วรเจตน์ ภาคีรัตน์ พ.ร.ฎ.กึ่งประธานาธิบดี

(แทบลอยด์ นสพ.ไทยโพสต์ อาทิตย์ 6 มีนาคม 2548)

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่เสนอโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ด้วยสาระสำคัญซึ่งกำหนดให้องค์ประชุมคณะรัฐมนตรีมีเพียง 1 ใน 3 หรือ 12 คน และให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกมติคณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 1 คนขึ้นไป ในกรณีที่อ้างว่าเป็นเหตุจำเป็นฉุกเฉิน

นี่คือกฎหมายที่พิลึกพิลั่น ซึ่งร่างขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจนายกรัฐมนตรีผู้มีคะแนนเสียง 18 ล้านเสียงโดยเฉพาะ ดูเผินๆ เหมือนไม่มีผลอะไรนักในทางปฏิบัติ เพราะมติคณะรัฐมนตรี ก็มาจากบัญชาของทั่นผู้นำแต่ผู้เดียวอยู่แล้ว แต่ในทางหลักกฎหมาย นี่คือการเขียนกฎหมายแบบศรีธนญชัยที่ "สร้างบาดแผล" ให้ระบบกฎหมายอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง สร้างบาดแผลให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ที่ปกครองโดยหลักนิติรัฐ ซึ่งแม้จะไม่เห็นผลในขณะนี้ แต่ก็จะก่อความเสียหายร้ายแรงได้ในวันหน้า

ถ้านี่เป็นบรรษัท จะไม่มีใครคัดค้านเลย แต่เมื่อนี่เป็นประเทศ เหตุใดจึงต้องมอบอำนาจให้ CEO ไปตัดสินใจโดยลำพัง

องค์ประชุม 12 คน ไม่เคยมีในหลักกฎหมาย

"ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็บอกเองว่าประชุม ครม.เกินกึ่งหนึ่งมาโดยตลอด"

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์หนุ่มคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลายเป็นนักกฎหมายมหาชนที่มีบทบาทสูง เมื่อกลับจากเมืองนอกมาสอนหนังสือในยุคศรีธนญชัยร่างกฎหมายรับใช้อำนาจพอดิบพอดี บางคนอาจจะมองว่าเขาเป็น "ขาประจำ" แต่วรเจตน์ก็ยืนยันว่า เขายังคงบทบาทนักวิชาการด้วยการให้ความเห็นทางกฎหมายเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นทางการเมืองหรือนโยบายอื่นๆ

อย่างน้อยที่สุด แม้จะเคยคัดค้านการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม การยื่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการขึ้นทูลเกล้าฯ โดยหน่วงเหนี่ยวตัดหน้ากระบวนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน ตลอดจนคัดค้านการออก "หวยหงส์" ซื้อลิเวอร์พูล แต่เมื่อมีกรณีที่ภริยานายกรัฐมนตรีซื้อที่ดินกองทุนฟื้นฟูฯ วรเจตน์ก็เป็นผู้ให้ความเห็นตรงไปตรงมาว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นความเห็นตามหลักกฎหมายไม่เอียงข้างใคร

แต่ครั้งนี้ อาจารย์หนุ่มที่เพิ่งเป็น รศ. ก็ทนเฉยไม่ได้จนต้องออกมาวิจารณ์พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้อีกครั้ง

"พระราชกฤษฎีกานี้สร้างบาดแผลที่สำคัญอีกบาดแผลหนึ่งให้กับระบบกฎหมายของเรา ดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าดูในภาพรวมจะเห็นว่าในช่วงหลังปฏิรูปการเมืองปี 2540 เป็นต้นมา ระบบกฎหมายไทยซึ่งความจริงน่าจะดีขึ้น หลายส่วนก็ดี-ผมยอมรับ แต่มันมีการใช้กฎหมายหรือการกระทำหลายอย่างซึ่งสร้างบาดแผลให้ระบบกฎหมาย ทำให้ระบบกฎหมายอ่อนแอลง กัดเซาะระบบกฎหมายให้เสื่อมโทรมลง ตัวอย่างเก่าๆ เรื่องการตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม กฎหมายปฏิรูประบบราชการ ซึ่งทำลายผลบังคับของมาตรา 262 แห่งรัฐธรรมนูญ ผมก็ยังยืนยันความเห็นนั้นอยู่ นี่เป็นตัวอย่างล่าสุด"

วรเจตน์เริ่มต้นจากประเด็นแรก คือมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า "การประชุมคณะรัฐมนตรี ในกรณีปกติ ให้ดำเนินการได้เมื่อมีรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนคณะรัฐมนตรีทั้งหมดที่มีอยู่"

"เราต้องไม่ลืมว่าคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นองค์กรบริหารสูงสุดในประเทศ มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ครม.ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา เวลาจะกำหนดวิธีการทำงานว่าคุณจะประชุมกันอย่างไร คำถามแรกคือคุณจะใช้กฎหมายอะไรเป็นตัวกำหนด-ลำดับชั้นของกฎหมาย คุณจะเอากฎหมายอะไร"

"การประชุม ครม.จะมีองค์ประชุมเท่าไหร่รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกไว้ แต่จะเปิดใหัไปออกเป็นข้อบังคับการประชุมคณะรัฐมนตรี ในหลายประเทศอย่างเยอรมันจะมีข้อบังคับการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่ง ครม.เป็นคนออก แต่จะออกในกรอบรัฐธรรมนูญ ในกรอบกฎหมายทั่วไป จะไม่มีมาเขียนองค์ประชุม 1 ใน 3 ผมท้าได้เลย เพราะผมไปเปิดข้อบังคับการประชุมของรัฐบาลแห่งสหพันธ์เยอรมันมาเป็นตัวอย่าง เขาเขียนไว้ชัดว่าองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง"

รัฐธรรมนูญมาตรา 201 เขียนไว้ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน" ตรงนี้เป็นเหตุให้มีคนเอาไปอ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดองค์ประชุม จึงกำหนดเท่าไหร่ก็ได้

"บางคนบอกว่าถ้าไปดูองค์กรอื่นในรัฐธรรมนูญ เห็นไหมกำหนดองค์ประชุมเอาไว้ สภาต้องมีองค์ประชุม คณะกรรมการบางชุดก็มีองค์ประชุม แต่ ครม.ไม่มี ก็เลยเข้าใจว่าพอรัฐธรรมนูญไม่กำหนดคือไม่มีองค์ประชุม อันนี้คือข้ออ้างอันแรก และอ้างต่อว่าเมื่อไม่มีองค์ประชุม การมาเขียนในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ให้มันชัดเจน ไปตำหนิทำไม ไปวิจารณ์ทำไม ในเมื่อทำสิ่งที่มันไม่เคยมีให้มี นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง"

"ผมเรียนว่าเรื่องนี้อย่าหลงประเด็น รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดองค์ประชุม จริงครับ แต่ไปดูนะ ตั้งแต่อดีตมา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเลย ถ้าไปสำรวจดูรายงานการประชุม จะพบว่ารัฐมนตรีมาประชุมเกินกึ่งหนึ่งตลอด มันเป็นจารีตธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมา และมันเป็นจารีตธรรมเนียมปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปที่อยู่ในระบบกฎหมายของเรา"

"เวลาที่เราเรียนกฎหมาย เราศึกษากฎหมาย เราใช้กฎหมายกัน เราอย่าดูแต่กฎหมายที่เป็นตัวอักษรอย่างเดียว กฎหมายไม่ใช่มีแต่เฉพาะที่เป็นตัวอักษร มันยังมีกฎหมายอีก 2 แบบ อันหนึ่งก็คือกฎหมายจารีตประเพณีซึ่งเกิดจากการประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอนมนาน แล้วคนที่ประพฤติปฏิบัติรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็สำนึกว่าตัวเองผูกพันจะต้องปฏิบัติตามนั้น ก็จะกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งอาจจะเป็นจารีตประเพณีในระดับรัฐธรรมนูญก็ได้ หรือในระดับกฎหมายทั่วไปที่เป็นระดับพระราชบัญญัติก็ได้ อันนั้นอันหนึ่ง"

"อีกอันหนึ่งคือหลักกฎหมายทั่วไป มันคือหลักความยุติธรรม ซึ่งเราสามารถค้นได้จากตัวกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั่นแหละ กฎหมายที่เขียนขึ้นจะมีหลักการอันหนึ่งที่ยึดโยงกฎหมายอยู่เป็นระบบ ผมยกตัวอย่างการประชุมองค์กรกลุ่ม ประชุมกรรมการ ถ้าไปดูกฎหมายทุกฉบับแหละครับ เขียนไว้กึ่งหนึ่งตลอด ถามว่าทำไม ก็เพราะคนทั่วไปรู้สึกว่านั่นคือหลักทั่วไปของการทำงานองค์กรกลุ่ม ถึงคุณจะไม่เขียนแล้วมันมีปัญหาว่าทำยังไง ก็ไม่ใช่จะตอบอย่างอำเภอใจ ต้องตอบแบบมีหลัก คุณก็ไปดูสิครับว่ากฎหมายว่ายังไง ก็เป็นอย่างนั้น"

