ทีถอยของคุณทักษิณ

(นิธิ เอียวศรีวงศ์ นสพ.มติชน จันทร์ 7 มี.ค. 48 หน้า 6)

ใครก็ตามที่คิดดึงคุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ - ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ ชินวัตร เอง หรือที่ปรึกษา - ต้องนับว่าเป็นคนฉลาดมาก

นอกจากคุณอานันท์ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้งแล้ว ท่านประคองตัวไม่ให้กลายเป็น "คู่กัด" ทางการเมืองกับนายกฯคนไหนตลอดมา รวมทั้งคุณทักษิณเองด้วย ฉะนั้นการเชิญคุณอานันท์เป็นประธาน จึงไม่ใช่ท่าทียอมจำนนต่อฝ่ายปรปักษ์ ในขณะเดียวกัน เพราะเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง คุณอานันท์ในฐานะนักการทูตผู้ช่ำชอง ย่อมใช้โอกาสนี้ไปในทางที่ปัญหาบ้านเมืองจะได้รับการแก้ไข มากกว่าการตำหนิติเตียน

คำสัมภาษณ์ของคุณอานันท์หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเดินลงมาจากพูดคุยกับคุณทักษิณก็คือ รัฐบาลคิดอะไรไม่ต่างกัน นี่เป็นตัวอย่างของฝีมือนักการทูตระดับโลก เพราะคำพูดเช่นนี้เปิดช่องให้รัฐบาลรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการได้อย่างไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปิดช่องที่คณะกรรมการซึ่งมีคุณอานันท์เป็นประธานจะเสนออะไรได้อย่างตรงไปตรงมา

ใครๆ ก็รู้ว่า นี่เป็น "ทีถอย" ของคุณทักษิณ คุณอานันท์จึงเปิดพื้นที่ให้ถอยได้ตามสะดวก ในขณะที่รักษาพื้นที่อิสระเสรีของคณะกรรมการเอาไว้อย่างเต็มที่เหมือนกัน

แม้จะมีคนที่มีเกียรติภูมิเป็นที่ยอมรับของสังคมเท่ากับคุณอานันท์ แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าจะมีใครมาแทนที่คุณอานันท์ได้ดีแก่รัฐบาลเองไปกว่าคุณอานันท์ คนที่เลือกคุณอานันท์มาเป็นประธานจึงถือว่าฉลาดมาก

ถึงแม้คุณอานันท์จะเปิดพื้นที่ถอยให้แก่รัฐบาลคุณทักษิณได้อย่างเต็มที่ คำถามที่น่าสนใจก็คือรัฐบาลจะสามารถถอยไปได้แค่ไหน ไม่ใช่ถอยแต่เพียงท่าที คือเลิกนโยบายเลือกปฏิบัติต่อพื้นที่เพื่อกดดันประชาชนให้ร่วมมือกับรัฐเท่านั้น แต่ถอยทั้งกระบวน เพื่อทบทวนนโยบายที่มีต่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้อย่างถึงรากถึงโคน

ความคิดเรื่องคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาตินั้น นักวิชาการที่ได้เข้าพบคุณทักษิณได้เสนอมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ผลในทางปฏิบัติก็คือการพับนกกว่า 60 ล้านตัว เพื่อไปโปรยในเขตสามจังหวัด ในขณะที่แนวทางจัดการกับความไม่สงบของรัฐบาลก็ยังจำกัดอยู่ที่ปฏิบัติการทางทหารเหมือนเดิม หลังจากโปรยนกกระดาษแล้ว มีกำลังทหารถูกส่งเข้าไปเพิ่มขึ้นอีกหลายกองพัน จนถึงที่สุดฟื้นกองพลที่ 15 เข้าไปตั้งปฏิบัติการทั้งกองพล

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติการทางทหารไม่มีความจำเป็น มีอย่างแน่นอน แต่ต้องกระทำบนพื้นฐานของนโยบายด้านอื่นที่สำคัญกว่าอีกหลายอย่าง ซึ่งรัฐบาลไม่ใส่ใจเลย ทำให้นโยบายของรัฐบาลในภาคใต้ไม่เหลืออะไรมากไปกว่าใช้กำลังเข้าปราบปรามเป็นหลัก

