ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ทักษิณในสายตาโลก
(แทบลอยด์ นสพ.ไทยโพสต์ อาทิตย์ 27 กุมภาพันธ์ 2548)
"สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปล้นปืนเดือน ม.ค. 2547 กรือเซะ เดือน เม.ย. ตากใบ ต.ค. มาจนถึงทุกวันนี้ เฉลี่ยแล้วคนมุสลิมตายมากกว่าคนพุทธหลายเท่า และข้อสำคัญที่สุดคือข้อมูลที่ออกไป เป็นการตายหลังจากที่ยอมจำนนแล้ว มีการสู้กันจุดเดียวที่กรือเซะ นอกนั้นไม่มีหลักฐานว่าสู้กันเลย อย่างสะบ้าย้อยยอมจำนนหมดแล้ว ทีมฟุตบอลทั้งทีมหายไป แต่ที่รุนแรงที่สุดที่ภาพสะท้อนออกไปมากที่สุดก็คือตากใบ การจับคน การใช้ความรุนแรงในช่วงการจับ การจับมัดซ้อนไปในรถ และการตาย ภาพอันนี้มันสุดที่จะทนได้แล้วของชาวมุสลิมทั่วโลก"
"แล้วถามว่าพูโลมีนโยบายที่จะฆ่าพระ มีนโยบายที่จะฆ่าคนขายไอศกรีม ฆ่าชาวมุสลิม คนกรีดยาง ไม่ใช่นะ ไม่เคยมีเลย ถ้าคุณดูนโยบายพูโล หรืออะไรพวกนี้ เขามีนโยบายทางการเมืองชัดเจน สิ่งที่เราเห็นเรายังไม่รู้เลยว่ามันกลุ่มอะไรกันแน่ มันมีกลุ่มจริงหรือเปล่า"
อาจารย์โต้งพูดถึงปัญหาภาคใต้ตอนหนึ่งว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ไม่รู้ว่าใครคือผู้ก่อการ "เมื่อก่อนนี่จะรู้หมดเลยในประเทศไทย ใครทำรัฐประหาร ใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ชื่อแซ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นใคร หัวหน้าเขตไหนๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อการแล้วมันต้องการอะไร มันอึดอัดมาก ผมก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่ก็อึดอัดมาก"
"อาจจะเป็นไปได้ ทาง สมช.มีหลายคนเขาบอกว่ามุสลิมพวกนี้กำลังประสบความสำเร็จมาก-หรือพวกก่อการพวกนี้ เพราะอาจจะไม่ใช่มุสลิมก็ได้ บางคนอาจจะเป็นพุทธก็ได้"
ประเด็นสำคัญที่เขาชี้ คือการปล้นปืนครั้งนั้นได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ไปโดยสิ้นเชิง อย่างที่บอกว่าแต่เดิมกองพันนี้ไม่มีแม้แต่รั้ว ผู้บังคับบัญชาก็ไปนอนในหมู่บ้านเพราะใกล้ชิดสนิทสนมกับชาวมุสลิม
"คุณทักษิณนี่พูดตลอดนะ แกยังไม่ถอนคำพูดเลย แกบอกว่าปืนนั้นหายไปก่อนมีการปล้น แล้วรายงานที่ผมได้มา การตายที่ภาคใต้ สายทหารยิงตำรวจ เอ้อ-พูดแล้วพูดอีกอยู่นี่"
แต่ครั้งนี้บางคนก็ไปโทษวาดะห์ แม้แต่คนในรัฐบาลเอง
บอกว่าเบอร์ซาตูก็ไม่น่าจะเกี่ยว
แถลงการณ์ของ OIC ฉบับล่าสุด เป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยและนายกรัฐมนตรีในสายตาโลกมุสลิมย่ำแย่ลงไปอีก
หลังกรือเซะ ตากใบ รัฐบาลก็พยายามนำทูตประเทศมุสลิมไปดูแล้วบอกว่าเข้าใจ
ที่น่ากลัวกว่าปฏิกิริยาของโอไอซีคือพวกนักรบมุสลิมที่ประกาศหาอาสาสมัครเข้ามาไทย ซึ่งดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น
