วยไหม บอกไม่ใช่ ทุกคนนั่งตรงเรียงกันมา แล้วก็เพราะความเหนื่อยล้า ล้มทับกันตายเอง โห-ผมบอกคุณพระช่วย ถ้าคุณเอารายงานนี้ออกไปนะ-ตาย เขาหัวเราะกันฟันหลุดเลย นึกว่าพวกเรากินแกลบกันหมดเหรอ คุณต้องระวังนะ ตำรวจไทยชื่อเสียงจะไปอยู่ตรงไหน ก็แสดงว่าไม่มีใครผิดเลย ไม่มีใครเขาเชื่อหรอกนะ มันตาย 78 คนได้ยังไง นั่งเฉยๆ หมายความว่าเอนหน้าเอนหลังแล้วทับกันจนตายเหรอ"

อาจารย์โต้งบอกว่าถ้าม็อบตากใบมีอาวุธ ก็ยิงตำรวจตายไปหลายคนแล้ว

"ปล้นปืนไปตั้ง 400 กระบอก พอหาไม่เจอบอกส่งไปที่อาเจะห์ อาเจะห์นี่ไม่เคยมีสักครั้งที่ตำรวจอินโดนีเซียรายงานว่ามีจำนวนอาวุธมากขนาดนั้น โยกย้ายไปจากประเทศไทยสู่อาเจะห์ มีคนเคยไปเห็นจริงที่อาเจะห์ เป็นเอ็นจีโอทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เขาบอกว่าเข้าไปในสถานีตำรวจ เห็นกองอาวุธอยู่ แต่ไม่มาก เป็นปืนเอชเค แล้วก็เก่ามาก มีชื่อเป็นภาษาไทย รุ่นเก่า คงไม่ใช่พวกนี้แน่"

"เพราะฉะนั้นทุกวันนี้มันมีข้อสงสัยมาก มีคำถามที่ตอบไม่ได้เยอะ แล้วเมื่อตอบคำถามไม่ได้ หรืออาจจะมีเจ้าหน้าที่ของเราไปยุ่งเกี่ยวด้วย แล้วคุณกลับใช้นโยบายกวาดล้างประชาชน ทำร้ายเขา-โดยปริยาย การก่อการร้ายแบบสะเปะสะปะต้องเกิดขึ้นแน่ เพราะไม่รู้จะแก้แค้นกันยังไง เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่ว่าต้องยุติการใช้ความรุนแรงมันไม่ผิดหรอก เพราะการหยุดใช้ความรุนแรงจะนำไปสู่ความมั่นใจของประชาชนว่าเขาจะไม่ตายโดยไม่มีเหตุมีผล เขาจะร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา เหมือนกับในอดีต ในอดีตทำไมเราอยู่มาได้เป็นสิบๆ ปี ไม่มีฆ่ารายวันเลย เพราะว่าความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่"

อาจารย์โต้งยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการปล้นปืนในค่ายทหารกองพันพัฒนาในอีกแง่มุมหนึ่ง

"ทำไมค่ายทหารกองพันพัฒนาไม่มีรั้วเลย เป็นกองพันแรกที่ผมเห็นในชีวิตผมที่ไม่มีรั้ว คนเดินเข้าออกจากทิศทางไหนก็ได้ แล้วผู้บังคับบัญชาหลายคนนอนในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านเป็นชาวมุสลิมหมด อันนี้มันเกิดอะไรขึ้น 120 กว่าคนที่บุกเข้าไปใช้เอ็ม 16 ใช้เอ็ม 79 ทำให้นายทหารที่ดูแลอยู่ไม่กล้าโผล่หัวขึ้นมาจากป้อมตรวจ 120 กว่าคนบุกเข้าไปมีเครื่องไม้เครื่องมือ ใช้แก๊สตัดเหล็ก แล้วอาวุธหายไปหมดอย่างไม่มีร่องรอย 125 คนหายไปได้ยังไง identify ไม่ได้สักคน นี่คือความล้มเหลวที่สุดเลยของรัฐบาล ไม่สอบสวนเรื่องนี้ก็เพราะอาจจะรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง"

ประเด็นสำคัญที่เขาชี้ คือการปล้นปืนครั้งนั้นได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ไปโดยสิ้นเชิง อย่างที่บอกว่าแต่เดิมกองพันนี้ไม่มีแม้แต่รั้ว ผู้บังคับบัญชาก็ไปนอนในหมู่บ้านเพราะใกล้ชิดสนิทสนมกับชาวมุสลิม

