ทักษิณ ชินวัตร โต้กระแส "ขาลง" ยุบสภาวันนี้ ก็ชนะขาด

(นสพ.มติชน พุธ 10 ส.ค. 48 หน้า 2)

หมายเหตุมติชน : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่กองบรรณาธิการมติชน ข่าวสด และประชาชาติธุรกิจ เมื่อคืนวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจหลายประเด็น จึงขอนำเสนอเนื้อหาการสัมภาษณ์ดังกล่าว

:สภาพเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอย่างไร

สภาพเศรษฐกิจ ตอนนี้การเก็งกำไรมีมาก คนค้ากระดาษกำไร มากกว่าคนค้าเหงื่อ หรือคนที่มือเปื้อน คนที่เก็งกำไรได้เงินมากกว่า วันนี้พวกนี้เอ็นจอยมาก เงินเหลือเยอะมาก เงินสดพวกนี้ไม่ลงสู่ภาคผลิตที่แท้จริง ไปลงทุนหุ้น บอนด์ เฮดฟันด์ เหนื่อยประเทศเราต้องปรับตัวเยอะไม่งั้นไม่ทันกินแน่นอน ผมกำลังให้คนไปทำระบบการเงินใหม่ เราจะได้โตขึ้น เปรียบเหมือนธุรกิจที่เข้าตลาด กับธุรกิจไม่เข้าตลาดมันต่างกัน ธุรกิจที่เข้าตลาดมีความน่าเชื่อถือ สามารถออกเครื่องมือทางการเงินได้เยอะ โตเร็ว ที่ไม่เข้าตลาด มันโตไม่ได้หรอก ความเร็วในการโตไม่เท่ากันทั้งที่เป็นธุรกิจเดียวกัน

ส่วนประเทศไทย เวลานี้เรามีเงินสำรองจำนวนมากเมื่อเทียบกับหนี้ การนำเข้า เราถือว่าเราเกินมาตรฐาน แต่เราไม่ได้เน้นสร้างหนี้ต่างประเทศ ทั้งที่เรามีเครดิตมาก แต่เราไม่ได้สร้างหนี้ เพราะการสร้างหนี้ ต้องเอาหนี้มาสร้างรายได้ ไม่ใช่กู้มาทำอะไรไม่รู้ ทำเช่นนั้นถือว่าทำผิดประเภท นี่คือหลัก แต่นักวิจารณ์ไม่เข้าใจ ไปกู้บอกแย่แล้วประเทศ บางทีฟังไม่เสร็จวิจารณ์ นี่คือจุดอ่อนระบบของเรา

ผมต้องการที่จะปรับระบบการเงินให้มันแข็งแรง สร้างโอกาสให้ประเทศ ระดมเงิน ขยายการลงทุนเพื่อสร้างอนาคต ตะวันออกกลาง จีน มีเงินเยอะ จีนเขาอยากลงทุนในไทยเพราะเป็นพันธมิตรแต่เราไม่มีอะไรใหญ่ๆ ให้เขาลงทุน เงินแค่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐมันน้อยไป สำหรับเขา

:ขณะนี้มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเศรษฐกิจ บางฝ่ายบอกให้รุก บางฝ่ายบอกให้ตั้งรับ ทิศทางของประเทศจริงๆ แล้วควรเป็นอย่างไร

เห็นฟุตบอลไหม นำ 3 ต่อ 0 แล้วตั้งรับมีโอกาสแพ้ 4 ต่อ 3 ได้ เพราะฉะนั้นตั้งรับไม่ได้ ทุกสถานการณ์ห้ามตั้งรับ รับไม่ได้ ต้องตั้งหลัก ตั้งสติให้ดี เมกะโปรเจ็คต์ก็ต้องเดินหน้าต่อไป แต่ต้องตั้งหลักให้ดี ปรับฐานหนี้ใหม่ให้เหมาะสม เหมือนร่างกายตอนนี้คอเลสเตอรอลในเลือด แตะที่ 210 ไม่ถึง 230 ยังไม่อันตรายแต่เขาอยากให้อยู่ 200 เราก็ต้องรีบลดไขมัน รีบออกกำลัง พอถึง 200 ค่อยวิ่ง ค่อยลุยอีก ถ้ายังไม่ได้ ก็ยังไม่ลุยแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น เราต้องดูตัวเลขให้ดี ดูแล้วทำให้มันสมดุล เดือนกรกฎาคมตัวเลขการขาดดุลเหลือนิดเดียว เหลือไม่ถึง 100 ล้านดอลลาร์ สถานการณ์เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น

:วางบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง(นายทนง พิทยะ) ไว้อย่างไร

ตอนนี้ ถึงเวลาต้องลุยทางการค้า ลุยทางการตลาด คุณสมคิดเขาถนัดตรงนั้นมากกว่า ส่วนกระทรวงการคลัง กำลังต้องการการปรับปรุงเครดิตประเทศ กำลังต้องการจะจัดระบบโครงสร้างหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องการเงิน ซึ่งคุณทนงถนัดกว่า

