มิติใหม่ๆ บนแง่มุมใหม่ๆ ของผู้ใหญ่หัวใจวัยรุ่น ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

(นสพ.มติชน จันทร์ 7 มี.ค. 48 หน้า 26)

บรรยากาศในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา บนตึกแกรมมี่ชั้น 42 ออกจะคึกคักเป็นพักๆ ต่างจากความเคร่งขรึมของห้องที่เต็มไปด้วยเส้นนอนของเก้าอี้และโต๊ะสไตล์โมเดิร์นที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยไปเสียหมด พิธีแสดงความยินดีแบบเป็นกันเองถูกจัดขึ้นให้กับศิลปินและคนทำงานในแกรมมี่ที่ไปได้รางวัลจากงานประกาศผลรางวัลประจำปีต่างๆ ทั้งสุพรรณหงส์ เอ็มทีวีเอเชียเอด รางวัลมาลัยทอง ฯลฯ ซึ่งเป็นปีที่ไม่เลวทีเดียวของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในวงการบันเทิงและวงการธุรกิจสื่อบันเทิง ทั้งตัวเงินและเสียงชื่นชม

เหตุผลหนึ่ง คงเพราะแนวโน้มการบริหารงานแบบใหม่ที่ทำให้ทุกอย่างดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าใครจะบอกว่าเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นการกลับลงมาบริหารงานแบบเต็มตัวอีกครั้งของหัวเรือใหญ่ของบริษัทอย่าง ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่คราวนี้ลงมาแบบไม่ธรรมดา

"ปลายปี'46 ผมค่อนข้างกลับมาทำงานจริงจังขึ้นหลังจากที่ขี้เกียจมานาน ตอนนี้จะเริ่มเข้ามาทำงานในรายละเอียดที่สำคัญมากขึ้น" คนที่อยู่บนสุดของแกรมมี่เท้าความด้วยรอยยิ้ม

"ตอนที่เริ่มเข้ามาทำงานผมก็เปิด เทลไพบูลย์ดอทคอม ให้พนักงาน ศิลปิน ใครต่อใครมาร้องทุกข์ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ หรือเกิดสิ่งที่ไม่ดีขึ้นกับเขาทางอี-เมลแบบเป็นความลับ ซึ่งผมก็จะส่งคนไปช่วยแก้ไข ถ้ามันมาเป็นบัตรสนเท่ห์ เราก็ต้องตรวจสอบ ไม่ได้ตื่นเต้นตื่นตระหนกเกินไป เราก็ค่อยๆ ไปดูว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะว่าเราไม่อยากให้ลูกพี่มันรังแกลูกน้อง คือเราพยายามสลายความเป็นพรรคเป็นพวกที่มันไม่ถูกต้องและผลประโยชน์ทับซ้อน"

การกลับลงมาบริหารงานครั้งนี้ นอกจากจะลงมาช่วยดูในส่วนขององค์กรต่างๆ แล้ว เขายังมีภารกิจสำคัญที่ต้องสะสางและทำให้เป็นแบบอย่างต่อไปก็คือ ภารกิจที่ว่าก็คือในส่วนของการจัดการศิลปิน

"เราคิดว่าศิลปินเป็นทรัพยากรที่สำคัญของเรา ตั้งแต่ศิลปินรุ่นเก่าและศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาทำงานกับเรา ผมก็เลยมาดูแลตรงนี้อย่างจริงจัง และก็ดูแลสร้างองค์กรให้ครบถ้วน ว่าจะช่วยเหลือยังไง"

การช่วยเหลือที่ว่าก็มีตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจัดส่ง ส.ค.ส. พร้อมแบบสอบถามไปให้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้าง การโทรศัพท์สายตรงไปหาศิลปินที่เดือดร้อน ซึ่งไพบูลย์เองบอกว่า ที่ผ่านมาเขาเองยอมรับว่าบริษัทอาจจะดูแลขาดตกบกพร่องไปบ้าง ซึ่งก็ต้องขอโทษ แต่ปีนี้จะเป็นการสะสางอะไรที่คั่งค้างอยู่ให้จบ

