ดุลบัญชีเดินสะพัดและดอกเบี้ย

(ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์จานร้อน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ จันทร์ 7 มี.ค. 48 หน้า 14)

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจ คือ เรื่องของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เกือบ 1 พันล้านเหรียญในเดือนมกราคม และการปรับดอกเบี้ยขึ้นจาก 2.0% เป็น 2.25% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ข่าวทั้งสองนั้น ถูกนำมาเชื่อมโยงว่าเป็นเหตุทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวกว่า 2% และต่างชาติ ซึ่งซื้อหุ้นสุทธิมาต่อเนื่องจากเดือนกันยายน 2004 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2005 มากถึง 140,000 ล้านบาท ต้องกลับมาเริ่มขายหุ้นออกไปในเดือนมีนาคม

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน่ากลัวหรือไม่อย่างไร ผมมีความเห็นว่า ประเทศไทยสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้โดยต่อเนื่องประมาณ 2% ของจีดีพี โดยไม่เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้จะต้องขาดดุลอย่างมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

หมายความว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งก็คือ การลงทุนมากกว่าเงินออมที่มีอยู่ในประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเริ่มกู้เงิน และเป็นหนี้ต่างประเทศมากขึ้น การเป็นหนี้ในระดับที่เหมาะสมนั้น ไม่เสียหายอะไร ยกตัวอย่างหลายๆ ครอบครัวที่กู้เงินมาซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยหรือผ่อนรถยนต์ ซึ่งทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย

ประเด็นหลัก คือ การกู้ยืมที่ระมัดระวังและนำเงินกู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรายได้ที่เพียงพอกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและใช้คืนทั้งยอดหนี้และดอกเบี้ย ตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยมีโครงการต่างๆ ที่น่าลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนจริง 15% ต่อปี ก็สมควรจะกู้เงินมาลงทุน เพราะปัจจุบันเงินกู้นั้นต้องจ่ายดอกเบี้ยเพียง 5-7% ต่อปี

จะเห็นได้ว่า ความเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งต้องเป็นผลตอบแทนจริง หมายความว่า ไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูงถึง 15% นั้น เป็นผลมาจากการอุดหนุนของรัฐบาล (เช่นรัฐบาลนำงบประมาณมาช่วยลดต้นทุน) หรือเป็นผลมาจากการอาศัยการผูกขาดไม่ให้รายอื่นๆ มาแข่งขัน หรือมีผลข้างเคียงทางสังคม (เช่นก่อให้เกิดมลภาวะ) ทำให้ผลตอบแทนทางสังคมต่ำแต่ผลตอบแทนของเอกชนสูง

นอกจากนั้น ก็ยังมีความเสี่ยงในเชิงของดอกเบี้ยในอนาคตที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรคาดการณ์เผื่อเอาไว้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวนั้น น่าจะอยู่ที่ 8-9% ไม่ต่ำที่ 5-7% เช่นปัจจุบัน

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น ที่หมายความว่า เราจะต้องพึ่งเม็ดเงินจากต่างประเทศ เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คือ การที่ประเทศไทยซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากกว่าขายสินค้าและบริการให้กับชาวต่างประเทศเงินทุนที่ต้องไหลเข้ามานั้น อาจเป็นในรูปของการกู้ยืมโดยเอกชนหรือรัฐบาลไทย การที่ต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนโดยตรงในการก่อสร้างโรงงานและเข้ามาทำธุรกิจในไทย

จะเห็นได้ว่าการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศในรูปของเงินลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ในแง่ของผู้รับทุน มีข้อดี คือ อำนาจบริหารจัดการยังเป็นของเรา เพราะต่างชาติที่เข้ามาถือหุ้นเสียงข้างน้อยไม่ได้หวังจะมีอำนาจบริหารจัดการ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงในแง่ที่ว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถเข้าออกได้เร็ว

ดังนั้น แม้ว่าหลายรายจะเป็นนักลงทุนสถาบันที่ตั้งใจจะลงทุนในระยะยาว แต่เขาก็จะลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อให้มีสิทธิที่จะถอนทุนได้โดยรวดเร็ว หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในเชิงลบ

การลงทุนที่มีคุณภาพที่สุดนั้น คือ การลงทุนโดยตรง เช่นญี่ปุ่นเข้าตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย อันนี้มีผลให้เกิดการสร้างงานและรายได้ โดยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของกิจการ อาจจะให้คนไทยมีบทบาทในการบริหารในขอบเขตจำกัด แต่ก็จะเป็นการลงทุนระยะยาวจริงๆ การถอนทุนจะทำได้ยาก

ในส่วนของการกู้เงินจากต่างประเทศนั้น สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ จะต้องนำเงินไปลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนในรูปของเงินตราต่างประเทศด้วย เช่น หากเราสร้างระบบรถไฟฟ้าที่ต้องใช้อุปกรณ์นำเข้าหลายหมื่นล้านบาท และต้องกู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาซื้อ แต่ถ้าการสร้างรถไฟฟ้านั้น ไม่ได้ทำให้การใช้รถยนต์ลดน้อยลง คือเราไม่ได้ทั้งเพิ่มการส่งออกหรือลดการนำเข้าน้ำมัน เราก็อาจจะประสบปัญหาในการหาเงินตราต่างประเทศมาใช้หนี้คืน เป็นผลให้ค่าเงินบาทต้องอ่อนตัวลง เป็นต้น

ผมได้กล่าวตอนต้นว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 2% ของจีดีพี นั้น น่าจะไม่เป็นอันตราย เพราะหากการเป็นหนี้ต่างประเทศปีละ 2% ของจีดีพีดังกล่าว ทำให้เราสามารถนำเงินไปลงทุน แล้วให้ผลตอบแทนสูง ทำให้จีดีพีไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกปีละ 2-3% ก็หมายความว่าจีดีพีจะโตเร็วเท่ากับ หรือมากกว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เสียหายอะไร (กรณีที่เสียหายในระยาว คือ สหรัฐที่จีดีพีโตปีละ 3-4% แต่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดปีละ 5-6% ของจีดีพี)

นอกจากนั้นแล้ว หากการลงทุนดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวปีละ 10-15% ก็จะพบว่า รายได้เงินตราต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นปีละ 10,000-15,000 ล้านเหรียญนั้น เพียงพอที่จะจ่ายคืนหนี้สิน (บวกภาระดอกเบี้ย) ที่เพิ่มขึ้นปีละ 4,000-5,000 ล้านเหรียญอย่างแน่นอน

ประเด็นหลัก คือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (การกู้ยืมเงิน) ต้องเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การนำเงินนั้นมาลงทุนไม่ใช่นำไปบริโภค และการลงทุนต้องคุ้มค่าซึ่งวิธีหนึ่งที่จะเป็นเครื่องประกันว่าการลงทุนคุ้มค่า คือการตั้งอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ให้อยู่ที่ระดับสูง เพื่อป้องกันมิให้มีการลงทุนในโปรเจคที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

ดังนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (หรือเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง) จึงจะสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของดอกเบี้ยครับ




[BACK] [HOME]