"ผมจึงบอกว่าการประชุม ครม.ถึงจะไม่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีองค์ประชุม องค์ประชุมมีมาโดยตลอด ถ้าถามว่าผมรู้ได้ยังไงว่ามี-ถามกลับครับ ก็คุณลองประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งดูสิครับ เคยมีไหมครับ ถามท่านเลขาฯ เคยมีไหมที่ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง-ไม่มี และถ้าตั้งคำถามกลับว่า ถ้ารัฐมนตรีมาไม่ถึงกึ่งหนึ่งคุณประชุมได้ไหม ก็ไม่เคยประชุมกันครับ ตีความในทางกลับกันได้ว่าเขาก็รู้สึก ว่าไอ้กึ่งหนึ่งนี่แหละมันคือองค์ประชุม ซึ่งทำมาโดยตลอด"

"นี่คือจารีตธรรมเนียมที่ดี คือความรู้สึกของคน ลองคิดง่ายๆ ถ้าคน 30 คนมากัน 12 คน จะประชุมยังไง แล้วบอกว่าผูกพัน 30 คน มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่ต้องมีกฎหมาย common sense ก็รู้ ผมจึงบอกว่าอย่ามาอ้างเลยว่าไม่มีองค์ประชุม ไม่จริงหรอก การที่ไม่เคยพูดกันเรื่ององค์ประชุมไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี-มันมี มันเป็นจารีตธรรมเนียมปฏิบัติ และผมเห็นว่าเป็นระดับรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าใครเถียงว่ามันเป็นแค่จารีตธรรมเนียม คุณก็มาติดอีก step หนึ่ง คือหลักกฎหมายทั่วไป มันคลุมอยู่"

"อย่าไปดูแค่ลายลักษณ์อักษรว่ารัฐธรรมนูญไม่เขียนคือไม่มี เราตีความกฎหมายกันอย่างนี้บ้านเมืองถึงวุ่นวาย พอลายลักษณ์อักษรไม่มีบอกไม่มีเพราะฉะนั้นผมจะเขียนอะไรก็ได้ ถามว่าเวลาเขียนขึ้นมาเมื่อเห็นว่าไม่มีจะทำให้มันชัดดีไหม ก็ดีครับ แต่ถ้าจะทำให้มันชัดทำไมคุณไม่เขียนเป็นกึ่งหนึ่งล่ะ ในเมื่อเป็นสิ่งซึ่งยอมรับกันว่าดี แล้วก็ปฏิบัติ ก็กำหนดไว้กึ่งหนึ่งมันจะเสียหายอะไรนักหนาครับ"

"เขาบอกว่ามันเริ่มประชุมไม่ได้ คนที่เป็นรัฐมนตรีคุณดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ ถ้าคุณยังไม่มีสำนึกว่าต้องมาประชุม-จบนะครับ ในต่างประเทศรัฐมนตรีถ้าจะไม่อยู่นี่ต้องลานะ ในเยอรมันกำหนดเลยว่าถ้าคุณจะไม่อยู่ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ คุณต้องลากับนายกฯ ของเราไม่มีเกณฑ์ ผมว่าถ้าเราจะมีเกณฑ์อะไรขึ้นมาต้องทำให้เกิดความโปร่งใส คนเห็นแล้วเชื่อถือ พอมีมติออกมาคนจะได้รู้สึก เออ นี่มันมีหลักเกณฑ์การประชุมนะ มีหลักการทำงาน ถ้าคุณจะกำหนดเป็นองค์ประชุมขึ้นมาคุณกำหนดสิครับ กึ่งหนึ่ง กรณีปกติ คุณไปเขียนมาตรา 8 ว่ากรณีปกติให้มีรัฐมนตรีเข้าประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ถามว่า 1 ใน 3 มาจากไหน-คิดขึ้นเองครับ คิดขึ้นโดยที่ไม่ได้มีฐานอะไรเลย ถ้าไม่ได้คิดเองมันต้องมีฐานจากตัวกฎหมาย มีการแถลงว่าเรื่องนี้ได้มีการสอบถามหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องไปดูรายละเอียดว่าหน่วยราชการเขาตอบมาว่ายังไง เขาเห็นด้วยไหมว่าให้ ครม.ประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ลองไปถามดู ผมคิดเอาว่าโดยทั่วไปทางราชการ คนที่อยู่ในระบบเขาต้องติงครับ ว่าประชุม ครม.ต้องกึ่งหนึ่ง ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น"

"ผมเชื่อว่าจะต้องมีคนไม่เห็นด้วย เพราะมันคือหลักทั่วไป การกำหนด 1 ใน 3 ไม่มีที่มาที่ไป เอาความสะดวกเข้าว่า ครม.บอกว่าเวลาทำงานอย่าเอาความสะดวกของตัวเอง แต่ให้คำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ตัวเองไม่ทำเป็นตัวอย่าง ไปกำหนด 1 ใน 3 ทำไมไม่กำหนดกึ่งหนึ่ง จะได้เป็นแบบแผนให้ชาวบ้านถือปฏิบัติ ผมจึงบอกว่ามันกระทบกับระบบกฎหมาย ต่อไปคนก็อ้าง ดูสิ ครม.เป็นองค์กรสูงสุดยังประชุม 1 ใน 3 เลย บางคนก็บอกไปดูรูปแบบของกรรมการสิต้องเกินกึ่งหนึ่ง แต่ ครม.ใหญ่กว่ากรรมการอีกยัง 1 ใน 3 คราวนี้เถียงกันในอนาคต"

"เพราะฉะนั้นการเขียนเข้ามาในระบบกฎหมายต้องคิดให้เยอะ การคิดไม่ได้หมายถึงการระแวง บางคนรู้สึกว่าทำไมระแวงอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้ระแวง แต่พอเป็นลายลักษณ์แล้วมันเข้าสู่ระบบกฎหมาย ซึ่งกฎหมายมาตราหนึ่งนักกฎหมายต้องรู้ เวลาตีความมันบิดไปได้หลายแง่หลายมุม และมันพลิกแพลงไปได้ ยิ่งถ้าใจไม่ตรงเสียแล้ว จะตีไปอย่างนั้นก็ได้จะตีไปอย่างนี้ก็ได้ ผมคิดว่าเรื่องหลักการเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นผมจึงยืนยันว่าประเทศไทยนั้นการประชุม ครม.มีองค์ประชุมโดยปริยาย ถึงจะไม่เคยนับกันก็มีองค์ประชุม มีคนพูดว่ามติก็ไม่เคยโหวต นายกฯ ไม่เคยให้ยกมือโหวต คำตอบก็คือมติไม่จำเป็นต้องโหวตเสมอไป มีการหารือ เสร็จแล้วอภิปรายกันไปอภิปรายกันมา เห็นทิศทางว่าเสียงส่วนใหญ่ไปทางนั้น ประธานถามว่าจะมีใครค้านไหม ไม่มีใครค้าน ก็ถือเป็นมติ เพราะฉะนั้นเรามีองค์ประชุม และก็มีมติ"

ถามว่าแน่ใจไหมไม่เคยมีการประชุม ครม.ที่มีองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง

"เรื่องนี้ท่านเลขาฯ ครม. ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็บอกเองว่าประชุม ครม.เกินกึ่งหนึ่งมาโดยตลอด ไปถามท่านก็ยืนยัน แต่ที่ผมถามคือแล้วทำไมเวลาเขียนคุณไม่เอาจารีตธรรมเนียมที่ดีมาเขียน กฎหมายไม่ใช่มีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียว การปฏิบัติไปปฏิบัติมาก็อาจจะเกิดเป็นกฎหมายจารีตธรรมเนียมขึ้นได้ การปฏิบัติมีทั้งการปฏิบัติที่ดีและการปฏิบัติที่เลว เวลาที่เราจะเอาการปฏิบัติอันหนึ่งมาเขียนเป็นกฎหมายเป็นหลักการ ผมคิดว่าโดยทางจริยธรรมหรืออะไรก็ตาม เราต้องอ้างจริยธรรมที่ดีใช่ไหมครับ ไม่ใช่อ้างสิ่งที่มันเลว นั่นเป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง แล้วมันมีปัญหาเถียงกันในทางกฎหมายว่ามันถูกหรือไม่ถูก อันนี้ผมกำลังจะพูดต่อไปในวรรค 2 แต่ผมชี้ให้เห็นในเบื้องต้นก่อนว่าทางปฏิบัตินั้นมีทั้งที่ดีและไม่ดี เอาที่ดีมามาเขียนมาทำให้เป็นมาตรฐานสำหรับอนุชนรุ่นหลังต่อไป จะไปเอาสิ่งที่ไม่ดีมาอ้างทำไม สิ่งที่ไม่ดีไม่ได้รับการยอมรับจะเอามาอ้างเพื่ออะไร"