ตอนนี้อุ้มฆ่าน้อยลงไหม อาจารย์โต้งเห็นว่าน่าจะน้อยลง แต่ที่อุ้มฆ่าในปริมาณมากคือช่วงหลังกรณีปล้นปืน โดยเฉพาะกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร
"โอไอซีเขาก็ขอร้องให้มีความยุติธรรม เขาขอร้องให้มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ไทย เขาขอร้องให้ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา เดี๋ยวต้องฟังนายกฯก่อนจะว่ายังไง จะด่าอีกหรือเปล่า" (อ้าว เดาถูกเผงเลย)
ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่เคยมี มท.1 เป็นมุสลิมจะมาถึงขั้นนี้
อาจารย์โต้งยังเห็นด้วยว่า ควรให้สิทธิในการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น อย่างที่บิ๊กจิ๋วเคยพูดไว้แล้วถูกคัดค้าน "ทั่วโลกเขาพยายามกันจะตาย เกือบจะครึ่งหนึ่งของปากีสถานเขาปกครองโดยเผ่าพันธุ์ ตำรวจของปากีสถานเข้าไปไม่ได้ ต้องเป็นตำรวจเผ่าของเขา กฎหมายก็กฎหมายเผ่าเขา แล้วทำไมมันยังอยู่กันเป็นประเทศได้ โดยไม่มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น"
มีโอกาสสนทนาสั้นๆ กับ ส.ว.ตัวแทนชาวมุสลิม ซึ่งน่าจะสะท้อนได้ตรงที่สุดเกี่ยวกับการแบ่งโซนตามไอเดียนายกฯ
เล่าว่ามีชาวบ้านที่น้อยใจมาระบายความรู้สึก แล้วก็ยืนยันว่าหมู่บ้านเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจ
ส.ว.อูมาบอกว่าถ้าจะแบ่งแต่ปิดเป็นความลับ ก็ทำได้ หรือไม่ก็ให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ทำอย่างนี้ทำชาวบ้านตกใจกันหมด
ข้อเรียกร้องสำคัญของเขาคือ อยากให้นายกรัฐมนตรีเชิญ ส.ส. ส.ว. ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ไปพูดคุยกันสักครั้งหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
"ไม่ใช่มารับข้อเสนอ มาแลกเปลี่ยน จะได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหา ถ้านายกฯ ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ถ้าเห็นด้วยก็นำไปปฏิบัติ ผมอยากจะให้มาคุยกันอย่างน้อยสักชั่วโมงหนึ่ง เราเสนอไป นายกฯ ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ก็บอกเหตุผล เราเห็นอย่างอื่นไม่ตรงกันก็เสนอไป ไม่มีอะไรดีกว่าจับเข่าคุยกัน เรื่องอย่างนี้เป็นปัญหาต้องร่วมกันแก้"
บอกว่าตั้งแต่เกิดปัญหามาปีเศษ ไม่เคยคุยกับนายกฯ เลย "เคยคุยกับท่านรองจาตุรนต์ ท่านโภคิน แต่ไม่ออกมาเป็นในรูปการปฏิบัติ ผมอยากจะขออันนี้ก่อน ถ้านายกฯ ไม่เห็นด้วยที่นักวิชาการเสนอ ก็จัดโต๊ะกลมมาเจรจากันจะแก้ยังไง"
เรื่องที่ประเทศมุสลิมอื่นๆ จะมาเกี่ยวข้อง ส.ว.อูมาคิดว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น "เราอยู่แบบเรา เป็นปัญหาภายในบ้านของเรา เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา ถ้ามีเวลาผมถึงอยากพบนายกฯ ไม่ให้ต่างชาติมายุ่งเกี่ยวกับเรา"