3. กระจายอำนาจโดยรวมดีขึ้น ชนชั้นล่างภูมิใจในอัตลักษณ์หรือตัวตนของตนเองมากขึ้น รักษาอำนาจการเมืองและสิทธิต่างๆ มากขึ้น การแบ่งแยกเป็นชนชั้นตามฐานะเศรษฐกิจ กิริยามารยาท และความรู้ลดน้อยลง เพราะคนแต่ละกลุ่มต่างมีวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของตนเอง ความรู้ไม่ได้ถูกผูกขาดเหมือนดังก่อน เศรษฐกิจได้พึ่งพาคนชั้นล่างมากขึ้น สังเกตจากการให้ความสำคัญกับการหยุดงานยาวในช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่ ฯลฯ เกิดสังคมสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร หรือประชาธิปไตยเชิงข่าวสารเป็นทุนทางสังคม และเป็นเครือข่ายประกันภัยทางสังคม (Social Safety net) ที่ดีของชาวบ้าน
4. เกิดประชาสังคมขึ้น มีความเคารพซึ่งกันและกัน ทำดีให้กันมากขึ้น เช่น เกิดการร่วมใจกันแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากการกระจายปัญหาญัตติสาธารณะในสื่อ การรณรงค์เพื่อจิตสำนึกสาธารณะในเกือบทุกๆ ด้านอย่างจริงจังต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ การเคารพวิถีชีวิต ยกย่องส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของกันและกันมากขึ้น
5. อดทนต่อความต่างทางความคิดและอุดมการณ์ในสังคมดีขึ้น ไม่เกิดการแบ่งขั้วทางความคิดสุดโต่งดั่งในอดีต และมีแนวโน้มไปสู่การปฏิรูปมากขึ้น
6. คนมีข้อมูล โอกาส และทางเลือกมากขึ้น แต่ยังไม่ยกระดับเป็นสังคมเรียนรู้ที่ดีพอ สืบเนื่องจากปรับค่านิยมตามโลกาภิวัตน์และสังคมข้อมูลข่าวสารมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมสำคัญคือ การเป็นปัจเจกหรือเป็นตัวของตัวเอง เช่น การให้เสรีภาพในการเลือกเรียนและเลือกอาชีพแก่ลูกหลานมากขึ้น ค่านิยมการมีส่วนร่วมมากขึ้น ดังกรณีของการเกิดค่านิยม SMS
7. ความเสื่อมทางศีลธรรมยังมีสูง ช็อคทางศีลธรรมง่าย แต่ไม่แก้ปัญหาจริงจัง
8. ความเชื่อถือขององค์กรและสถาบันของสังคมแย่ลง ยกเว้นสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมีบทบาทสูงสุดต่อประชาชน สถาบันสื่อ สถาบันการศึกษาซึ่งมีส่วนผลักดัน คลี่คลายสังคม สถาบันทางการเมืองทุกยุคมีภาพพจน์ไม่ดี เช่นเดียวกับข้าราชการ ตำรวจ และเริ่มลามไปถึงสถาบันยุติธรรม องค์อิสระ อย่างไรก็ตาม ราชการบริการและสนองตอบประชาชนดีขึ้น เห็นได้จากการมีมาตรฐานการบริการ การลดขั้นตอน และระยะเวลาในการปฏิบัติการ
9. การเหยียดหยามระหว่างวัฒนธรรมสูง-ต่ำน้อยลง ในด้านศิลปะ เพลง หัตถกรรม
10. ความสูงต่ำวัฒนธรรมตะวันตก-ไทยลดลง วัฒนธรรมฝรั่งถูกมองเป็นของธรรมดาๆ มากขึ้น