วรเจตน์ บอกว่าปัญหาไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่จะมีข้อโต้แย้งได้ในอนาคต ในเมื่อการกำหนดองค์ประชุม 1 ใน 3 ขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปที่ใช้กึ่งหนึ่ง

"เรื่ององค์ประชุมในความเห็นผมก็ชัดเจนว่าถึงรัฐธรรมนูญไม่เขียน มันก็มี แล้วพอเขียนเป็นอย่างนี้ ก็มีคำถามต่อไปว่าขัดอะไรไหม คำตอบคือกฎหมายมีลำดับของมัน พระราชกฤษฎีกาต่ำกว่าพระราชบัญญัติ ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายลำดับรอง ถ้าเราถือว่าการประชุม ครม.มีองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง จะโดยเหตุผลเป็นจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญก็ตาม จะโดยเหตุผลเป็นหลักกฎหมายทั่วไปก็ตาม สรุปได้ว่าหลักการอันนั้นอย่างน้อยที่สุดเป็นหลักกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นหลักในรัฐธรรมนูญ"

"เมื่อคุณมาเขียนกฎหมายลายลักษณ์อักษรในพระราชกฤษฎีกา ขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปในระดับพระราชบัญญัติหรือหลักในรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ในความเห็นผมจึงมีปัญหาในการใช้ต่อไปในอนาคต" เขาทิ้งท้ายไว้ให้ว่าจะเป็นประเด็นที่ฟ้องร้องกันได้

มอบอำนาจผู้นำ พระราชกำหนดจำลอง

ประเด็นถัดไปคือ มาตรา 8 วรรค 2 ซึ่งเขียนไว้อย่างน่าตระหนกว่า "ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความลับ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้ และเมื่อมีการประชุมเป็นกรณีปกติให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย"

วรเจตน์ บอกว่าตีความแล้วก็คือ ประชุมกัน 2 คนก็ได้อย่างที่สื่อมวลชนลงข่าว

"ทางสำนักเลขาฯ ครม.ท่านก็แถลงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนเอาไว้ในยามจำเป็น ที่จำเป็นต้องมีมติ ครม.ในยามฉุกเฉิน ถ้าไม่มีแล้วคุณจะเสียใจ"

ก็อย่างที่อ้างว่าเผื่อรู้ว่าผู้ก่อการร้ายจะแบ่งแยกดินแดนวันนี้แล้ว ทำนองนั้น

"ผมคิดว่าทุกคนต้องตั้งคำถาม อย่าพอใจในคำอธิบาย มนุษย์เราอธิบายได้ แต่คำอธิบายฟังได้หรือเปล่า บางทีอาจจะต้องถามต่อ ในเรื่องนี้เขาก็อ้างเรื่องกบฏเมษาฮาวาย ที่บอกว่าท่านนายกฯ เปรมอยู่ที่โคราชกับท่านมีชัย ประชุม 2 คนก็เป็นมติ ครม. อีกอันหนึ่งอ้างกฎหมายต่างประเทศ อ้างกฎหมายอังกฤษบอกว่าจอห์น เมเจอร์ ประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศ กลาโหม และออกเป็นมติทำสงครามอิรัก"

"กรณีกบฏเมษาฮาวาย ผมก็ไม่ทราบว่าจำเป็นต้องมีมติ ครม.หรือเปล่า แต่ผมว่าไม่จำเป็น ถ้าเป็นเรื่องอย่างนั้น นายกฯ จะมีอำนาจอยู่แล้ว ใช้ในนามนายกฯ ไม่จำเป็นต้องออกมติ ครม. หรือคุณจะอ้างเรื่องเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา เรื่องสึนามิก็ตาม เวลามีกรณีฉุกเฉินโดยหลักทั่วไปจะให้อำนาจกับองค์กรเดี่ยว เขาจะไม่ให้อำนาจกับองค์กรกลุ่ม อำนาจให้องค์กรเดี่ยวหมายความว่าเป็นกรณีที่องค์กรนั้นต้องตัดสินใจเลย เช่น จะมีร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในกรณีฉุกเฉิน หรือว่าการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อันนี้เรามีอยู่แล้ว เขาจะให้อำนาจในการแก้ปัญหา เพราะการสั่งการต้องทันที ผมคิดว่าเรามีกฎหมายพอที่จะใช้ได้อยู่แล้ว"

"มันมีกฎหมายอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเพียงพอเพื่อแก้ปัญหา มีการยกตัวอย่างเรื่องสึนามิ ว่า ครม.ต้องไปประชุมกันภาคใต้-มันจำเป็นหรือครับ เวลาที่เกิดภัยพิบัติมันมี พ.ร.บ.ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนอยู่ มท.1 ก็สั่งไปก่อนในกรณีฉุกเฉิน เมื่อภัยพิบัติผ่านไปแล้วคุณจะเยียวยาเขายังไง ครม.ค่อยกำหนดว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ที่ต้องดำเนินการก่อน แล้ววางนโยบายลงไป ไม่ใช่ต้องประชุมกันฉุกเฉินเร่งด่วน ไม่มีความจำเป็น เรื่องที่มันจำเป็นมากกว่านั้น เช่น การประกาศสงคราม รัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ก็คือต้องมีการประชุมสภาฯ เสนอเข้าสู่สภาฯ เป็นเรื่องใหญ่ต้องประชุมฉุกเฉิน ก็ต้องทำได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องตายกันไปในเวลานั้น มันฉุกเฉินขนาดไหนคุณจึงต้องทำแบบนั้น กรณีของ พล.อ.เปรม ผมก็มองว่าเป็นเรื่องการต่อสู้มากกว่า"

"กรณีนี้ผมจึงเห็นว่าเหตุผลนี้มันไม่มีน้ำหนัก เผาสถานทูตไทยในกัมพูชาคุณต้องใช้มติ ครม.เหรอ ถ้าไม่มี ครม.คุณทำอะไรไม่ได้เลยหรือไง แล้วถามว่าถ้าต้องประชุมฉุกเฉินรัฐมนตรีมาประชุมไม่ได้เหรอครับ ติดต่อกันไม่ได้เลยเหรอในเวลาชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อให้มาประชุมกัน ตอนญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกตอนสงครามโลกก็มีการประชุม ครม. ไม่เห็นว่าต้องมีจอมพล ป.บวกกับรัฐมนตรีคนหนึ่งแล้วออกเป็นมติ ก็ประชุม ครม.ว่าจะเอายังไง จะยอมตามญี่ปุ่นหรือไม่อย่างไร มันมีแบบแผนปฏิบัติและเป็นแบบแผนซึ่งเรารับกันได้ในทางกฎหมาย ทำไมคุณถึงไปทำเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรซึ่งมีปัญหา แล้วเมื่อมีปัญหาอย่างนี้แล้วจะเดินต่อไปหรือ"

"มาตรา 8 เราพูดกันเยอะ เพราะเป็นมาตราซึ่งเรารู้สึกว่ากระทบกับหลักการในทางกฎหมาย ที่สำคัญไปกว่านั้น เมื่อแรกที่ทราบเรื่องมาตรา 8 ผมคิดถึงการออกพระราชกำหนด ก็ถามสื่อมวลชนว่าเรื่องนี้ท่านแถลงว่าใช้กับพระราชกำหนดหรือเปล่า ก็บอกว่าไม่ใช้กับพระราชกำหนด ผมก็แปลกใจว่าไม่ใช้ยังไง ไปดูตัวลายลักษณ์อักษรมันก็เข้าพระราชกำหนด"

วรเจตน์ ยกรัฐธรรมนูญกับพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มาเปรียบเทียบให้ดู ว่าเป็นการเขียนล้อกันอย่างไร

"มาตรา 218 ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้

การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้"

"มาตรา 8 วรรค 2 ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาความลับ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้ และเมื่อมีการประชุมเป็นกรณีปกติให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย"

เห็นชัดว่าจำลองกันมาเป๊ะ หรือที่ในภาษากฎหมายเรียกว่าเขียนล้อกันมานั่นเอง แล้วถ้าเอา 2 มาตรานี้ผนวกกันจะเกิดอะไรขึ้น