"ผู้บังคับบัญชาเขาไม่ได้มีบ้านอยู่ในค่ายนะ เขามีบ้านส่วนตัวอยู่ในหมู่บ้านมุสลิม แต่หลังจากนั้นมาอะไรเกิดขึ้น ส่ง 5-6 กองพันลงไป จากลพบุรี อุดร มีการจับ ทุบตีกัน จากมิตรกลายเป็นศัตรูไปเลย ตกกับดักอันแรกเลย ผมถามว่าถ้ามันเป็นขบวนการ ถ้ามันอยากทำสงคราม ป่านนี้นองเลือดแล้ว ป่านนี้ทหารเราตายเป็นพันแล้วมั้ง ถ้ามันเอาปืนไปมากขนาดนั้น"

"คนที่ทำเรื่องนี้มันคิดลึกซึ้งมาก มันรู้จิตวิทยาของนายกฯ คนนี้ด้วย แล้วมาถึงขั้นนี้ทุกคนก็เรียกร้องให้เปลี่ยนนโยบายๆ เพราะว่าคุณกำลังตกกับดักเขา-ผู้ที่ไม่หวังดี ผู้ที่ไม่หวังดีมันคือใคร หรือมันมีหลายใครก็ได้"

"คุณทักษิณนี่พูดตลอดนะ แกยังไม่ถอนคำพูดเลย แกบอกว่าปืนนั้นหายไปก่อนมีการปล้น แล้วรายงานที่ผมได้มา การตายที่ภาคใต้ สายทหารยิงตำรวจ เอ้อ-พูดแล้วพูดอีกอยู่นี่"

อาจารย์โต้งให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ข้อสรุป แต่ก็เป็นข้อสังเกตว่า วิถีชีวิตคน 3 จังหวัดเปลี่ยนไป

"ภาคใต้เป็นเขตที่เขามีวิถีชีวิตอยู่อันหนึ่ง เขาค้าข้าวของชายแดนอย่างผิดกฎหมาย ของหนีภาษี มันเป็นชีวิตประจำวันของเขา ชุมชนต่อชุมชนเขาไปมาหาสู่กัน เขาคิดว่าเป็นของธรรมดา เพราะฉะนั้นระบบ 2 ระบบก็เกิดขึ้น มีโต้โผคนหนึ่งคอยเจรจากับเจ้าหน้าที่ บอกเฮ้ยนี่ลูกน้องอั๊วนะอย่าไปจับ เอาเงินเดือนเท่าไหร่ๆ เอาไป ราคายางถ้าราคาที่มาเลเซียดีกว่าประเทศไทย ขนใส่สิบล้อไปขายที่มาเลเซียไม่ต้องเสียภาษีส่งออก นี่อาศัยอะไร อาศัยความเข้าใจนอกระบบกัน คุณทักษิณไปยกเลิกระบบอันนี้" อธิบายให้ฟังว่าเป็นตอนที่ให้ตำรวจเข้าไปดูแลพื้นที่แล้วตำรวจก็จัดระบบผลประโยชน์ใหม่

"อันที่สอง ระบบเก่าของเขา ศอ.บต. พตท.43 มันเกี่ยวข้องกับงบประมาณมหาศาล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่จ่ายสปายสายลับ หลายร้อยคนได้เงินนี้ คนละ 3 พัน 4 พันต่อเดือนนะ คุณทักษิณยุติหมดเลย ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร สายลับหายหมด สายลับอาจจะกลายเป็นโจรก็ได้ เขาบอกว่ามีถึง 4-5 พันคนฝึกกับทหาร ในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทหารเอาไปฝึกยิงปืนสั้นยิงปืนยาว ใช้ระเบิด ขึ้นมาฝึกที่ลพบุรี แทรกซึมเป็นสายลับ คนพวกนี้ทหารเขาใช้ แล้วคุณสังเกตว่ามันสงบมาตลอด มีเรื่องมีราวต่อเมื่อคุณชวลิตขึ้น รัฐบาลล้ม ชวลิตกลับมา มีปัญหา เขาบอกว่ามันเป็นการถ่วงดุลอำนาจกัน คือเป็นการขู่กัน เฮ้ยมึงอย่าปลดกูนะ ระเบิดตูมสองตูม เผาโรงเรียน แต่มันเงียบไปทั้งนั้น"

แต่ครั้งนี้บางคนก็ไปโทษวาดะห์ แม้แต่คนในรัฐบาลเอง

"สันติบาลเขียนรายงานออกมา พอไม่รู้ว่าผู้ก่อการเป็นใครก็อ้างไปอย่างนั้น เบอร์ซาตู พูโล ทั้งๆ ที่เรารู้ว่ามันหมดฤทธิ์แล้ว แล้วตอนท้ายนี่หนาเตอะเลย พ่วงนักการเมืองหมดทุกคน ทั้งวาดะห์ทั้งประชาธิปัตย์ เทพเทือกยังโดนเลย ไตรรงค์ มีชื่อหมด" บอกว่ารายงานผิดๆ นี่แหละที่นำไปสู่การปราบปรามผิดๆ แต่ตัวจริงเป็นใครไม่รู้