อันที่จริงคุณทักษิณต้องใช้ "ทีถอย" กับกรณีสามจังหวัดภาคใต้มาหลายครั้งหลายหนแล้ว นับตั้งแต่กรณีปล้นปืนกองพันพัฒนา คุณทักษิณก็ประเมินว่าเป็นโจรกระจอก กรณีกรือเซะเป็นวัยรุ่นที่ถูกมอมยา สถานการณ์ทั้งหมดถูกประเมินว่าเกิดขึ้นจากกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งหมายถึงตั้งแต่นักการเมืองระดับชาติ, ท้องถิ่น, ผู้ค้ายาเสพติด, ผู้ค้าของเถื่อน ฯลฯ ครั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูไม่สอดคล้องกับการประเมินนี้ ก็กลายเป็นเรื่องของความยากจน, การเผยแพร่คติสายรุนแรงของอิสลาม, ไปจนถึงระบบการศึกษา

ถ้ามองย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมา จะสรุปว่าเอาเข้าจริงคุณทักษิณไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในภาคใต้ก็ได้ มีแต่มาตรการนานาชนิดสำหรับใช้ในการรักษาความสงบ โดยไม่รู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สงบ

ด้วยเหตุดังนั้น "ทีถอย" จึงเป็นเรื่องปกติ จากอันโน้นสู่อันนี้ สะเปะสะปะไปตามเรื่อง สลับกับผรุสวาทแก่ผู้ที่คัดค้านนโยบายของคุณทักษิณ เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ก็กล่าวหาว่านักวิชาการและผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านไม่รู้ข้อมูลจริง เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ถึงกับท้าทายให้ลงไปอยู่ในพื้นที่จะทำประกันชีวิตให้ เป็นต้น

เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสามารถทางการเมืองของคุณทักษิณนั้นมีล้นเหลือ เพราะในท่ามกลางความสะเปะสะปะนี้ คุณทักษิณยังสามารถรักษาความไว้วางใจของประชาชนเอาไว้ได้ หากเป็นหัวหน้ารัฐบาลอื่นที่ไม่มีความสามารถทางการเมืองระดับนี้ คงพังไปนานแล้ว

ฉะนั้นจึงทำให้ไม่แน่ใจว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ซึ่งจะมีในอนาคต จะมีผลให้ได้ทบทวนแนวคิดและนโยบายกันทั้งกระบวนหรือไม่ หรือเป็นเพียงอีก "ทีถอย" หนึ่งเท่านั้น

เหตุใดคุณทักษิณซึ่งประเมินสถานการณ์และวางนโยบายผิดพลาด จนต้องใช้ "ทีถอย" มาหลายครั้งหลายหนเช่นนี้ จึงยังเชื่อมั่นในการข่าวของตัวเอง ขนาดที่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ย้ำว่าไม่มีใครรู้ข้อมูลลึกเท่าตัว (แล้วต่อมากลับต้องใช้ "ทีถอย" อย่างที่ทำอยู่เวลานี้)

โดยปกติ สิ่งแรกที่ผู้นำซึ่งพลาดได้ขนาดนี้จะต้องทำ คือหันกลับไปดูระบบการข่าวของตัวใหม่ เช่นเมื่อตอนที่ประเมินว่าการปล้นปืนเป็นเพียงโจรกระจอก คุณทักษิณน่าจะหันกลับไปทบทวนว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากใครบ้าง ที่ทำให้ตัวมองภาพผิดไปได้ไกลถึงแค่นั้น ความผิดพลาดในการข่าวเหล่านี้ มาจากระบบหรือมาจากตัวบุคคล

แต่ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินว่าคุณทักษิณได้ทำอะไรกับระบบการข่าวของตัว กลุ่มที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากคุณทักษิณก็ยังได้รับความเชื่อถือต่อไปเหมือนเดิม ระบบการข่าวที่ขาดการกลั่นกรองจากแหล่งข่าวให้หลากหลายมากขึ้น ก็ยังขาดอยู่เหมือนเดิม

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? หากมองในแง่ดี อาจอธิบายได้ว่ามีปัจจัยทางการเมืองเป็นตัวกำหนด