"ลองเอามาตรา 8 วรรค 2 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไปเชื่อมกับมาตรา 218 วรรค 2 จะเกิดอย่างนี้ คือการออกพระราชกำหนดถูกบังคับไว้ว่าต้องเป็นกรณีที่ฉุกเฉิน ต้องมีการประชุม ครม. ทีนี้ถามว่าประชุม ครม.ยังไง ก็มาดูมาตรา 8 ถามว่าอันนี้เป็นกรณีปกติหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ก็จะเข้ามาตรา 8 วรรค 2 ก็กลายเป็นว่าเมื่อเอากฎหมาย 2 ตัวมาเชื่อมกันเท่ากับว่า ในการออกพระราชกำหนดต่อไปก็ต้องใช้ตามเกณฑ์มาตรา 8 วรรค 2 เพราะถ้าคุณไปใช้ตามวรรค 1 หรือไปอ้างในกรณีปกติ คุณก็ไม่ได้ทำตามพระราชกฤษฎีกา"

"มีคนรับรองบอกว่าไม่มีการใช้หรอก อย่าคิดมาก ระวังได้แต่อย่าระแวง ผมก็เชื่อในเกียรติของท่านที่รับรอง เอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน (เอาหัวด้วย-ขอเสริม) ผมก็เชื่อในเกียรติของท่าน แต่นี่เป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องหลักการ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล รับรองกันไม่ได้ กฎหมายเขียนไปมันก็อยู่ในกฎหมาย คนเขียนอาจจะไม่อยู่แล้ว วันหน้าอาจจะมีการเปลี่ยนเลขาฯ ครม. แต่ตัวกฎหมายก็ยังอยู่ต่อไป สืบเนื่องต่อไป แล้วใครจะประกันครับว่าในอนาคตจะไม่เป็นช่องทางที่ใครหยิบมาใช้ แล้วหยิบมาใช้เขาก็จะอ้างตามนี้"

ตอนนั้นบวรศักดิ์พ้นไปแล้ว จะเอาอะไรประกัน (หัวไม่อยากได้)

"ท่านอาจจะไปดำรงตำแหน่งอื่น ที่สูงกว่าเลขาฯ ครม. แต่เรื่องนี้ผมไม่อยากให้พูดเป็นเรื่องตัวบุคคล ผมอยากให้พูดเรื่องหลักการ ว่ามันมีข้อติงต้องคิด คุณเขียนกฎหมายเปิดให้ตีความไปได้ไหม มันตีไปได้"

วรเจตน์ ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ถ้าอ่านตามลายลักษณ์อักษรแล้ว นายกฯ กับรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมีอำนาจออกพระราชกำหนด ออกกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ไม่ต้องผ่านสภาฯ

"รัฐธรรมนูญเขียนว่าการตราพระราชกำหนดให้ทำได้เมื่อ ครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นอย่างรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าไปดูพระราชกำหนดหลายฉบับ มันฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนตรงไหน ก็ออก ผมไม่ได้หมายถึงรัฐบาลทักษิณรัฐบาลเดียว รัฐบาลอื่นด้วย ออกพระราชกำหนดบางเรื่องซึ่งมีคำถามในทางกฎหมาย เพียงแต่ว่ารัฐบาลนี้มันค่อนข้างชัด เรื่องโทรคมนาคมค่อนข้างชัด เรื่องก่อการร้ายออกมาแล้วได้ใช้อะไรไหม ก็ไม่ได้ใช้ ก็โอเค คนอาจจะเถียงว่าต้องใช้ แต่เรื่องสรรพสามิตผมยืนยันว่าไม่ใช่"

"แล้วตรวจสอบได้ไหม ตรวจสอบไม่ได้นะ เพราะอะไร ผมเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนเวลาออกพระราชกำหนดจะมีเงื่อนไขคู่กัน คือเงื่อนไขเชิงวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ กับเงื่อนไขเรื่องจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน แต่รัฐธรรมนูญ 2534 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่แยกเงื่อนไข 2 อันนี้ออกจากกัน ลองไปค้นเอาเองว่าใครเป็นคนทำ"

(กลับมาทำการบ้านแล้ว ค้นพบว่าเป็นมีชัย ฤชุพันธ์ เจ้าสำนักใหญ่ที่ วิษณุ เครืองาม และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กำลังเจริญรอยตาม)

"รัฐธรรมนูญ 2534 แยกตรงนี้ออกจากกันเป็น 2 ส่วน แล้วก็บอกให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้เฉพาะเงื่อนไขเชิงวัตถุประสงค์ แต่ว่าจะเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ตรวจสอบไม่ได้ ถือเป็นดุลยพินิจแท้ๆ ของ ครม. คือถ้า ครม.บอกว่าอันนี้ฉุกเฉินรีบด่วน ก็ต้องถือว่าฉุกเฉินรีบด่วน ใครอย่ามาบอกว่าไม่ฉุกเฉินรีบด่วน ปี 2534 ออกมาอย่างนั้น"

"แล้วมาได้ใช้ตอนไหนรู้ไหมครับ ก็ใช้ปี 2535 ตอนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ก็มีคนตั้งคำถามว่าออกมาโดยมิชอบ มีการยื่นว่าฉุกเฉินรีบด่วนจริงไหม แต่มันตรวจสอบไม่ได้ ก็เลยจบไป ไปฟ้องศาลก็มีการหยิบประเด็นนี้ ทางกฎหมายเรามีการพูดกันว่าเรื่องนี้เป็นการเวียนถามมติ มันใช้ไม่ได้หรอก แต่ในที่สุดมันก็ผ่านไป แล้วก็ใช้เป็นกฎหมาย-ที่อัปยศฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้เอาไว้ใต้โต๊ะเถอะ อย่าหยิบมาพูด มันเป็นกฎหมายซึ่งรับกันไม่ได้หรอก มันเป็นกฎหมายซึ่งไม่ยุติธรรม เป็นกฎหมายซึ่งทำให้คนที่มีส่วนกระทำความผิดพ้นผิดไปโดยหาฐานอะไรรองรับไม่ได้ ออกไปอย่างนั้น แล้วก็รีบออก เพื่อเปิดทางให้ท่านนายกฯ สุจินดาลาออกจากตำแหน่ง ผมไม่ได้บอกว่าท่านนายกฯ สุจินดาผิดหรือถูก แต่ผมกำลังจะบอกว่าถ้ามีการทำความผิดเกิดขึ้น คุณต้องเคารพกฎหมายสิครับ ก็ดำเนินไปในเรื่องการกระทำความผิด ใครที่ทำความผิดก็ว่ากันไป ผิดเป็นผิด-ถูกเป็นถูก ศาลยุติธรรมก็มี แต่คุณออกในรูปของพระราชกำหนด อย่างนี้ก็ใช้เป็นเครื่องมือ ก็ออกมา"

"มันเคยใช้ แล้วจะมาบอกว่าไม่ใช้ วันหนึ่งมันก็จะมีขึ้นมา แล้วก็ใช้ ก็เป็นปัญหา ผมเชื่อว่าเอาละ ในสมัยที่ท่านเป็นเลขาฯ ครม.ไม่มีการใช้หรอก ท่านเอาเกียรติของท่านเป็นประกัน ท่านเขียนเผื่อเอาไว้ แต่ประเด็นของผมคือไม่ต้องเผื่อหรอก ระบบกฎหมายมีช่องทางของมัน อำนาจฉุกเฉินของนายกฯ ในหลายส่วนก็มี คุณก็ใช้อำนาจไปในนามของตัวเอง อย่าไปบอกว่าเป็นเรื่องของ ครม. เพราะเท่ากับไปดึงอันอื่นเข้ามาด้วย ไปดึงมาแล้ววันหนึ่งอาจจะเกิดกรณีนี้ใครจะไปรู้ ผมเรียกว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่มันไม่ชอบธรรม คุณเขียนกฎหมายลายลักษณ์อักษรออกมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ชอบ"

"ที่เรายกตัวอย่างอังกฤษ ผมเรียนว่าอังกฤษไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่ดีของเรา เนื่องจาก ครม.ของเขาไม่เหมือนกับของเรา ครม.อังกฤษมีรัฐมนตรีเยอะ และมีรัฐมนตรีวงใน วงนอก รัฐธรรมนูญอังกฤษไม่มีลายลักษณ์อักษร เป็นจารีตธรรมเนียมปฏิบัติ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นมติของ ครม.หรือเปล่า เพราะประกาศสงครามเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อน นายกฯ โทนี แบลร์ เคยออกมติ ครม.แล้วเรียกประชุม ครม.ส่วนหนึ่ง แต่ไม่เรียกรัฐมนตรีคนหนึ่งเข้าประชุม รัฐมนตรีคนนั้นไม่พอใจมาก ลาออกเลย โทนี แบลร์ เสียในทางการเมืองเลยในเวลานั้น คือไม่ให้เกียรติรัฐมนตรี เพราะการทำงานต้องเป็นคณะ"