"มันยังเป็นปริศนา เป็นครั้งแรกในชีวิตผมนะ ผมไม่รู้ว่าใครคือผู้ก่อการร้าย เมื่อก่อนนี่จะรู้หมดเลยในประเทศไทย ใครทำรัฐประหาร ใครเบื้องหน้าเบื้องหลัง ชื่อแซ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นใคร หัวหน้าเขตไหนๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อการ แล้วมันต้องการอะไร มันอึดอัดมาก ผมก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่ก็อึดอัดมาก สันติบาลเคยบอกชื่อบอกแซ่ บอกมัสยิด ที่กลันตัน แต่ก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า"

บอกว่าเบอร์ซาตูก็ไม่น่าจะเกี่ยว

"ผู้นำเขา ดร.วัน ออกมาบอกอยากกลับเมืองไทย อยากมาช่วยเจรจาเรื่องนี้ ว่าไม่เกี่ยวข้องด้วย สัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์มา เผ่นไปต่างประเทศแล้ว กลัวโดนอุ้ม-จบฮาวาร์ดนะ ตอนนี้เห็นว่าไปอเมริกา ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะมีวาระการประชุม มีเป้าหมายชัดเจน นโยบายชัดเจน ช่วงหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่มีอิทธิพลทำไมไม่ขว้างระเบิดเข้าไปในวัดล่ะ ทำไมไม่เอามีดไปฟันเณร ไม่มี มันไม่มีนโยบายทางนี้"

บางคนจินตนาการไปไกลถึงอเมริกา อาจารย์โต้งบอกว่าทั้งไม่มีเหตุผลและไม่มีเค้ามูล

"หลายคนนะเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอเมริกาเป็นคนสร้าง แล้วก็มาพูดให้ผมฟังอยู่เรื่อย แล้วมันสร้างยังไง มันมีศักยภาพไปจ้างคนไปฟันหัวพระหรือ ยังไง ผมอยากจะรู้ แล้วเพื่ออะไร ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นของอเมริกาตลอดเวลา ในภูมิภาคนี้ มันต้องการจะสั่นคลอนประเทศไทยไปทำไม จะบอมบ์อิรักมันต้องมาเติมน้ำมันที่สัตหีบ บอมบ์หนักๆ นี่เติมทุกวัน จนน้ำมัน Jet หมด แล้วจะทำทำไม เขาก็บอกว่ามีกลุ่มซีไอเออยู่ที่หาดใหญ่-กี่คน เขาบอกมีฝรั่งอยู่ 2 คน (หัวเราะ) ไกลเหลือเกิน"

โลกไม่เข้าใจแม้ว

แถลงการณ์ของ OIC ฉบับล่าสุด เป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยและนายกรัฐมนตรีในสายตาโลกมุสลิมย่ำแย่ลงไปอีก

อาจารย์โต้งสรุปให้ฟังว่า ตามคำแถลง ประธานของโอไอซีคือนายกรัฐมนตรีมาเลซีย ประชุมกับเลขาธิการของโอไอซี พูดกันหลายเรื่องที่เป็นที่สนใจของชาวมุสลิมในโลกนี้ แต่ 2 เรื่องใหญ่ที่ออกมาในที่ประชุม คือสถานการณ์ที่รัฐอะระขันธ์ที่พม่า และภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งขอร้องให้รัฐบาลไทยมีการสอบสวนที่ยุติธรรมและเร่งด่วน ต่อการตายของชาวมุสลิมหลายร้อยคนในภาคใต้ และเรียกร้องให้โอไอซีสอบสวน เก็บข้อมูลเกี่ยวกับภาคใต้ เพื่อให้มีการเจรจาสันติวิธีในภาคใต้โดยเร็ว

บอกว่าโอไอซีสามารถจะร้องเรียนไปถึงสหประชาชาติให้มีการสอบสวนเรื่องนี้ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำถึงขนาดนั้น ถ้ายังไม่มีอะไรรุนแรงกว่านี้ เพราะมาเลเซียก็มีชายแดนติดไทย ก็อยากเป็นพันธมิตรกับไทยต่อไป เพียงหวังจะให้ยุติการใช้ความรุนแรงเท่านั้น

