(สกู๊ปชีวิต) นักข่าวหน้าทำเนียบ
(นสพ.ผู้จัดการรายวัน ศุกร์ 4 มี.ค. 48 เซกชั่นปริทรรศน์ หน้า 33-34)
"น้องรุ่นใหม่บางคนเขาเข้ามาก็ตั้งใจและขวนขวายที่จะทำงานพอสมควร ปกตินักข่าวสมัยก่อนคนที่จะเข้ามาอยู่ทำเนียบฯได้ก็หมายถึงว่า จะต้องผ่านงานมีประสบการณ์จากมหาดไทยบ้าง จากที่อื่นบ้างมาแล้วพอสมควร แล้วก็มาถึงทำเนียบฯซึ่งเหมือนกับว่ามันเป็นที่รวมศูนย์ของข่าว เพราะฉะนั้นมาก็จะต้องรู้ทั้งหมด ในสมัยปัจจุบันนักข่าวที่เข้ามามันจะมีลักษณะเรียนจบปุ๊บก็เข้ามาอยู่ทำเนียบฯเลย บางทีพื้นฐานความรู้อาจจะยังไม่มากนักเหมือนนักข่าวสมัยก่อน แทนที่มาถึงปุ๊บแล้วจะรู้ว่าเรื่องนี้คืออะไรเลย มันก็จะต่างกันตรงนี้ แต่เท่าที่เห็นบางคนก็จะขวนขวายหาความรู้ ศึกษาในเรื่องที่ตัวเองจะต้องถาม บางทีนักข่าวบางคนมาถึงคือมีหน้าที่มายื่นเทปแล้วกดเทปเลยโดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็มี ก็ต้องยอมรับ แต่คนที่มาแล้วมีประเด็นก็มี คือคนที่จะเข้ามามันก็แล้วแต่ลักษณะของบางคนว่าเขารักอาชีพนักข่าวแค่ไหน"
ส่วนประเด็นที่ว่านักข่าวใหม่ไม่กล้าถามเพราะเกรงใจนักข่าวรุ่นเก๋านั้น อนัญญาไม่เห็นด้วย เธอบอกว่าหากไม่กล้าถามแล้วจะมาเป็นนักข่าวทำไม
"นักข่าวรุ่นพี่ที่เคยสนิทสนมกับแหล่งข่าวมาก่อน เขาจะมีวิธีการถามชง ค่อยๆ ตะล่อม แต่ว่านักข่าวรุ่นใหม่ๆ บางทีอาจจะถามตรงๆ โพล่งๆ ทำให้แหล่งข่าวของเขาไม่พอใจ" ความกดดันจึงเป็นด่านสำคัญที่นักข่าวใหม่ประจำทำเนียบฯต้องผ่าน นอกเหนือไปจากความเข้มงวดของมาตรการรักษาความปลอดภัยที่นี่
ด้วยความที่เป็นศูนย์รวมสื่อมวลชนทุกแขนงของทำเนียบรัฐบาล ทำให้ในบางครั้งก็มีการเอื้อเฟื้อกันในการทำงานของแต่ละสื่อ จนบ่อยครั้งที่ข่าวแต่ละสำนักแทบไม่แตกต่างกัน ในสายตานักข่าวเก่าอย่างอนัญญาจะมองประเด็นนี้อย่างไร
ในทางกลับกัน นักข่าวทำเนียบฯบางคนนั้นก็ไม่ค่อยเป็นที่พอใจของคนในรัฐบาล เมื่อยิงคำถามประเภทจี้ใจดำไปบ่อยครั้งๆ ระยะหลังนักการเมืองบางคนจึงทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินคำถามของพวกเขาเสียอย่างนั้น หรือหากจำเป็นต้องตอบก็มีอาการตอบแบบเสียไม่ได้
"คือเดิมนักข่าวสมัยก่อนจะมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ แม้เราจะมาไม่ทันแต่เราก็รู้สึกได้ มันมีทีขาดทีเกินไง ถ้าประเด็นฮอตฮิตก็โอเค คุณอาจจะรวมกลุ่มไปสัมภาษณ์นายกฯ 2 คน แต่ถ้าประเด็นข่าวซีฟของเขาก็เรื่องส่วนตัวของเขา แล้วมันก็มีมารยาทไงว่าเออ..ตกวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำให้ใหม่ แต่นี่เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอก ตกข่าว อ้าว..ทำไมเดี๋ยวนี้มึงไม่บอกกูเลย ทะเลาะแตกคอกันอีก"
"อย่างบางคนเขาต้องการทำข่าวของเขาเพียงแค่คนเดียว แต่เพื่อนในกลุ่มไม่พอใจ อันนี้มันเป็นข่าวซีฟที่เขาใช้ความสามารถส่วนตัวไปแงะมาได้ ซึ่งมันเป็นมารยาท บางครั้งเป็นข่าวซีฟเราต้องปล่อยเขาไป คือทุกวันนี้แทนที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะทำงานด้วยความรู้สึกว่าเป็นคนทำงานของออฟฟิศนั้นๆ กลายเป็นว่าเป็นนักข่าวทำงานประจำสำนักข่าวทำเนียบฯ พอมีข่าวซีฟแล้วกลายเป็นว่ามีทุกฉบับ มันจะเป็นข่าวซีฟได้ยังไง" ไพโรจน์กล่าว พร้อมกับเพื่อนนักข่าวที่ช่วยเสริมอยู่เป็นระยะ