"ที่จริงแล้วโครงสร้างตอนนี้มันเป็นโครงสร้างเดิมของบริษัทอาราติสต์ ซึ่งตั้ง 10 กว่าปีแล้ว ผมได้ปรับปรุงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น GAM มีหน้าที่คัดศิลปินมาสกรีนเทสต์ให้เราดู ให้ค่ายเพลงเขามาเลือกแล้วต่างคนต่างเก็บไป ซึ่งค่ายเพลงก็ต้องช่วยหางานให้ แต่ที่จริงแล้วค่ายเพลงไม่ได้มีความพร้อมอะไรตรงนี้เลย ส่วนกลางก็ยังหาให้อยู่ แต่มันเหมือนกับเป็นลูกเลี้ยงน่ะ ไม่ใช่ลูกตัวเอง เลยอาจจะยังไม่ค่อยดูแล ฉะนั้น สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่พอผมลงมาดูเองก็ปรับให้มันดีขึ้น เพราะเรากำลังทำธุรกิจให้มันชัดเจนว่า นี่คือค่ายเพลง นี่คือการจัดการศิลปิน"

การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างเขาต้องลงมาจัดการเองนั้นไพบูลย์บอกว่าก็เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการสามารถตัดสินใจได้ทันที เพื่อรับคนที่มีโอกาสมากที่สุด ฝึกฝนสิ่งที่เหมาะสมที่สุด แล้วรุกหางานให้ ซึ่งเท่ากับว่าตอนนี้ศิลปินทุกคนในแกรมมี่ขึ้นอยู่กับ GAM โดยตรง และสามารถเลือกทำงานเพลงกับค่ายไหนในเครือก็ได้

งานนี้นอกจากจะช่วยทำให้ค่ายเพลงแต่ละค่ายมีบุคลิกเฉพาะตัวได้ทำงานที่ถนัดมากขึ้นแล้ว การบริหารงานจากส่วนกลางที่มีฝ่ายการตลาดช่วยดูแลยังจะช่วยให้ศิลปินมีรายได้มากขึ้น และสามารถวางแผนงานทั้งปีให้กับศิลปินได้อีกด้วย

"ตรงนี้ก็เหมือนกับผู้ปกครองของศิลปิน หน่วยงานทำเพลงก็ทำเพลงให้ดีที่สุดไป ส่วนกลางก็จะทำหน้าที่หางาน ถ้างานเพลงยังไม่ได้ จะเอาไปเล่นละครก่อนไหม เราก็สามารถเอาไปฝาก บอย(ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ฝาก ฉอด(สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) บ้าง ฝาก จีทีเอช บ้าง หรือไปขึ้นปกหนังสือเป็นพรีเซ็นเตอร์ได้หมด"

แม้จะดูดีแต่ในมุมมองของศิลปินส่วนใหญ่การที่ผลงานเพลงสักชุดหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับการดูแลและการโปรโมตของต้นสังกัดด้วยที่สำคัญการอยู่ในค่ายใหญ่ๆ ที่มีนักร้องเกือบ 400 คนนั้น ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และที่ผ่านมาก็มีเสียงบ่นถึงเรื่องการโปรโมตไม่ทั่วถึงออกมาบ้างเหมือนกัน

"ผมว่าผมฟังปัญหานี้มา 20 ปีแล้วนะ" เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

"ศิลปินมักจะไปคิดว่าบริษัทลำเอียง ทำไมไม่ทำของเขา แต่ที่จริงแล้วผลประโยชน์ของอัลบั้มหนึ่งอัลบั้มเมื่อเทียบกันแล้วบริษัทได้รับมากกว่า ฉะนั้นเราคงไม่ละเลยหรือคิดทำร้ายตัวเอง ศิลปินกับบริษัทไม่ได้มีผลประโยชน์ที่อยู่ตรงกันข้าม เรามีผลประโยชน์ร่วมกัน ฉะนั้นบริษัทดูแลตัวเองดีขนาดไหนก็ดูแลศิลปินดีเท่านั้น แต่จะมาโทษว่าเป็นเพราะตัวบริษัททั้งหมดคงไม่ใช่"