เป็นไปได้ไหมที่โลกมุสลิมจะขอให้สหประชาชาติส่งผู้แทนมาสังเกตการณ์

"นั่นอีกไกล ยกเว้นว่ามีการเอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิด เอาคนเข้ามาอยู่ในค่ายกักขังเป็นพันๆ คน โยกย้ายประชาชน แล้วตัวแทนประชาชนภาคใต้ไปขอร้องให้สหประชาชาติเข้ามา ที่ สว.บางคนออกมาพูดว่าผมพูดเรื่องภาคใต้จะนำไปสู่การที่สหประชาชาติเข้ามายึดภาคใต้ จะเป็นปาเลสไตน์ โห-อีกไกล มันยังไม่มีองค์กรของเขาเลยในภาคใต้ ตัวแทนประชาชนก็อยู่ในรัฐบาลนี้หมด"

หลังกรือเซะ ตากใบ รัฐบาลก็พยายามนำทูตประเทศมุสลิมไปดูแล้วบอกว่าเข้าใจ

"เท่าที่ผมคุยมา ไม่พอใจสักคน ทูตมาเลเซียไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ล้อม ไม่จับ สอบสวน จะได้เอาตัวการได้ ทำไมถึงยิงอย่างเดียว ประเด็นนี้เขาไม่เข้าใจพฤติกรรมของรัฐบาลไทย คือการปราบปรามนี่ไม่ว่าอะไร ปราบก็ปราบไป แต่ทำไมไม่จับบ้าง ทำไมเอารถหุ้มเกราะยิงเข้าไป ยิงอาร์พีจีเข้าไป เขาก็แปลกใจ ซึ่งมันไม่ยากเลย เดี๋ยวมันก็กระสุนหมดแล้ว นี่คือที่เขาตั้งคำถาม เพราะฉะนั้นพอตากใบเขาก็สรุปว่ามันเป็นการเหยียดหยามทางศาสนากัน เหยียดหยามทางเชื้อชาติ"

ที่น่ากลัวกว่าปฏิกิริยาของโอไอซีคือพวกนักรบมุสลิมที่ประกาศหาอาสาสมัครเข้ามาไทย ซึ่งดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น

"แน่นอน ผมคิดว่าระเบิดรถยนต์ก็อาจจะมีส่วน การระเบิดครั้งที่ 1 ที่ 2 มันจะสะท้อนให้เห็นแล้วว่าระดับการก่อการสูงขึ้นแล้ว และพูดจริงๆ นะ นี่เข้าไปตั้งกี่กองพลแล้ว ทำไม ที่จอดรถโรงแรมโกลกแค่นี้ยังควบคุมไม่ได้เลย แสดงว่าไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเลย ไม่มีมาตรการความมั่นคงเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าเป้าของมันอาจจะเป็นพื้นที่อย่างนี้ ขนาดอเมริกามันตรวจค้น ผมพกกรรไกรตัดหนวดมันจับผมถอดกางเกงเลย ของเราหย่อนยานเต็มที่"

"มันเป็นสถานการณ์ที่เศร้าโศกมาก เราไม่รู้เลย ถ้ารู้ว่าขบวนการไหนเราก็สามารถเริ่มเจรจา ตัวผมเองถ้ารู้ว่าเป็นใครผมก็ต้องพยายามจะหาตัวให้ได้ อย่างน้อยจะถามเขา เขาต้องการแค่นี้ๆๆ หรือต้องการอะไร แต่นี่เราก็ไม่รู้ ผมลงไปปักษ์ใต้หลายครั้งแล้ว ฟังจากโต๊ะอิหม่าม คณะกรรมการอิสลาม 3 จังหวัดภาคใต้ เขาก็พูดประเด็นเดียวเท่านั้น เขาต้องการความยุติธรรม ไม่ให้มาประทุษร้าย ไม่ให้มาอุ้มมาฆ่า"

ตอนนี้อุ้มฆ่าน้อยลงไหม อาจารย์โต้งเห็นว่าน่าจะน้อยลง แต่ที่อุ้มฆ่าในปริมาณมากคือช่วงหลังกรณีปล้นปืน โดยเฉพาะกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร

"ทุกวันนี้กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของเอเชียก็ยังพูดถึงสมชาย นีละไพจิตร เขาชูเป็นคนแรกเลย เพราะอย่างอินโดนีเซียนี่มีประวัติรุนแรงมาก ปราบชนกลุ่มน้อย เกาะนั้นเกาะนี้ ทั้งหมดนี่มีทนายสิทธิมนุษยชนตายไปคนเดียว แล้วผู้นำเจไอทุกคนขึ้นศาลหมด มีการถ่ายทอดด้วย ขนาดอินโดนีเซียมีปัญหามากกว่าเราเขายังยึดกระบวนการยุติธรรม ของเรานี่มีไหม ปฏิเสธตลอด ไม่มีการซ้อม ไม่มีอะไร ขนาดตากใบตาย 78 คนไม่มีการฆ่า ความยุติธรรมคือสิ่งสำคัญ ถ้าเราแสดงให้โลกเห็นว่าเรามีความยุติธรรม ผมคิดว่าปัญหาจะบรรเทาลงเยอะ"