เมื่อคุณทักษิณเริ่มเป็นนายกฯเมื่อสี่ปีที่แล้ว ถึงแม้คุณทักษิณตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างท่วมท้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณทักษิณตกอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่น่า "วางใจ" มากนัก ได้แก่ก๊วนการเมืองต่างๆ ซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่า ไม่เคยมีความภักดีถาวรให้แก่ใครหรืออะไร, ระบบราชการซึ่งอยากรักษาส่วนแบ่งของอำนาจตัวเอาไว้, กลุ่มทุนซึ่งไม่ได้สนับสนุนคุณทักษิณมาก่อน, คนชั้นกลางซึ่งยังมีท่าทีกำกวมกับรัฐบาลใหม่, แม้แต่ประชาชนระดับรากหญ้าซึ่งเป็นฐานทางการเมืองของนักการเมืองผู้อุปถัมภ์ ฯลฯ

คุณทักษิณยังเป็น "ตัวตลก" อยู่ในหลายวงการ เช่นสื่อต่างประเทศ อยู่หลายปี

ในสภาพเช่นนั้น คุณทักษิณจึงต้องเกาะติดอยู่กับกลุ่มคนที่คุณทักษิณ "วางใจ" ได้ ไม่ว่าจะในวงการเมือง, การทหาร, ตำรวจ, หรือระบบราชการ และกลุ่มทุน มีเหตุผลที่คุณทักษิณจะต้องระแวงการข่าวที่ไม่ได้มาจากสายที่ตัว "วางใจ" ในขณะที่ต้องผลักดันให้กลุ่มที่ตัว "วางใจ" เข้าไปทำการข่าวป้อนให้แก่ตนเอง

การปรับเปลี่ยนระบบการข่าว ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนตัวบุคคล หรือเปลี่ยนระบบ จึงทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะเท่ากับคุณทักษิณต้องอาศัยการข่าวจากกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในสาย "วางใจ" ได้มากขึ้น

นี่เป็นเหตุให้คุณทักษิณไม่มีทางเลือกในแง่การข่าวมากนัก และต้องเกาะติดอยู่กับสายข่าวที่ตัว "วางใจ" อย่างยากจะถอนตัวขึ้นได้ ยิ่งเกาะติดมากก็ยิ่งเข้าใจผิดว่าตัวได้ข้อมูลลึกที่สุด เพราะไม่มีหูไว้ฟังอะไรที่แตกต่างเสียแล้ว และยิ่งทำให้พลาดแล้วพลาดอีกตลอดมา

อย่างไรก็ตาม ได้แต่หวังในแง่ดีว่า ชัยชนะท่วมท้นที่คุณทักษิณได้มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะทำให้ปัจจัยทางการเมืองดังกล่าวหมดไป สภาพ "ตัวตลก" ของคุณทักษิณนั้นหมดไปโดยสิ้นเชิงแล้ว(แม้ในความเป็นจริงยังอาจ "ตลก" อยู่ก็ตาม) คุณทักษิณสามารถขยายฐานความ "วางใจ" ไปได้กว้างขวาง... กว้างขวางชนิดที่แทบไม่ต้องมีเส้นกีดขวางอันใดเลย... หากคุณทักษิณน้อมรับข้อมูลและความเห็นให้กว้างขวางขึ้น ก็จะมองเห็นความสลับซับซ้อนของปัญหาความไม่สงบในภาคใต้อีกหลายมิติมากกว่าการใช้กำลังเข้าปราบปรามคนร้ายเพียงอย่างเดียว ถึงตอนนั้นคุณทักษิณก็จะวางนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่เฉพาะแต่เพียงปัญหาภาคใต้ แต่รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่คุณทักษิณเผชิญอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, การขจัดความยากจน, การปฏิรูปการศึกษา, ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้หากมาจากฐานข้อมูลและมุมมองที่กว้างขวาง คุณทักษิณก็อาจวางนโยบายที่ดีเพื่อแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องเกาะอยู่กับมิติ "ประชานิยม" อยู่เพียงด้านเดียว

การที่คุณทักษิณ เชิญคุณอานันท์ มาเป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า ด้วยฐานความนิยมทางการเมืองที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชน แม้แต่คุณอานันท์ยังได้รับความ "วางใจ" จากคุณทักษิณ ไม่ได้เป็นแต่เครื่องมือสำหรับ "ทีถอย" ทางการเมืองเท่านั้น




[BACK] [HOME]