:มองบทบาทของสื่อมวลชนอย่างไรในปัจจุบัน

เวลานี้ผมแปลกใจสื่อ ชอบตื่นตูม อย่างเรื่องรันเวย์ สนามบินสุวรรณภูมิ มันทำลายภาพพจน์ของประเทศ ซึ่งตนเองก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ สิ่งไหนที่ทำให้เกิดการตื่นตูม ควรจะช่วยกันดีเลย์นิดหนึ่ง ตรวจสอบก่อน

:รัฐบาลรุกช้าไปหรือไม่ จึงทำให้ข่าวสารออกมาไม่ดี

เราพูดแล้ว อธิบายแล้ว แต่ไม่ฟัง กลัวตกข่าว เขียนกันใหญ่ ประเทศเรามีข่าวน้อยแต่มีสื่อเยอะ เมื่อสื่อเยอะข่าวน้อย ก็ต้องหาข่าว กลัวตกข่าว แต่เราควรคิดถึงประเทศโดยภาพรวม ผมตกงานไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ยังมีกินไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่ปัญหาคือประเทศ ซึ่งผมเป็นห่วง ผมไม่เคยไปขอให้ใครเคลียร์อะไรให้ ความจริงผมพอแล้ว ถ้าเห็นผมเลวก็ซัดไปเลย ดีก็ไม่ต้องมาเชียร์ ภาพรวมของประเทศเอาไว้หน่อย ขอหน่อย คนเขียนชมผมก็ไม่เคยโทร.ไปขอบคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมชอบยอ คนที่ด่าผมก็ไม่เคยไปขอร้อง แต่ถ้ากระทบกับประเทศผมจะซีเรียส เพราะผมถือว่ามันต้องช่วยประคับประคอง

:รู้สึกไหมว่าขณะนี้อธิบายให้สังคมเข้าใจได้ยากขึ้น

ไม่หรอก ความจริงสังคมเข้าใจผมดี สื่อนั่นแหละไม่เข้าใจผม เอาอย่างนี้ ถ้าผมยุบสภาวันนี้ ผมก็ชนะขาด

:เป็นธรรมชาติของรัฐบาลสมัยที่ 2 ที่จะต้องเจอสภาพเช่นนี้

ไม่หรอก ไม่จริง ผมคิดว่าเวลานี้ หลายฝ่ายไปคิดว่าพรรครัฐบาลมา 377 เสียง มันใหญ่เกินไป เพราะฉะนั้นจึงต้องพากันไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้หมด กลายเป็นว่าทุกคนเป็นฝ่ายค้านกันหมด ซึ่งมันไม่แฟร์ ถ้าถามว่าชอบเป็นพวกฝ่ายค้านไหม ก็ไม่ใช่ แต่ขอเป็นฝ่ายค้านด้วยคน จริงไหม

:จะแก้อย่างไร

มันจะแก้ได้อย่างไร นอกจากทำงานอย่างเดียว ผมบอกคนของเราว่าอย่าไปคิดอะไรมากทำงานอย่างเดียว ทำให้ดี ทำงานไป ตรวจสอบผมไม่ว่า แต่ถามว่าฝ่ายค้านคืออะไร ค้านทุกเรื่องหรือ ที่ผมบอกว่าขอไปเป็นฝ่ายค้านด้วยคน ก็คือค้านทุกเรื่อง มันไม่ถูก จิตวิญญาณของแต่ละอาชีพมันมี แต่ไม่ใช่ไปทิ้งจิตวิญญาณเดิม แล้วไปทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของเราแทน ตรวจสอบก็คือตรวจสอบ ฝ่ายค้านก็คือฝ่ายค้าน คนละเรื่องกันนะ ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรวจสอบคือฝ่ายค้าน ฝ่ายตรวจสอบคือฝ่ายรักษาผลประโยชน์ แต่ฝ่ายค้านไม่ใช่

:ความรู้สึกเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล เกิดขึ้นตั้งแต่ ครม.ทักษิณ 2/1 ที่คนคาดหวังสูง แต่พออกมาแล้วไม่เป็นไปตามนั้น เลยผิดหวัง

ไม่ใช่หรอก ผมได้ยินว่ามีการรวมกลุ่มคุยกัน แล้วบอกว่า รัฐบาลเมื่อเป็นอย่างนี้เราต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน มีแกนไม่กี่คน สมัยก่อนมี 18 อรหันต์ท่านก็รู้อยู่ สมัยนี้มันไม่มีแต่มันมีก๊วนอยู่ รับลูกกัน ในสนามข่าวเขียนอย่าง ในกอง บ.ก.แก้ไปอีกอย่าง โดยเฉพาะการพาดหัวข่าว ผมอยู่ในวงการมานาน พอจะเข้าใจอะไร