"โอไอซีเขาก็ขอร้องให้มีความยุติธรรม เขาขอร้องให้มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ไทย เขาขอร้องให้ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา เดี๋ยวต้องฟังนายกฯก่อนจะว่ายังไง จะด่าอีกหรือเปล่า" (อ้าว เดาถูกเผงเลย)

"ไม่แน่เหมือนกันนะ เพราะแกไม่เข้าใจว่าภาษาที่เขาใช้กันระหว่างประเทศมันคืออะไร แกอยู่ในโลกของการปลุกระดมจุดอ่อนของคนไทย วิธีที่แกบริหารประเทศมันไม่ได้แล้ว แล้วนี่จะไปเป็นผู้นำภูมิภาคได้ยังไง ตอนนี้ไม่มีใครเขารับแกแล้ว นำไปไหน นำไปอยู่กับพม่าเหรอ"

แสดงว่าภาพพจน์ของนายกฯไทยในสายตาชาวโลกตกต่ำมาก

"เขาบอกว่าถ้าเป็นพม่าหรือเขมรเขาคงพอเข้าใจได้ แต่นี่ประเทศไทย ที่ทำให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เขารับไม่ได้ เพราะประเทศไทยเป็นตัวอย่างประเทศแรกในภูมิภาคนี้ในด้านสิทธิเสรีภาพ ในการพัฒนาประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุด มีองค์กรต่างประเทศ องค์กรสากล บริษัทข้ามชาติที่มาอยู่ในประเทศไทย มีจำนวนของคนตะวันตกมาอยู่มากที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่อยู่ดีๆ มีรัฐบาลย้อนยุคที่ไม่สนใจกฎหมาย ไม่สนใจกระบวนการยุติธรรม ไม่สนใจอะไรเลย มิหนำซ้ำยังได้คะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้งอีก เขาถึงไว้ใจไม่ได้ เขาบอกเขาจะเข้าใจถ้ามาจากเผด็จการ"

"คุณทักษิณพยายามจะดึงจิตสำนึกของคนไทยไปในทางผิด ว่าประเทศไทยมีแต่คนไทยเท่านั้น คนชาติอื่นไม่ใช่คนไทย หรือเชื้อชาติอื่นไม่ใช่แล้ว เพื่อจะปกป้องตัวแกเอง คนไทยเติบโตมาในระบบนี้ตั้งแต่สมัยเผด็จการแล้ว คำสองคำก็ญวณ คำสองคำก็ลาว แขก วิธีคิดอันนี้นำไปสู่ความรุนแรงในประวัติศาสตร์อย่างคาดไม่ถึง ฆ่ากันไปไม่รู้กี่พันคน จนกระทั่งต้องเลิกวิธีการอันนี้มาสู่วิธีการ 66/23 วิธีการสันติ ถึงอยู่กันได้แล้วเราก็พัฒนากันมาตลอด กำลังเริ่มที่จะมีวัฒนธรรมที่ยอมรับว่าประเทศไทยไม่ได้ประกอบด้วยคนไทยอย่างเดียว แต่อาจจะถึง 10 ล้านคนเป็นชาวมุสลิม อาจจะเป็นล้านคนที่เป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆ หรือมากกว่านั้น กำลังเริ่มพัฒนายอมรับการเป็นศูนย์กลางอันหนึ่งของภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องอยู่ด้วยกันโดยหลายศาสนาหลายเชื้อชาติ แล้วก็มีคุณทักษิณโผล่ขึ้นมา ใช้อุดมการณ์ของเผด็จการเพื่อที่จะทำลายวัฒนธรรมที่กำลังสร้างขึ้น คนต่างชาติเขาเสียใจ คนไทยก็เสียใจ"

โถ ก็ไม่ใช่ลูกหลานบางระจันหรือเหลนโหลนทหารเสือพระนเรศวรสักหน่อย บรรพบุรุษก็มาจากเมืองจีน

"แกเป็นคนจีนผสมกับตำรวจ อยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งที่คนจีนในเมืองเกลียดชังชนกลุ่มน้อยอยู่พอสมควร อาจารย์ผาสุกเขียนไว้ดีมาก ประวัติครอบครัวคุณทักษิณ"

