วรเจตน์ ภาคีรัตน์ พ.ร.ฎ.กึ่งประธานาธิบดี
(แทบลอยด์ นสพ.ไทยโพสต์ อาทิตย์ 6 มีนาคม 2548)
"ธรรมชาติของเรื่องจึงชัดอยู่ในตัวว่าเมื่อไหร่ที่มีกฎหมายให้คนร่วมกันตัดสินใจคุณต้องมาประชุม ร่วมกันตัดสินใจ แล้วมีมติ ไม่ใช่เอาเรื่องที่บอกให้คุณทำ คุณขี้เกียจ คุณไม่อยากทำ คุณไปส่งให้คนคนเดียวทำ นี่คือประเด็น มันจึงขัดกับหลักที่ผมบอก และอันตราย"
เขาสร้างประเพณีนี้มาก่อนแล้ว อย่างที่อาจารย์นิธิประชดว่า ปกติก็สั่งคนเดียวอยู่แล้วไม่เข้าใจว่าต้องออกพระราชกฤษฎีกาทำไม
ในทางการเมืองคือเขาเสนอพระราชกฤษฎีกานี้ตอนที่กำลังรักษาการ ใครค้านก็กลัวไม่ได้เป็น อาจารย์วรเจตน์บอกว่าอาจเป็นไปได้ แต่เขาไม่ขอตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ เพราะเลยกรอบวิชาการ เป็นเรื่องทางการเมืองไม่ใช่เรื่องกฎหมาย
"เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นผมไม่ได้ระแวงหรอกผมระวัง บ้านเมืองเป็นของส่วนร่วม ไม่ใช่ของใครส่วนตัวที่จะเอาไปทำอะไรก็ได้ มันเป็นชะตากรรมร่วมกันของประเทศ จึงต้องบอกจึงต้องพูดจึงต้องติ แล้วผมมีอำนาจไหม ผมไม่มี ผมก็มีแต่ความเห็น มีแต่หลักวิชาการที่เสนอออกไป ให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นยังไง ก็ทำได้เท่านี้ ถามว่าแล้วผมอยากเห็นอะไร ผมว่ารัฐบาลควรจะทบทวน มาตรา 7 กับมาตรา 8 อย่าทิ้งเชื้อเอาไว้ในกฎหมายเลย จะเรียกว่าผมขอร้องก็ได้ ผมวิงวอนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ เรื่องนี้ผมจำเป็นต้องขอร้องโดยตรง ซึ่งผมไม่รู้ว่าท่านฟังหรือไม่ฟัง แต่ว่าวันเลือกตั้งผมดูทีวีอยู่ท่านก็บอกว่าท่านจะฟัง ท่านจะฟังท่านต้องฟังเรื่องนี้หน่อย ผมอยากจะให้ทบทวน อยากจะให้เลิกเสีย ปรับเปลี่ยนเสีย มาตรา 7 กับ 8 ผมขอเถอะเรื่องการประชุม ครม. ผมขอให้ท่านทำอะไรที่เป็นแบบแผนที่ดีให้กับบ้านเมือง มันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อไปให้กับคนรุ่นหลังๆ อย่าคิดแต่เพียงความสะดวกชั่วคราวในเชิงการใช้อำนาจ ผมพูดด้วยความเคารพด้วยความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ท่านควรจะทำ"
วรเจตน์ บอกว่าถึงรัฐบาลนี้อาจจะยังไม่กล้าใช้อำนาจตามพระราชกฤษฎีกานี้ แต่อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็น