"อย่างเบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เขาฝึกฝนตัวเอง ออกกำลังกายใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงทุกวัน ดูแลอาชีพตัวเอง แต่ศิลปินคนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่าได้ดูแลความเป็นมืออาชีพหรือเปล่า ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวดึก ไม่ได้ออกกำลังกายเลย มันจะส่งผลกลับมาอย่างไรล่ะ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามคุณกับบริษัทก็เป็นเลือดเนื้อเดียวกัน คุณได้ดีบริษัทก็ได้ดี บริษัทได้ดีคุณก็ได้ดี คุณอย่าคิดว่าบริษัทจะละทิ้งคุณ แต่ความสำเร็จมันต้องเกิดจากคุณกับผมร่วมมือกัน ซึ่งคนที่จะบอกว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็คือประชาชนนะ บริษัทเป็นผู้ให้โอกาส แต่ประชาชนเป็นผู้มอบความสำเร็จ"

อย่างไรก็ตาม ภายในปีนี้จะมีการเคลียร์ตัวเลขของศิลปินในแกรมมี่ว่าใครที่จะเก็บไว้ ใครจะเอาไปทำอะไรอย่างอื่น หรือหางานภายในบริษัทให้ ซึ่งเขาก็บอกว่าคงต้องใช้เวลาดูกันไปอีกสักระยะหนึ่ง และคงจะทราบผลประมาณกลางปีนี้

"ถ้าเผื่อจะต้องเลิกก็ต้องเลิก ซึ่งผมว่ามันดีกันทั้งสองฝ่าย เพราะว่ามันมีความชัดเจน ผมชอบความชัดเจน ซึ่งเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เดือดร้อนนะ คนที่มาทำเพลงจะมีคนที่อยากทำเป็นอาชีพจำนวนหนึ่งเท่านั้นเองนะ ที่เหลือมันเป็นความสนุก เขาไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ แค่เขามีพรสวรรค์ เขามีความชอบ เราก็จะมาแยกแยะ ใครคือมืออาชีพ ใครไม่ใช่ ซึ่งเขาก็จะได้เดินไปในเส้นทางชีวิตของเขาเองให้มันถูกต้อง ไม่ใช่มาปิดโอกาสตัวเองอยู่กับเรา"

ผลของการบริหารงานในรูปแบบใหม่ที่แม้จะเพิ่งเริ่มได้ไม่นานนัก แต่ก็ส่งผลในทางที่ดีกับศิลปินอย่างที่จะเห็นได้ถึงเสียงบ่นที่น้อยลง และตัวเลขผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งจดหมายจากศิลปินที่ส่งมาขอบคุณ

แต่ถึงอย่างนั้น เหตุผลของการกลับมาส่วนหนึ่งก็ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาเรื่องการจัดการศิลปินเสียทีเดียว

"ช่วงก่อนที่หยุดไปเพราะผมอยากจะพักแต่ก็ยังทำงานอยู่เหมือนกับมาช่วยเทรนคน พยายามบอกเล่าถึงวิธีการแก้ปัญหา โดยให้คนอื่นไปทำให้ ซึ่งโดยวิธีการมันก็ยากพอๆ กับคิดเองทำเองนั่นแหละ ซึ่งบางทีไปบอกให้เขาทำแล้วก็ไม่ทำ มันก็กลายเป็นความขัดแย้ง เราก็รู้สึกว่าทำไมบอกแล้วทำไม่ได้"

ผลจากการพยายามที่จะพักครั้งนั้นเลยกลายเป็นยุ่งยากมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

"คือมันมีช่วงที่เราไปผลักดันน้องๆ ให้เขาทำ แล้วก็หงุดหงิดเพราะว่าเขาทำแล้วไม่ถูกใจ จนน้องรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้พี่บูลย์ ดุฉิบหายเลยเว้ย(หัวเราะ) แล้วก็ไม่ค่อยรักเราแล้ว มีอยู่วันหนึ่งผมคิดได้แล้วก็เชิญเขาขึ้นมากินข้าวทั้งหมด แล้วก็บอกว่าวันนี้มาด่าผมก็แล้วกัน จะไม่เถียงไม่มีแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าผมอยากฟัง ก็โดนประมาณว่าเราใจร้อนไม่เห็นว่าเรามีสถานการณ์ที่ดีและก็สำเร็จอยู่แล้ว เขาก็จะน้อยใจว่าเวลาเขาอยู่ข้างนอก คนมองว่าประสบความสำเร็จมาก มีแต่คนยกย่อง แต่พออยู่ข้างในเราทำกับเขาเหมือนเป็นเด็กๆ ทำไมพี่ถึงไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา"