มองว่าสถานการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร

"ผมว่าสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไข เพราะหลังเลือกตั้งมาคุณทักษิณมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ในการใช้ความรุนแรง ว่าได้การสนับสนุนจากประชาชน เพราะฉะนั้นความรุนแรงของการตอบโต้ก็จะเกิดขึ้น ขนาดของระเบิดอาจจะขยายขึ้น และอาจจะเข้ามาในเมืองด้วย อาจจะขยายไปสู่แหล่งท่องเที่ยว เพราะหลังจากสึนามิรัฐบาลต้องการเรียกร้องตรงนี้กลับคืนมา คือจากการก่อการร้ายเพื่อจะปลิดชีวิตไม่กี่คนจะเป็นการก่อการร้ายเพื่อทำลายเศรษฐกิจไทย ทำลายความมั่นคงของประเทศไทย อันนี้คิดแบบเลวร้ายที่สุด ในฉากที่อาจจะเกิดขึ้น ตราบใดเรายังมองว่าเราไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากต่างประเทศ ไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์หรือการวิเคราะห์การเสนอแนะของประชาชนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยธรรม นักประชาธิปไตยก็ตาม"

"ในที่สุดแล้วบางทีประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรกับเรา เราอาจจะเข้าไปอยู่ในสภาพที่ขัดแย้งกับเขาแบบรุนแรงเลย อย่างเช่นกับมาเลเซีย กับสหรัฐอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่จะระแคะระคายกันมากขึ้น ชื่อของประเทศไทยอาจจะผุดขึ้นมาในสหประชาชาติ โดยเฉพาะในกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน กรรมาธิการอื่นๆ ซึ่งตอนนี้เขาเริ่มพูดกันมากขึ้นๆ แล้ว ในที่สุดแล้วคนไทยซึ่งชื่นชอบไปเยือนต่างประเทศ ถ้าไม่แสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลตัวเอง ก็อาจจะโดนเขารังเกียจ เราก็จะอยู่ในเกาะของการเป็นไทย เราต้องการอันนั้นหรือ ไม่ใช่ ปัญหาภาคใต้อาจจะทำลายมิติสัมพันธ์ของเราในสังคมโลก ถ้าเราไม่ยุติวิธีการของคุณทักษิณ ตลาดใหม่ๆ ที่เราอยากจะขยายไป ตะวันออกกลางก็ดี จะหมดหวัง เขาก็จะลังเลที่จะช่วยเจรจากับเรา เอาละอาจจะต้อนรับเราอย่างดี เราอาจจะเพลิดเพลิน แต่จะมีประโยคขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ให้เราระคายใจ ความคืบหน้าของการขยายตลาดของเราก็จะไม่เกิดขึ้น"

ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่เคยมี มท.1 เป็นมุสลิมจะมาถึงขั้นนี้

"ผมชื่นชมคุณทักษิณนะตอนที่แต่งตั้งคุณวันมูหะหมัดนอร์ มะทา เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ผมจำได้เลย งานเลี้ยงที่กระทรวงต่างประเทศ ผมเข้าไปหาคุณทักษิณ ผมบอกท่านกล้าหาญมากที่พลิกประวัติศาสตร์ เอาชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมมาเป็นรัฐมนตรี นี่ถือว่าคุณเคารพชาวมุสลิมมากที่สุดแล้ว แต่วันนี้ผมต้องถอนคำชมอันนั้นต่อคุณทักษิณ"

พัฒนาจากพื้นฐาน

อาจารย์โต้งมองว่าแม้แต่แนวทางพัฒนา 3 จังหวัดภาคใต้รัฐบาลก็ยังไปไม่ถูกทาง

"ผมคิดว่าเราต้องหามาตรการให้ชาวมุสลิมเขาเข้ามามีส่วนร่วม เริ่มต้นอันแรกในการใช้งบประมาณ ควรจะฟังประชาชน คราวที่แล้วคุณทักษิณลงไปปักษ์ใต้ เลคเชอร์ให้อุสตาซฟัง มันไม่ใช้ dialogue แต่เป็น monologue แกเลคเชอร์ให้เขาฟังเอง แกไม่ฟังเขาเลย เหมือนแกรู้ปัญหาแบบแกเติบโตมาในชุมชนมุสลิม แกรู้ปัญหาหมดแล้ว แกประกาศเลยว่า 3 จังหวัดภาคใต้ภายใน 3 ปีจะให้เป็นแหล่งรีสอร์ต ทันทีทันควันที่แกประกาศ กรรมาธิการเราลงไป คนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ผู้นำภาคใต้เขาไม่เอา เพราะเขาบอกว่าเขาต้องการความยุติธรรมไม่ต้องการเงิน และเพราะการสร้างรีสอร์ตชาวมุสลิมเกือบจะไม่ได้ประโยชน์เลย ทุกโรงแรมที่มีอยู่ในภาคใต้ไม่จ้างชาวมุสลิมเลย เพราะว่าชาวมุสลิมมีปัญหาในครัว"

อาจารย์โต้งบอกว่าจะทำอะไรให้คน 3 จังหวัดควรสำรวจความต้องการให้ดีก่อนแล้วทำให้ถูกทาง