"อังกฤษมีรัฐมนตรีวงในวงนอกยังเป็นอย่างนั้น ของเรานี่ชัด รัฐธรรมนูญเรากำหนดเอาไว้ว่าครม.ประกอบด้วยนายกฯ คนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ก็มีบางท่าน ผมไม่รู้จะเรียกท่านว่าอย่างไรดี ท่านบอกว่า ครม.บอกมีไม่เกิน 35 คน-เขาบอกไม่เกิน กี่คนก็ได้ ฉะนั้นจึงไม่มีองค์ประชุม"

"ผมไม่รู้จะสรรหาคำว่าอะไร ผมบอกว่าถ้าท่านอยากจะให้ประชุม 2 คนได้ ถ้าแน่จริง ท่านตั้ง ครม. 3 คนสิครับ นายกฯ คนหนึ่ง มีรัฐมนตรีอีก 2 คน เป็น ครม. ก็รัฐธรรมนูญบอกไม่เกิน 35 คนนี่ แล้วถ้าประชุม 2 คนผมไม่ว่าเลย เท่ากับประชุมเสียงข้างมาก 2 คนก็เป็นองค์ประชุมและเป็นเสียงข้างมากด้วย ท่านตั้งสิครับ ทำไมผมเห็นตั้งกันเต็มตลอด 35 คน ไม่พอด้วยซ้ำ จะเอาเยอะไปกว่านั้น"

"รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้นก็จริง ไม่เกิน 35 คน แต่พอตั้งเท่าไหร่เราต้องถือว่านั่นคือองค์ประกอบ คุณตั้ง 20 คน บวก 1 ก็คือ ครม.21 คน กึ่งหนึ่งคือ 11 คน หลักกฎหมายมันมีหลักคิดอยู่ องค์ประกอบเท่าไหร่แล้วก็ดูองค์ประชุมกึ่งหนึ่งขององค์ประกอบ ไม่ใช่บอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนไม่เกิน 35 คนเท่ากับไม่มีองค์ประชุม ผมฟังไม่ได้ ไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับทั้งปวง"

"และนี่ผมจึงพูดว่าทำไมต่อไปมันสอนกฎหมายลำบาก ท่านบอกว่าให้ไปอ่านกฎหมายให้ดีๆ แล้วจะได้สอนถูก ยิ่งอ่านยิ่งดีเลยครับ ผมบอกท่านได้เลยว่า ถ้าต่อไปใช้อันนี้รับรองผมจะสอน ผมคงจะบอกว่ากฎหมายจริงๆ เป็นยังไง แล้วมันมีพระราชกฤษฎีกาอันหนึ่งเป็นอย่างนี้ อย่าไปเอาเป็นหลัก อย่าเอาเป็นฐานให้กับบ้านกับเมือง ก็ต้องสอนอย่างนี้ครับ ก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปศาลจะยอมรับไหม เขาก็วิจารณ์กันทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วก็ต้องที่มาที่ไปมันเกิดขึ้นมายังไง ในสมัยไหน เหมือนที่ผมสอนมาตรา 262 ในรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ปฏิรูประบบราชการ ยกตัวอย่างกันไปจนชั่วลูกชั่วหลานว่าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในบ้านเมือง เป็นเหตุการณ์ซึ่งลูกศิษย์อย่าทำในอนาคต ต้องบอก"

"ท่านอาจจะวิจารณ์ว่าผมผิดผมถูก เต็มที่ครับ แต่ผมเชื่อว่าผมทำถูก ก็คงต้องสอนอย่างนี้ ผมอ่านกฎหมายละเอียดและคิดว่าผมก็ดูพอสมควรเวลาที่จะสอนหนังสือนักศึกษา ค้นคว้าพอสมควร แต่ผมก็คงต้องวิจารณ์ ใช้สิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ว่าอะไรคือหลัก หลักอยู่ตรงไหน และอันนี้มันเพี้ยนไปจากหลักยังไง แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง"

"1 ใน 3 นี่ ผมคิดว่าถ้าผ่านไปก็คงเป็นหลักเป็นฐานให้กับบ้านเมืองไม่ได้ มันจะมีปัญหาตอนที่มาประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งนั่นแหละครับ ก็อาจจะมีคนหยิบมาใช้ แต่เขายืนยันว่าไม่มีหรอก ผมก็เลยแปลกใจว่า -เออ แล้วทำไมไม่เขียนเข้าไปว่าให้เกินกึ่งหนึ่งเสีย จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน แล้วคุณก็ตัดวรรค 2 ออกไปเสีย จบ ก็จะมีแบบแผนที่ดี"

ที่พูดอย่างนี้แสดงว่าต่อไปอาจจะมีคนฟ้องร้องได้?

"ถ้ามติ ครม.ออกตามหลักเกณฑ์ตรงนี้ แล้วไปกระทบสิทธิบุคคล ก็มีสิทธิ์ฟ้องศาลปกครองได้ พอฟ้องศาล ประเด็นเบื้องต้นที่เขาจะหยิบขึ้นสู้คือ มติ ครม.อันนี้ออกมาโดยกระบวนการที่มิชอบ ครม.ก็บอกว่าออกมาตามมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกา คนเขาจะสู้ว่ามาตรา 8 พระราชกฤษฎีกานี้ขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปในระดับพระราชบัญญัติ หรือขัดกับจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ศาลจะไปวินิจฉัยว่ามตินั้นชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ศาลต้องวินิจฉัยเบื้องต้นก่อนว่าพระราชกฤษฎีกานี้ชอบด้วยกฎหมายตามหลักพระราชบัญญัติ หรือตามจารีตประเพณีรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตรงนั้นแหละที่ศาลจะมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบ นี่คือประเด็น ถ้าพระราชกฤษฎีกาอันนี้ใช้ไม่ได้ มตินั้นก็จะเสียไป นั่นคือเรื่องที่จะเกิดขึ้น"

"ท่านที่ใจร้อนอาจจะไปยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา แต่ผมคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องทำในตอนนี้ แต่ก็มีช่องอยู่ในตรงนั้น ปัญหาคือในทางการเมืองผมเรียกร้องให้วุฒิสภาตรวจสอบ ให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนเรียกร้องกันไปในสภาวการณ์อย่างนี้ ในทางปฏิบัติเราก็เห็น สภาฯ ถูกคุมอยู่แล้ว โดยรัฐบาล และก็ไม่เห็นมีใครออกมาให้ comment เรื่องนี้เลย ก็คงหวังอยาก ก็อาจจะหวังที่วุฒิ อาจจะถามว่าทำไมต้องทำกฎหมายแบบนี้มา ขัดกับจารีตธรรมเนียม อาจจะเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกถ้ามีผลบังคับแล้ว นั่นคือการตรวจสอบในทางการเมือง ในทางกฎหมายก็รอให้มันเป็นเรื่องขึ้นแล้ววันหนึ่งจะมีการฟ้อง"

มาตรา 7 ตีเช็คเปล่าอีกฉบับ

มาตรา 7 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ยังหมกเรื่องการมอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีไว้อีกด้วย โดยโยงกับมาตรา 4

"เรื่องที่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (1) (4) (7) (9) (10) หรือ (11) และเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองของคณะบุคคลตามมาตรา 5 แล้ว ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นภารกิจปกติหรือมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายเป็นการทั่วไปให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีอนุมัติ ให้ความเห็นชอบ หรือมีคำสั่งแทนคณะรัฐมนตรีก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้ถือว่าการอนุมัติความเห็นชอบหรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นมติของคณะรัฐมนตรี"

ตรงนี้ต้องอ่านเชื่อมโยงมาตรา 4 ซึ่งเขียนว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องต่อไปนี้

(1) เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือให้ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

(4) ร่างพระราชกฤษฎีกา

(7) เรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย

(9) เรื่องที่ขอทบทวนหรือยกเว้นการปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศตาม (6)

(10) ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นระเบียบปฏิบัติราชการทั่วไป หรือจะมีผลเป็นแนวบรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการ

(11) เรื่องที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินนอกเหนือจากที่ได้รับอนุมัติไว้แล้วตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

"ถ้าอ่านเชื่อมโยงกับมาตรา 4 ก็คือ เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่คณะรัฐมนตรีหรือให้ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี ถ้าเป็นภารกิจปกติหรือมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายให้นายกฯ หรือรองนายกฯ เป็นผู้อนุมัติให้ความเห็นชอบหรือมีคำสั่งแทนคณะรัฐมนตรีก็ได้ พูดง่ายๆ ก็คือมาตรา 4 (1) มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเขียนว่า เรื่องนี้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ครม. พอมาเข้าตามนี้ปุ๊บ ครม.อาจจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นภารกิจปกติหรือมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน-ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร เขาอาจจะบอกว่าเรื่องนี้มอบให้นายกฯ สั่งเลย แล้วเมื่อสั่งลงไปแล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งการของ ครม. นี่คือประเด็น"