"เราฟังก็เข้าใจเขานะ ผมไม่เถียงเลยวันนั้นโดนกระจุยกระจาย(หัวเราะ) แต่ว่าผมก็บอกว่า โอเค...ผมจะเปลี่ยนนะ แต่คุณก็ต้องเปลี่ยนด้วย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นคนที่คาดหวังสูง เพราะว่าเวลาทำอะไรมาเราจะทำให้มันเป็นเลิศ บางสิ่งบางอย่างเลยรู้สึกไม่ค่อยพอใจ รู้สึกว่าเราน่าจะทำได้มากกว่านั้น แต่เอาเป็นว่าผมเปลี่ยนและคนอื่นก็ต้องเปลี่ยนด้วยนะ เพราะว่าการไม่ฟังกันเป็นเรื่องไม่ดี ต่อไปนี้ผมจะไม่ขี้โมโห และจะไม่มีการว่ากันมาก จะเป็นการช่วยคิดดีกว่า" ไพบูลย์เล่าอย่างอารมณ์ดีเหมือนกับปัญหาที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง

"ตอนนี้มีความสุขมากเลยสำหรับตัวเองนะ เพราะว่ารู้สึกว่าควบคุมได้ ทำงานก็เท่าเดิม ในสายตาน้องๆ ที่มองเราก็เริ่มอ่อนโยนขึ้น ทุกคนรู้สึกว่ามันโล่งๆ ขึ้น ตัวเลขก็เพิ่มขึ้น 30% มันก็ทำเหมือนเดิมทุกประการน่ะ เพียงแต่จัดระเบียบหน่อยเท่านั้นเอง"

แม้ความคิดที่จะ "เออร์ลี่รีไทร์" ตัวเองเป็นอันต้องล้มเลิกไป แต่ไพบูลย์ก็บอกว่าเขาไม่ได้เดือดร้อน ทั้งยังไม่ได้เหนื่อยขึ้น

"ผมเป็นคนชอบคิดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แล้วผมเป็นคนชอบเรื่องศิลปะ ชอบอะไรพวกนี้ พอมาคุยมาทำงานแบบนี้เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยหนักหนาเท่าไหร่" เขากล่าวอย่างอารมณ์ดีจริงๆ

หนึ่งในรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารงานของผู้ชายคนนี้ ที่แม้ผ่านกาลเวลามาหลายทศวรรษแล้ว แต่ยังเฉียบแหลมและคมด้วยความคิด ยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างทั้งค่ายเพลงอินดี้, ตู้ดาวน์โหลดเพลง, คลื่นเพลงวิทยุที่เน้นการพูดมากกว่าเพลง ฯลฯ ซึ่งหลายๆ อย่างดูจะเป็นความคิดที่แหวกแนวที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นมาก่อนโดยเฉพาะกับแกรมมี่ ถ้าจะถามว่าเพราะอะไรเขาก็ตอบว่า

"ผมเป็นคนสมัยใหม่ไง (หัวเราะ)" ไพบูลย์ตอบอย่างทีเล่นทีจริง

"ผมมีไลฟ์สไตล์ ผมมีลูก มีคนรู้จักที่ใกล้ชิดเป็นคนรุ่นใหม่ ผมยังไปดูคอนเสิร์ตอยู่ ผมยังไปดูหนังตามโรงหนังอยู่ ผมยังอ่านหนังสือที่เด็กๆ เขาอ่านกัน ผมอ่านหนังสือเยอะ ก็เลยรู้ว่าความต้องการของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างไร"

แล้วก็จะนำมาปรับใช้ เพื่อให้แกรมมี่ก้าวไปกับคนรุ่นใหม่แบบไม่มีการตกยุค




[BACK] [HOME]