ดุลบัญชีเดินสะพัดและดอกเบี้ย
(ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์จานร้อน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ จันทร์ 7 มี.ค. 48 หน้า 14)
จะเห็นได้ว่า ความเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งต้องเป็นผลตอบแทนจริง หมายความว่า ไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูงถึง 15% นั้น เป็นผลมาจากการอุดหนุนของรัฐบาล (เช่นรัฐบาลนำงบประมาณมาช่วยลดต้นทุน) หรือเป็นผลมาจากการอาศัยการผูกขาดไม่ให้รายอื่นๆ มาแข่งขัน หรือมีผลข้างเคียงทางสังคม (เช่นก่อให้เกิดมลภาวะ) ทำให้ผลตอบแทนทางสังคมต่ำแต่ผลตอบแทนของเอกชนสูง
การลงทุนที่มีคุณภาพที่สุดนั้น คือ การลงทุนโดยตรง เช่นญี่ปุ่นเข้าตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย อันนี้มีผลให้เกิดการสร้างงานและรายได้ โดยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของกิจการ อาจจะให้คนไทยมีบทบาทในการบริหารในขอบเขตจำกัด แต่ก็จะเป็นการลงทุนระยะยาวจริงๆ การถอนทุนจะทำได้ยาก
นอกจากนั้นแล้ว หากการลงทุนดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวปีละ 10-15% ก็จะพบว่า รายได้เงินตราต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นปีละ 10,000-15,000 ล้านเหรียญนั้น เพียงพอที่จะจ่ายคืนหนี้สิน (บวกภาระดอกเบี้ย) ที่เพิ่มขึ้นปีละ 4,000-5,000 ล้านเหรียญอย่างแน่นอน
ดังนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (หรือเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง) จึงจะสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของดอกเบี้ยครับ