"ความพยายามที่จะมอบอำนาจอย่างนี้มันปรากฏอยู่ลางๆ คงได้ยินร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งยังเงียบๆ อยู่ มีความพยายามแบบนี้ปรากฏอยู่ ผมเห็น trend ของมัน เขาพยายามที่เอาอำนาจที่เป็นของ ครม.ไปให้กับคนคนเดียว"

"ถามว่าทำได้ไหม เราเริ่มจากหลักก่อน หลักคือเรื่องอะไรก็ตามที่กฎหมายให้อำนาจกับองค์กรกลุ่ม หมายความว่าเรื่องนั้นเขาต้องการให้มีการประชุมปรึกษากัน พูดคุยกัน คุณจะประชุมหรือไม่ประชุมไม่รู้ แต่อย่างน้อยเรื่องต้องเข้าเป็นวาระ และคนที่มีส่วนร่วมต้องทราบว่าเป็นอะไร ประชุมกัน ถกเถียงกัน แล้วมีมติ เสียงข้างน้อยต้องเคารพข้างมาก การประชุมหลายครั้งผมก็แพ้มติของกรรมการ ผมก็พยายามแสดงความเห็นของผม ผมก็แพ้ แต่อย่างน้อยผมก็ได้แสดงความเห็นออกไป บางทีผมอาจจะชนะ บางทีอภิปรายแรกๆ ผมเป็นข้างน้อยอยู่ พูดไปพูดมากรรมการส่วนใหญ่อาจจะเห็นด้วยกับผม มีมติอย่างที่ผมเสนอก็ได้ นี่คือสภาพการทำงานองค์กรกลุ่ม มันเป็นการระดมความคิด แล้วรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งเรื่องกฎหมายกำหนดก็เป็นเรื่องสำคัญ"

"ปัญหาคือว่า เอ๊ะ แล้วถ้าเรื่องนั้นกฎหมายกำหนดให้เป็นเรื่องขององค์กรกลุ่ม แล้วองค์กรนั้นจะไปมอบอำนาจให้คนคนเดียวทำได้ไหม นี่คือปัญหา ซึ่งแทบจะไม่ได้พูดกันในระบบกฎหมายไทยเลยว่าทำได้หรือไม่ ถามว่าทำได้หรือไม่ได้ คุณต้องไปดูที่เหตุผลของมัน ผมเห็นว่ากรณีนี้ทำไม่ได้ ถ้าทำได้มันยุ่ง สมมติเรื่องกำหนดให้เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย สภาฯ บอกขี้เกียจประชุม เรื่องปกติเช่นประชุมอนุมัติปริญญาบัตรของนักศึกษา มอบอำนาจให้อธิการบดีคนเดียวเลย หรือรองอธิการคนใดคนหนึ่ง ผมถามว่าทำได้ไหมล่ะครับ มันเร็ว เป็นเรื่องปกติ แต่หลักทางกฎหมายคือทำไม่ได้ ถ้าทำได้คุณต้องไปเขียนกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ แปลว่าสภาฯ เขาเห็นว่าเรื่องนี้มอบอำนาจได้ ซึ่งเกิดสภาฯ เห็นอย่างนั้นเขาจะไม่เขียนกฎหมายตั้งแต่แรกให้เป็นอำนาจขององค์กรกลุ่ม เขาก็จะเขียนให้องค์กรเดี่ยวเป็นคนทำ คนเดียวตัดสินใจ"

"ธรรมชาติของเรื่องจึงชัดอยู่ในตัวว่าเมื่อไหร่ที่มีกฎหมายให้คนร่วมกันตัดสินใจคุณต้องมาประชุม ร่วมกันตัดสินใจ แล้วมีมติ ไม่ใช่เอาเรื่องที่บอกให้คุณทำ คุณขี้เกียจ คุณไม่อยากทำ คุณไปส่งให้คนคนเดียวทำ นี่คือประเด็น มันจึงขัดกับหลักที่ผมบอก และอันตราย"

"ที่ชัดที่สุดคือ 4 (1) เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ครม. ถ้ากฎหมายระดับพระราชบัญญัติบอกเรื่องนี้ ครม.ต้องตัดสินใจ คุณมีสิทธิออกพระราชกฤษฎีกาแล้วบอกว่า เออ อันนี้ไปมอบให้กับนายกฯ คนหนึ่ง อย่างนั้นหรือครับ คุณเคารพสภาบ้างไหมครับ ถึงสภาจะเป็นเสียงข้างมากของรัฐบาลก็ตาม มันก็เป็นคนละส่วนกัน คุณเคารพไหมล่ะครับ คุณออกกฎหมายมาอย่างนี้คุณไม่เห็นหัวสภาฯ คุณเปลี่ยนระบบ ผมพูดแรงๆ ก็คือคุณเปลี่ยนระบบการทำงานของ ครม.เป็นระบบนายกฯ หรือเป็นระบบกึ่งประธานาธิบดีไปแล้วหรือเปล่า ทิศทางไปทางนั้นแล้วไหม แล้วถามว่ามี ครม.ทำไม ให้มาช่วยกันตัดสินใจ นายกฯ พูดอะไรไม่ถูกคุณมีสิทธิ์อภิปรายค้านนายกฯ ไม่ใช่นายกฯ เป็นคนเป่านกหวีดนะ ปรี๊ดปี้ปรี๊ด รัฐมนตรีก็เต้นตามเสียงนกหวีดนายกฯ แล้วจะมีรัฐมนตรีไปทำไม"

เขาสร้างประเพณีนี้มาก่อนแล้ว อย่างที่อาจารย์นิธิประชดว่า ปกติก็สั่งคนเดียวอยู่แล้วไม่เข้าใจว่าต้องออกพระราชกฤษฎีกาทำไม

"ถูก แต่ในทางหลักการเราต้องค้าน ถึงเรารู้สึกว่ามันเหนื่อยยาก มันจะไม่มีผล เราก็ต้องค้าน ต้องบอก ประชาธิปไตยเป็นอย่างนี้ มันอยู่กันด้วยเหตุผล มาตรา 7 มันทำให้ ครม.เป็นคณะรัฐมนตรีที่เต้นตามเสียงนกหวีด นายกฯ เป่า ครม.ก็ทำอย่างนั้น แล้วรัฐมนตรีมีความหมายอะไร ผมแปลกใจว่าเรื่องนี้ผ่านคณะรัฐมนตรีมาได้อย่างไร โอเคมันก็สะท้อนอะไรบางอย่าง ผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีบางท่านอาจจะไม่ได้เข้าประชุม บางท่านอาจจะไม่พูด ผมก็พูดแทนให้ (หัวเราะ)"

ในทางการเมืองคือเขาเสนอพระราชกฤษฎีกานี้ตอนที่กำลังรักษาการ ใครค้านก็กลัวไม่ได้เป็น อาจารย์วรเจตน์บอกว่าอาจเป็นไปได้ แต่เขาไม่ขอตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ เพราะเลยกรอบวิชาการ เป็นเรื่องทางการเมืองไม่ใช่เรื่องกฎหมาย

ถามว่าเรื่องที่เป็นภารกิจปกติคืออะไร

"ผมนึกไม่ออก ต้องไปถามคนที่เขียนว่าเขามุ่งหมายถึงอะไร ผมคิดว่าพอเกิดเรื่องมาเขาอาจจะอ้างว่าเป็นเรื่องปกติ มันก็ปกติหมดแหละครับ ก็เพราะอำนาจที่อยู่ในกฎหมายมันก็มีอยู่แล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าหมายถึงอะไร ที่บอกได้คือว่ามีกฎหมายที่กำหนดว่าเรื่องนี้ต้องให้ ครม.มีมติ แต่พระราชกฤษฎีกาให้ ครม.มีมติมอบหมายเป็นการทั่วไป ส่งอำนาจตามกฎหมายนั้นไปที่นายกฯ ไม่ใช่อยู่ที่ ครม. มันก็คือไปเปลี่ยนตัวกฎหมายนั่นแหละ ให้พระราชกฤษฎีกาตัวนี้ไปเปลี่ยนกฎหมาย"

ตรงนี้เขาบอกว่ามีแนวโน้มที่เห็นจากร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ยังไม่เปิดเผยออกมา แต่เท่าที่ทราบก็มีการกำหนดคล้ายกันว่า กรณี ครม.เห็นสมควร อาจมอบอำนาจเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้นายกฯ ก็ได้

"เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษก็จะมีเทรนด์ทำนองนี้ ผมกำลังชี้ให้เห็นว่ามันมีแนวโน้มของแนวความคิดในทางกฎหมายที่ดำรงอยู่ในรัฐบาลนี้ ว่าพยายามที่จะเอาอำนาจไปให้กับคนคนเดียว คือให้กับนายกฯ นั่นแหละ สลายอำนาจขององค์กรกลุ่ม ซึ่งแน่นอนตอนนี้อย่าง อ.นิธิว่า ในทางปฏิบัติมันก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว แต่ว่าอย่าให้มันสะดวกนัก เราต้องค้าน อย่าให้ทำอะไรกับบ้านกับเมืองโดยสะดวกโยธินนัก ถึงเรารู้ว่าพอประชุมแล้วถึงเราค้านไม่ได้ แต่ให้มีการประชุมหน่อย"

"กฎหมายฉบับนี้ต้องใช้จินตนาการเยอะเลย จินตนาการของผมคือเขาพยายามสร้างจินตภาพทางกฎหมาย จะเห็นว่าคำว่าให้ถือว่ามีเยอะมาก ในมาตรา 7 บอกว่าให้ถือว่าการอนุมัติความเห็นชอบหรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นมติของรัฐมนตรี คุณใช้อำนาจพิเศษทางกฎหมาย เอากฎหมายดลบันดาล ผมเรียกว่าเป็นการเนรมิตทางกฎหมาย"

"เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นผมไม่ได้ระแวงหรอกผมระวัง บ้านเมืองเป็นของส่วนร่วม ไม่ใช่ของใครส่วนตัวที่จะเอาไปทำอะไรก็ได้ มันเป็นชะตากรรมร่วมกันของประเทศ จึงต้องบอกจึงต้องพูดจึงต้องติ แล้วผมมีอำนาจไหม ผมไม่มี ผมก็มีแต่ความเห็น มีแต่หลักวิชาการที่เสนอออกไป ให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นยังไง ก็ทำได้เท่านี้ ถามว่าแล้วผมอยากเห็นอะไร ผมว่ารัฐบาลควรจะทบทวน มาตรา 7 กับมาตรา 8 อย่าทิ้งเชื้อเอาไว้ในกฎหมายเลย จะเรียกว่าผมขอร้องก็ได้ ผมวิงวอนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ เรื่องนี้ผมจำเป็นต้องขอร้องโดยตรง ซึ่งผมไม่รู้ว่าท่านฟังหรือไม่ฟัง แต่ว่าวันเลือกตั้งผมดูทีวีอยู่ท่านก็บอกว่าท่านจะฟัง ท่านจะฟังท่านต้องฟังเรื่องนี้หน่อย ผมอยากจะให้ทบทวน อยากจะให้เลิกเสีย ปรับเปลี่ยนเสีย มาตรา 7 กับ 8 ผมขอเถอะเรื่องการประชุม ครม. ผมขอให้ท่านทำอะไรที่เป็นแบบแผนที่ดีให้กับบ้านเมือง มันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อไปให้กับคนรุ่นหลังๆ อย่าคิดแต่เพียงความสะดวกชั่วคราวในเชิงการใช้อำนาจ ผมพูดด้วยความเคารพด้วยความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ท่านควรจะทำ"

จริยธรรมนักกฎหมาย

"ผมไม่ค่อยสบายใจอย่างหนึ่ง คนที่ทำกฎหมายหรือคนที่ใช้อำนาจบางคน จะบอกว่ามันมีองค์กรอยู่ข้างหลัง มีศาลอยู่ มีองค์กรตรวจสอบอยู่ คุณไม่ต้องกังวลหรอก ระบบเรามีการตรวจสอบแน่นหนา ไม่ต้องมาระแวง วันหนึ่งทำไม่ถูกก็มีศาลมาตรวจสอบ มันคล้ายกับว่าเจ้าหน้าที่ออกคำสั่ง สั่งการกระทบสิทธิบุคคล แล้วเจ้าหน้าที่บอก-ผมก็สั่งไปกระทบสิทธิคุณ ไม่เป็นไรหรอก คุณไม่พอใจก็ไปฟ้องศาลเอาสิ หรือตำรวจจับคนมาแล้วบอกผมจับมาตามอำนาจ คุณไม่พอใจก็ไปฟ้องศาลเอา ถามว่าเราจะอยู่กันอย่างนี้เหรอ เราจะอ้าง logic แบบนี้อยู่ในสังคมเราหรือครับ เราอ้างกันมาอย่างนี้พร่ำเพรื่อเกินไป ถ้ามันมีประเด็นที่คนเขาโต้แย้งมาแล้ว ทำไมไม่เอากลับมาดู เอากลับมาคิด แล้วแก้เสีย จะรอให้มันมีเรื่องมีองค์กรมาตรวจสอบ ทำไมเป็นอย่างนั้น อ้างอย่างนั้นไม่ผิดหรอกครับ มันอ้างได้ แต่ถ้ามีข้อกังวลแบบนี้ เหมือนสภามหาวิทยาลัยจะออกข้อบังคับเกี่ยวกับระเบียบการรับคนเข้าศึกษาต่อ มีคนติงว่าระเบียบแบบนี้มันจะมีปัญหา อาจจะขัดกับหลักความเสมอภาค อีกคนบอกว่าออกไปสิไม่เป็นไร ใครไม่เห็นด้วยไปฟ้องศาลปกครองเอา คนก็เดือดร้อนไปก่อนแล้วไปฟ้อง ถามว่าเราจะอยู่กันอย่างนั้นเหรอครับ ทำไมไม่คิดกันว่า เออ ในเมื่อมันเป็นปัญหาเราก็ทำเสียไม่ให้มันมีปัญหา ก็ไม่ต้องมีเรื่องไปรกโรงรกศาล"

วรเจตน์ บอกว่าถึงรัฐบาลนี้อาจจะยังไม่กล้าใช้อำนาจตามพระราชกฤษฎีกานี้ แต่อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็น

"ในอีก 2 ปีข้างหน้า 6 เดือนข้างหน้า เกิดอะไรขึ้นกับบ้านกับเมืองเราไม่รู้ เมื่อถึงเวลารัฐบาลอาจจะบอกว่าใช้ช่องทางนี้แก้ปัญหาเลย คนส่วนใหญ่บอกเฮ้ยมันใช้ได้ยังไง มันไม่เป็นเหตุเลย รัฐบาลบอกเป็นเหตุ เมื่อก่อนเรายังเถียงกันได้ว่ารัฐบาลทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ต่อไปพอเถียงกันน้ำหนักจะลดลงแล้ว เพราะรัฐบาลบอกว่าก็มีพระราชกฤษฎีกานี่ไง"

"ผมจึงบอกว่ามันมีผลในการสร้างความชอบธรรมของการใช้อำนาจ นี่คือประเด็นที่ต้องชี้ให้เห็น คือถ้ามันไม่เกิดก็ไม่เป็นไร หลายคนบอกว่า โอ๊ยมาค้านกัน กฎหมายปฏิรูประบบราชการ ผมค้านเรื่องกระบวนการตัดสิทธิ์ฝ่ายค้านส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผมบอกว่านั่นเป็นเรื่องหลักการ เขาว่าไม่เห็นบ้านเมืองเป็นอะไรเลย มันก็อยู่ของมันไป"

"ผมจำได้ตอนกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ มีคดีท่านนายกฯ ทักษิณ ผมพูดในรายการยูบีซี ผมบอกว่าคดีซุกหุ้นมันไม่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศลงไปในวันนี้หรอก เรื่องในทางกฎหมายที่หลักมันผิดมันเพี้ยนไป มันไม่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศไปหรอก แต่มันจะค่อยๆ กัดเซาะกัดกร่อนไป รากฐานการปกครองโดยเอากฎหมายเป็นกติกาของสังคม มันจะไม่หยั่งลึกลงไป มันจะอ่อนแอ ถ้าเป็นต้นไม้ก็คือมันจะไม่แข็งแรง มันมีโรคมันถูกชอนไชตลอด มันอาจจะไม่ตายแต่มันไม่โตไม่งอกงาม ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แทนที่ไม่โตไม่งอกงาม มันจะตายด้วย ผมบอกว่าไม่ต้องตกใจหรอกที่ผมออกมาพูดอย่างนี้ บ้านเมืองไม่พังไปในวันสองวัน แต่ผมเตือนเอาไว้ว่ามันทำให้การปกครองโดยนิติรัฐของเราหยั่งลึกลงไปไม่ได้ อันนี้ก็คล้ายกันครับ ที่ออกมาวันนี้ถามว่ามันจะพังพินาศไปไหม ไม่พังหรอก รัฐบาลก็คงทำงานต่อไป เพียงแต่ว่าในแง่หลักกฎหมายมันผิดมันเพี้ยนจากสิ่งที่มันควรจะเป็น แน่นอนเอาตามสายตาของท่านผู้ทำท่านบอกนี่คือหลัก มันแปลว่าหลักคนท่านกับหลักของผมมันอาจจะคนละหลัก ก็ต้องมาเถียงกันว่าหลักของใครมันถูก"

เราตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนี้สร้างกระแสความนิยมโดยอ้างว่านี่คือการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สไตล์การทำงานแบบบริษัท ที่มอบอำนาจให้กรรมการ 2 คนลงชื่อผูกพันได้หมด

"Trend เป็นอย่างนี้ตลอด ผมเรียนว่าประสิทธิภาพนี่อ้างได้ และผมก็คิดว่าทุกคนต้องการประสิทธิภาพ กฎหมายที่ไม่เอื้อกับประสิทธิภาพผมสนับสนุนให้รัฐบาลไปชำระเถอะ ซึ่งมันมีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่อย่าให้มัน extreme ครับ คือบ้านเมืองที่ปกครองกันมามีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ของเราไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด จารีตที่เราทำมา อันที่ดีก็รับมาแล้วก็ทำให้ดีงามต่อไป อะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปเอา เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายต้องมีการประเมินค่าทางจริยธรรมด้วยส่วนหนึ่ง ไม่ใช่คิดจะเขียนอะไรก็เขียน แน่นอนวันนี้เป็นปัญหาทางนิติปรัชญา ที่บอกหลักคิดจะเขียนยังไงก็เขียนได้ คุณเขียนอะไรให้เป็นมันก็เป็นหมด ในแนวคิดนิติปรัชญาคิดอย่างนั้นแต่ผมไม่ได้นับถือแนวคิดแบบนั้น ผมคิดว่าการเขียนกฎหมายต้องมีการประเมินคุณค่าทางจริยธรรมบางอย่างซึ่งคนทำต้องมีหลักแล้วเขียน มันคือการอยู่ร่วมกันของมนุษย์โดยปกติสุข"

4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล สังเกตได้ว่ามีการสร้างกระแส "เพื่อประสิทธิภาพ" ซึ่งได้คะแนนนิยมจากประชาชน แต่ก็กัดกร่อนระบบกฎหมายอย่างรุนแรง หรือที่เขาเรียกว่าสร้างบาดแผล

"นี่คือเรื่องที่ผมเป็นห่วง ผมดูวิวัฒนาการในเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจมาเป็นลำดับ หลายๆ เรื่องที่เราออกไปติงไปค้าน ผมเคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งลงหนังสือรู้ทันทักษิณ 2 ประเด็นไม่ใช่ตำหนินายกฯ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างรัฐธรรมนูญ มีส่วนหนึ่งพูดถึงเรื่องการปรับใช้กฎหมายเท่าที่ปรากฏในรัฐบาลที่ผ่านมา มองด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ ถามว่าต่อไปมันจะเป็นยังไง ผมคิดว่าทางออกสำคัญอันหนึ่งคือ มันเป็นเรื่องโครงสร้างระบบ มาจากตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งตอนนั้นออกแบบไปออกแบบมาก็มาเป็นรูปแบบนี้ ซึ่งผมว่าคนทำเขาก็คงไม่คิดหรอกว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ เราสร้างความเข้มแข็งใฟ้นายกรัฐมนตรีจนเรียกว่ารับผิดชอบน้อยมากต่อสภา ผมมองว่าปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างความเข้มแข็งให้นายกรัฐมนตรีพอแล้ว ไม่ต้องเอามากไปกว่านี้แล้ว คุณอย่ามีอำนาจมากไปกว่านี้เลย อำนาจทำให้คนเสียนะ และบางครั้งการที่มีอำนาจมากๆ ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ ปัญหาของสังคมมีหลายมิติ มันซับซ้อนกว่าการบริหารกิจการ บ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ อำนาจที่คุณมีคุณเอาไปเรื่อยๆ ถามว่าแน่ใจเหรอว่าคุณใช้อำนาจนั้นแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ การแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ขึ้นกับอำนาจอย่างเดียว มันมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เท่าที่ผ่านมาปัญหาหลายอย่างรัฐบาลก็แก้ไม่ได้แม้จะมีอำนาจมาก ถ้าเอาอำนาจไปอีกคุณก็ยังแก้ไม่ได้หรอกครับ"

"ถามว่าจะยังไงต่อ มองภาพอนาคตยังไง ผมวิตก วันนี้คนส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับรัฐบาล อะไรที่มันเป็นเรื่องหลักการ เรื่องนามธรรมมันไกลตัวคน แต่ว่าเรื่องหลักการจริงๆ มันจะกระทบไปทีละเล็กทีละน้อยโดยลำดับโดยที่เราไม่รู้สึก รู้สึกอีกทีบางทีมันอาจจะช้าไปแล้ว มันไม่เหลืออะไรที่เป็นอำนาจที่เราจะใช้ตรวจสอบได้อีกแล้ว ผมจึงเรียกร้องว่าจะต้องมีการปรับแก้โครงสร้างรัฐธรรมนูญ ถ้าการใช้อำนาจเป็นอย่างนี้อยู่ กติกาต้องทำใหม่ ในอดีตก่อนปี 2540 เราเผชิญกับปัญหาอย่างหนึ่ง เผด็จการทหาร ปฏิวัติ แต่หลังจากประเทศไทยมีรัฐบาลชุดที่แล้ว ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาใหม่ โครงสร้างรัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับกับปัญหาแบบนี้ ถ้าไม่มีการปรับกติกามันก็จะยิ่งไปเรื่อยๆ แต่น่าเสียดายที่คนปรับคือคนที่เขามีอำนาจอยู่ตอนนี้ ซึ่งยากมาก ต้องอาศัยการวิงวอนภาวนา ไม่สามารถอาศัยการเรียกร้องหรือบังคับให้เขาปรับกติกาได้"

"แน่นอนว่าวันนี้เราไปได้ แต่วันหนึ่งระบบอย่างนี้มันอาจจะไปไม่ได้เสมอ เป็นจุดซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะหันมาเห็นด้วยกับฝ่ายข้างน้อยวันนี้ แล้วเมื่อวันนั้นอำนาจอยู่กับอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในวันนั้นเป็นข้างน้อยไปแล้วล่ะ น่าวิตก วันนี้มันยังไม่เป็นอะไร มันก็อยู่กันไป อย่างผมเป็นฝ่ายข้างน้อยอยู่เนืองๆ ผมก็รับสภาพไป อย่างเรื่องนี้อีกไม่กี่วันมันก็สลายไปกับสายลม ไม่มีใครพูดถึง แต่หลักกฎหมายมันได้ถูกกัดเซาะ ผมถึงบอกว่ามันมีบาดแผลเพิ่มขึ้นอีกบาดแผลหนึ่ง ทิ้งริ้วรอยความบอบช้ำให้กับกฎหมายไทย จนถึงวันหนึ่ง เมื่อสภาพเสียงมันเปลี่ยนและอำนาจอยู่ในมือฝ่ายข้างน้อย มันมีแรงกดดันแบบนั้นแล้วยังไม่ทำอะไรอีก มันอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกระบบกฎหมายเข้ามา ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมาย ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในระบบโดยสันติ"

"มาตรา 8 วรรค 2 เขียนไว้ทำไม เผื่อปฏิวัติหรือเปล่าเพราะยกเรื่องเมษาฮาวาย จะได้สร้างฐานตรงนั้นเอาไว้หรือเปล่า เพราะผมไม่เห็นว่าจะจำเป็นจะต้องใช้ยังไง ถึงตอนนั้นไม่จำเป็นต้องใช้มติ ครม.ด้วยซ้ำ ไม่จำเป็นต้องมาเตรียมสร้างฐานความชอบธรรมเอาไว้"

นักกฎหมายบริกรของรัฐบาลนี้อ้างว่าเอากฎหมายมารับใช้การบริหาร

"รับใช้ได้แต่ต้องมีหลักอยู่ ถ้าอย่างนั้นคุณก็เลิกกฎหมาย อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกเศร้าใจคือยังอ้างกฎหมายอยู่ แต่เอาหลักกฎหมายไปใช้ในลักษณะที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้ อันนี้พูดทางหลักการนะไม่เกี่ยวเรื่องบุคคลอะไรทั้งสิ้น เพราะในวงการนี้ผมก็ยังต้องเจอกับท่านบวรศักดิ์ ท่านรองนายกฯ วิษณุต่อไปอีก รัฐมนตรีพงศ์เทพ ก็เป็นคนที่ผมเคารพนับถือ แต่นี่เราพูดในหลักไม่ใช่เป็นการปะทะกันในทางส่วนตัว"




[BACK] [HOME]