"ปัจจุบันรายได้ตกต่ำมากในภาคใต้ การเป็นเจ้าของที่ดินก็มีน้อย ที่ดินแคบมาก เปราะบางมาก วิถีชีวิตชาวประมงขนาดเล็กแสนกว่าคน ไม่เคยปกป้องเขาเลย มีเรือตังเกขนาดใหญ่เข้ามาทำผิดกฎหมายเกือบทุกวัน ตั้งแต่นครศรีธรรมราชยันปัตตานีเลย เขต 3,000 เมตรจากชายฝั่งถึงท้องทะเลโดนละเมิดทุกวัน วิถีชีวิตของชาวประมงลำบากมาก สองก็คือ เรื่องเกี่ยวกับรายได้ของเขาหลักๆ ก็ยังต้องไปหารายได้จากมาเลเซีย เราก็ต้องอำนวยความสะดวก ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะยกเลิก 2 สัญชาติ แกคิดผิดมาตลอดเลย แกจะลิดรอนอย่างเดียว แทนที่จะให้ประโยชน์กับเขามากขึ้น ให้ลู่ทางเขาทำมาหากินมากขึ้น การเปิดเขตผลิตอาหารฮาลาลที่กำลังพูดถึง ถามว่าชาวมุสลิมจะได้ประโยชน์หรือเปล่า หลายคนคิดว่าถ้าสร้างขึ้นมาคนจีนจะฮุบหมด นักธุรกิจใหญ่จะเอาหมด เขาก็ได้แค่จ้างงานเท่านั้นเอง คือเขาไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะทำอะไรในระบบของการลงทุนขนาดใหญ่ วิถีชีวิตของเขามันตรงกันข้ามกับวิถีชีวิตของทุนนิยม แต่เราไปรบกวนเขา ไปเขย่า ไปลิดรอนสิทธิที่เขาเคยอยู่มา อันนี้ผมว่าต้องลดลงมาแล้วต้องเข้ากับระบบเขา"

อาจารย์โต้งยังเห็นด้วยว่า ควรให้สิทธิในการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น อย่างที่บิ๊กจิ๋วเคยพูดไว้แล้วถูกคัดค้าน "ทั่วโลกเขาพยายามกันจะตาย เกือบจะครึ่งหนึ่งของปากีสถานเขาปกครองโดยเผ่าพันธุ์ ตำรวจของปากีสถานเข้าไปไม่ได้ ต้องเป็นตำรวจเผ่าของเขา กฎหมายก็กฎหมายเผ่าเขา แล้วทำไมมันยังอยู่กันเป็นประเทศได้ โดยไม่มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น"

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการศึกษา ซึ่งเด็กที่เรียนศาสนาไปเรียนต่อต่างประเทศมาก

"ปัจจุบันนี้เรียนในซูดานราว 800 คน ที่เมืองคาทุม เรียนที่อียิปต์ 3,500 คน เรียนที่ปากีสถาน เรียนที่อินเดีย ซาอุฯ ผมไปเจอเด็กเป็นพันๆ คน ที่ไปจากปอเนาะ ถามว่าทำไมต้องมาเรียนต่างประเทศ เพราะทุกคนอยากจะเรียนต่อแต่ไม่มีโอกาสในประเทศไทย ถามว่าตั้งมหาวิทยาลัยยะลามาทำไม ตั้งมหาวิทยาลัยปัตตานีขึ้นมาทำไม แล้วรับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาก็บอกว่าต้องมีมาตรฐานเท่ากับมหาวิทยาลัย พอเพิ่มมาตรฐานขึ้นมาก็เข้าไม่ได้ ระดับประถมถามว่าทำไมไม่สามารถจะเรียนในประเทศได้ ก็เพราะว่าในอดีตเราเคยบังคับให้เขาสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ บังคับไม่ให้เขาปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็เลยกลายเป็นประเพณีในท้องที่ที่ปฏิเสธระบบการศึกษาของรัฐไทย คือมันเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ ตอนนี้ต้องปรับเปลี่ยนอย่างมหาศาลแล้วนี่ยังไม่ทำกันเลย จะต้องเปลี่ยนหมด มันเหมือนงูกินหาง พอจะเปลี่ยนก็ไม่มีครูมาสอน เป็นครูพุทธหมด แล้วคนที่เขาเรียนในต่างประเทศ ก.พ.ก็ไม่รับ กลับมาทำงานไม่ได้ เอ้า แต่ถ้าเราแสดงความจริงจังในการปฏิรูปการศึกษาในภาคใต้ อันนี้จะเป็นจุดที่สำคัญเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาฯ ลงไป ก็คาดไม่ถึงว่ามันถึงขนาดนี้ ทำไมไปอยู่ปอเนาะกันหมด"

"ผมเรียกเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างๆ มา รวมทั้งสภาพัฒน์ ถามว่า 3 หมื่นล้านที่คุณทักษิณจะเอาลงไปภาคใต้ จะไปทำอะไรบ้าง เขาบอก 80-90% จะไปสร้างถนน โห-ตายแล้ว ส.ว.บุญญา บอกขนาดเป็นสวนยางยังมีถนนลาดยาง แล้วจะไปสร้างที่ไหนอีก ทำไมไม่ไปทางสาธารณสุข การศึกษา มันจะต้องมีโครงการระยะยาว แต่คุณทักษิณบอกว่าใช้เวลามาก เอาอย่างนี้แล้วกัน ทุ่มรีสอร์ตเข้าไป เทลงไปสร้างถนน คุณทักษิณไม่เคยเข้าใจเลย มันเป็นการทำให้คุณทักษิณตกกับดัก มันรู้ปฏิกิริยาของคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณเสียหน้ามาก"

อูมา ตอยิบ ส.ว.นราธิวาส

มีโอกาสสนทนาสั้นๆ กับ ส.ว.ตัวแทนชาวมุสลิม ซึ่งน่าจะสะท้อนได้ตรงที่สุดเกี่ยวกับการแบ่งโซนตามไอเดียนายกฯ

"การแบ่งพื้นที่ผมอยากคุยกับท่านนายกฯ ผมกลัวไม่ละเอียด ถ้ากรณีเป็นสีแดง ไม่ได้มีแต่คนร้ายทั้งหมด บุคคลที่อยู่ในเขตสีแดง ก็จะคิดว่ารัฐบาลมองเขาเป็นผู้ร้ายแล้ว ทั้งที่เขาไม่มีส่วน ผมอยากให้ระมัดระวัง คนดีๆ เขารู้สึกน้อยใจ ให้คำนึงประเด็นนี้ด้วย"

เล่าว่ามีชาวบ้านที่น้อยใจมาระบายความรู้สึก แล้วก็ยืนยันว่าหมู่บ้านเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจ

ส.ว.อูมาบอกว่าถ้าจะแบ่งแต่ปิดเป็นความลับ ก็ทำได้ หรือไม่ก็ให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ทำอย่างนี้ทำชาวบ้านตกใจกันหมด

ข้อเรียกร้องสำคัญของเขาคือ อยากให้นายกรัฐมนตรีเชิญ ส.ส. ส.ว. ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ไปพูดคุยกันสักครั้งหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

"ไม่ใช่มารับข้อเสนอ มาแลกเปลี่ยน จะได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหา ถ้านายกฯ ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ถ้าเห็นด้วยก็นำไปปฏิบัติ ผมอยากจะให้มาคุยกันอย่างน้อยสักชั่วโมงหนึ่ง เราเสนอไป นายกฯ ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ก็บอกเหตุผล เราเห็นอย่างอื่นไม่ตรงกันก็เสนอไป ไม่มีอะไรดีกว่าจับเข่าคุยกัน เรื่องอย่างนี้เป็นปัญหาต้องร่วมกันแก้"

บอกว่าตั้งแต่เกิดปัญหามาปีเศษ ไม่เคยคุยกับนายกฯ เลย "เคยคุยกับท่านรองจาตุรนต์ ท่านโภคิน แต่ไม่ออกมาเป็นในรูปการปฏิบัติ ผมอยากจะขออันนี้ก่อน ถ้านายกฯ ไม่เห็นด้วยที่นักวิชาการเสนอ ก็จัดโต๊ะกลมมาเจรจากันจะแก้ยังไง"

การตั้ง กอ.สสส.จชต. อาจารย์อูมาบอกว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่เคยมาพูดคุยถามความเห็นเช่นกัน และเห็นด้วยว่าต่างจาก ศอ.บต.ในอดีต ซึ่งเปิดกว้างเชิญนักวิชาการ ผู้นำศาสนาในท้องถิ่นไปเป็นที่ปรึกษา ทั้งไทยพุทธและมุสลิม

"ผมเคยเป็นที่ปรึกษา ศอ.บต.หลายปีจนถูกยุบ ผมเป็นผู้นำศาสนา เป็นรองประธานอิสลามจังหวัด เป็นดะโต๊ะยุติธรรม บางทีก็ไปประชุมทุกเดือน บางทีก็ 2 เดือนครั้ง"

เรื่องที่ประเทศมุสลิมอื่นๆ จะมาเกี่ยวข้อง ส.ว.อูมาคิดว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น "เราอยู่แบบเรา เป็นปัญหาภายในบ้านของเรา เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา ถ้ามีเวลาผมถึงอยากพบนายกฯ ไม่ให้ต่างชาติมายุ่งเกี่ยวกับเรา"




[BACK] [HOME]