:แต่คงไม่ได้จัดตั้งเป็นขบวนการใหญ่

ไม่ถึงขนาดนั้น แต่อารมณ์มันไปด้วยกัน ไม่ใช่จัดตั้ง อารมณ์มันไปแบบนั้น ถ้าพูดภาษาวัยรุ่นหน่อย มันไปอารมณ์นั้น ประเทศไทยเราคนอัตตาสูงมาก เราไหว้พระพุทธเจ้าเฉพาะรูป ไม่ไหว้หลักธรรมท่าน ห้อยพระเต็มคอ กราบ แต่หลักธรรมไม่เอาเลย เราเอาแต่สัญลักษณ์ ผมนี่พยายาม ทุกครั้งที่ผมถอย ผมตั้งหลักนะแต่ผมไม่เคยตั้งรับนะ เผลอเมื่อไหร่ผมรุกเลยนะ

:อย่างนี้ชิงพื้นที่อย่างไรก็ไม่พอ เพราะพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง

คืออย่างนี้ ผมเห็นใจเข้าใจอาชีพสื่อ ถึงเวลาต้องพิมพ์ออก บางทีคุณภาพกับเวลามันแย่งกัน เลยต้องเอาเวลาเป็นหลัก เอาคุณภาพมาทีหลัง แต่ถ้าความพร้อมขององค์กรดี มีฐานข้อมูล มีการสกรีน คุณภาพกับเวลามันไปด้วยกันได้ แต่สื่อบ้านเราลงทุนน้อย ความรู้ ข้อมูล เครือข่ายน้อย จึงกลายเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องของผู้เขียน หรือผู้พาดหัวข่าว ขึ้นกับว่าบุคคลผู้นั้นมีความรับผิดชอบแค่ไหน ถามว่ามีความพยายามที่จะค้นหาความจริงแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ทุกคนถูกบีบว่าถึงเวลาเท่านี้เราต้องเขียนให้ครบทุกหน้าแล้วส่งไปพิมพ์ นี่คืออาชีพ ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับไหนมีการลงทุน และมีการทำงานที่รับผิดชอบ คุณภาพก็จะไม่เสียไป แต่แน่นอนผลสุดท้ายมันไปอยู่ที่ปัจเจกบุคคลเดี๋ยวนี้ผมชินแล้ว แต่ก่อนไม่ชิน ครอบ 8 ปีคงชินมากกว่านี้ หรือจะให้ชินจริงคงต้องให้อยู่ถึง 12 ปี

ทางออกสำหรับปัญหานี้ก็คือ ต้องทำงานให้ดีที่สุด เวลาแก้ปัญหาต้องกันเอาความขัดแย้งไปข้างๆ แล้วเวลาทำงานอย่างเอาความขัดแย้งเข้ามา ถ้าเอาความขัดแย้งมา ภาษาของนักอาชญาวิทยาบอกว่ามันทำให้เป้ามันแข็ง ยิงธนูแล้วไม่เข้า มันกระเด้งกลับมา เพราะฉะนั้น ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นโดยเฉพาะการทำงานที่สร้างสรรค์ ทฤษฎีมีหมดแต่บางทีมีอารมณ์ก็ปฏิบัติไม่ได้ ก็ผมเป็นมนุษย์นี่

:ถ้าคิดว่าสื่อเป็นปัญหา แล้วอย่างนี้สื่อก็สามารถก่อประชามติในหมู่ประชาชนให้รู้สึกที่ไม่ดีต่อรัฐบาลได้

ไม่จริง ผมนี่โดนสื่อตีอย่างหนักมาหลายรอบ แต่อยู่ที่งาน วันนี้ประชาชนแยกออก บริโภคสื่อเป็น สื่อมีสมดุล อย่างทีวีเป็นการเสนอข่าวที่เห็นการพูดของคน สังคมไทยเป็นสังคมฟังมากกว่าอ่านจึงไม่ห่วง แต่สิ่งที่นักการเมืองปวดหัวที่สุดเพราะอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ตื่นเช้ามาเข้าห้องน้ำวันนี้ถ่ายไม่ออกโว้ย

จริงแล้วหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ไปมีปัญหาที่พาดหัว ในเนื้อไม่มีอะไร พาดหัวบางทีผิดจากความเป็นจริงเยอะ บางโรงพิมพ์คนพาดหัวมีลักษณะพิเศษ มีพวกพิเศษ หลายประเภท

ตอนนี้ผมเข้าใจอารมณ์คนมากขึ้น ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ผมพูดทับศัพท์ พูดภาษาสูงมาก ตอนหลังมีคนว่าผม ผมก็พูดดีขึ้น ตอนแรกผมเป็นเอฟ 16อยู่ข้างบนได้ยินเสียง แต่มองไม่เห็น ไม่รู้เรื่อง ตอนหลังมาเป็นเฮลิคอปเตอร์ มองเห็นแต่เมื่อยคอ

ตอนหลังมาเป็นสิบล้อดีกว่า มาตัวใหญ่เบ้อเร่อ เห็นชัดเลย