11. ยอมรับความสากลทางวัฒนธรรมมากขึ้น เช่น มีอาหารหลายชาติ ภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรมจากต่างชาติได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะเดียวกันวัฒนธรรมชาวบ้าน วัฒนธรรมพื้นถิ่นได้รับการยกย่อง มีพื้นที่มากขึ้น เช่น ความนิยมในอาหารท้องถิ่น อุตสาหกรรมเพลงและภาพยนตร์ก็มีการนำเอาภาษาและทำนองท้องถิ่นมาใช้มากขึ้น จนทำให้เกิดนักร้องลูกทุ่งชื่อดังมากมาย ทั้งยังมีลักษณะ "ข้ามสัญชาติ" มากขึ้น เช่น โจนัสและคริสตี้
12. มีการกระจายอำนาจวัฒนธรรมเชิงพื้นที่และกลุ่มชาติพันธุ์ดีขึ้น ท้องถิ่นสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ศาสนา และประเพณีของตนเองมากขึ้น เช่น มีการอนุรักษ์บ้านในเมือง พิพิธภัณฑ์จ่าทวี พิพิธภัณฑ์ซาไก พวน โซ่ง มอญบ้านม่วง รายการวิทยุเป็นภาษาท้องถิ่น ลาว เหนือ ใต้ ปกาเกอญอ ม้ง แต่ที่ยังขาดคือการใส่ใจกับวัฒนธรรมประเพณีของมุสลิม เพลงภาษายาวี เช่น ดะห์ กำปงปีแซ และบาดูริง
13. ชนชั้นล่าง ชาวบ้านเริ่มมีพลังต่อรองกับรัฐหรือชนชั้นสูงกว่ามากขึ้น เช่น การต่อรองในเรื่องของการจัดการทรัพยากร การมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างด้านแผนงาน นโยบาย และโครงการรัฐ-เอกชนต่างๆ รวมทั้งการต่อรองเพื่อพื้นที่สาธารณะ เช่น สวน ห้องสมุดเด็ก ชาวคุก ฯลฯ
14. วัฒนธรรมเป็นเครื่องบ่งชี้พลังสร้างสรรค์ของสังคม โดยเปรียบเทียบชนชั้นกลางล่างและชนชั้นล่างไทยมีพลังสร้างสรรค์มากกว่าชนชั้นอื่นๆ
ชนชั้นกลางมีการศึกษาตามระบบ มักเป็นมืออาชีพหรือมนุษย์เงินเดือนให้กับกลุ่มทุน แต่เราจะเห็นความแปลกใหม่สร้างสรรค์จากชนชั้นกลางระดับล่างที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการศึกษาในระบบ เช่น การค้ารายย่อย ของที่ระลึก ของประดับ ซึ่งได้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตต่อมา เช่น การนวดอโรมาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม เกิดแฟรนไชส์กาแฟสด ก๋วยเตี๋ยว ไก่ย่าง ลูกชิ้น ซีฟู้ด ฯลฯ ขึ้น
ชนชั้นล่างก้าวหน้ามากขึ้น จากการสะสมประสบการณ์ จึงมีพลังในการดิ้นรน สร้างสรรค์ยุทธวิธีและการต่อรอง เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดหรือมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับชนชั้นที่สูงกว่า ดังจะเห็นได้จากการบริโภคสินค้าในลักษณะเดียวกันแต่ราคาถูกกว่า เช่น ข้าวปั้น 20 บาท ปลาซาบะราคาถูก สเต๊ก 29 บาท กาแฟสด 15 บาท มีอาหาร ขนมที่สร้างสรรค์แปลกๆ เช่น ขนมเปี๊ยะ โรตี น้ำพริก เป็นต้น
อุตสาหกรรมวัฒนธรรมได้ตอบสนองกับคนชั้นล่างมากขึ้น เช่น การผลิตเพลงพื้นบ้านหรือลูกทุ่ง ประมาณ 800-1,000 อัลบั้มต่อปี หรือการผลิตภาพยนตร์เกรดบีที่เพิ่มขึ้น เช่น พระอภัยมณี, รักยม, ศพใต้เตียง ฯลฯ และมีดาราชื่อดังร่วมแสดงอย่างต่อเนื่อง เช่น แอน-สิเรียม, บุ๋ม-ปนัดดา และนุก สุทธิดา เป็นต้น