(สกู๊ปชีวิต) นักข่าวหน้าทำเนียบ

(นสพ.ผู้จัดการรายวัน ศุกร์ 4 มี.ค. 48 เซกชั่นปริทรรศน์ หน้า 33-34)

ทุกครั้งที่คุณเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์ที่นำเสนอข่าวการเมืองและเศรษฐกิจการเมืองนั้น ข่าวสารที่สำคัญส่วนหนึ่งเป็นผลงานของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลที่คอยรายงานข่าวสารความเคลื่อนไหวของคณะผู้บริหารประเทศ ส่งตรงจากทำเนียบ ถึงบ้านคุณ

เนื่องในโอกาสวันนักข่าวที่ใกล้จะถึงนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี "ผู้จัดการปริทรรศน์" จึงขอนำเสนอเรื่องราวของคนที่อยู่เบื้องหลังกล้อง หลังไมค์เหล่านี้ เราอ่านสกู๊ปข่าวฝีมือพวกเขามามากแล้ว ลองอ่านสกู๊ปชีวิตการทำงานของผู้ที่อยู่เบื้องหลังข่าวกันดูบ้าง

รังนกกระจอก

เมื่อก้าวเข้าไปสู่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว สถานที่ที่เปรียบเป็นได้ดังบ้านหลังที่สองของผู้สื่อข่าวทุกคนที่นี่คือ สถานที่ที่มีชื่อว่า "รังนกกระจอก"

เหตุใดที่ได้ชื่อเช่นนี้คงเดาได้ไม่ยาก เพราะที่นี่คือแหล่งพักขณะรอทำข่าวของบรรดากระจอกข่าวทั้งหลาย ที่สำคัญคือเป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ ก่อนที่บรรดาผู้สื่อข่าวจะส่งรายงานข่าวที่ได้มาสดๆ ร้อนๆ ไปยังองค์กรสื่อสารมวลชนในสังกัดของตน

ในเวลาต่อมา มีสื่อมวลชนเกิดใหม่เพิ่มขึ้นหลายองค์กร ทำให้มีนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รังนกกระจอกรังเก่าที่ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารนารีสโมสรนั้นเริ่มคับแคบเกินไป จึงเกิดการขยายรังไปสร้างรังใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิม

ว่ากันว่ารังเก่านั้นเป็นรังของนักข่าวทำเนียบฯ อาวุโส ส่วนรังใหม่มักเป็นที่ชุมนุมของนักข่าวรุ่นกลางๆ ไปจนถึงรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักข่าวทีวี แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ถึงขนาดมีการแบ่งแยกชัดเจนขนาดนั้น เราจึงเห็นนักข่าวรุ่นเก๋าหลายคนอย่าง "เจ๊ยุ" ยุวดี ธัญญสิริ เจ้าแม่นักข่าวสายทำเนียบฯ นั่งทำงานและพูดคุยกับนักข่าวรุ่นน้องที่รังใหม่ หรือเห็นนักข่าวทีวีจับกลุ่มกันถกประเด็นข่าวที่ใต้ร่มไม้หน้ารังเก่าปะปนกันไปตามอัธยาศัย

ปากคำนักข่าว

สัมภาษณ์ใครต่อใครมาเยอะแล้ว ถึงวันที่เราจับตัวนักข่าวมานั่งเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์บ้าง ดูสิว่าแต่ละคนจะคิดเห็นกันต่อวิชาชีพของตนกันยังไง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าด้วย "ก๊ก" นักข่าวทำเนียบฯ

อนัญญา ตั้งใจตรง ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ประจำทำเนียบรัฐบาล ซึ่งแม้จะยังปราดเปรียวคล่องแคล่วไม่แพ้นักข่าวรุ่นใหม่ๆ แต่หากนับจากประสบการณ์ 10 กว่าปีในการทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลของเธอแล้ว จัดว่าอนัญญาอยู่ในกลุ่มนักข่าวรุ่นเก่าประจำทำเนียบฯ ก็ว่าได้

"ถ้าเทียบสมัยรุ่นตั้งแต่พล.อ.ชาติชายเป็นนายกฯ ขึ้นมา วิธีการทำงานมันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก เพราะลักษณะการทำงานคล้ายกัน อย่างบางช่วงบางรัฐบาลอาจจะงานเยอะมาก แต่วิธีการทำงานของนักข่าวก็ไม่ได้เปลี่ยน คือเราก็คงยังต้องหาข่าวเหมือนเดิม อย่างงานของทำเนียบนักข่าวก็จะต้องรู้ว่าในแต่ละวันจะมีงานอะไรบ้าง แล้วเราก็คอยตามเรื่องว่าเรื่องไหนจะเข้า ครม. ก็ค่อยไปดูอีกทีว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องไหน เราก็ตามข่าวเรื่องนั้น" อนัญญาเล่าถึงวิธีการสื่อข่าวที่ทำเนียบฯ จากประสบการณ์ของเธอ

"ทีวีมันจะต้องเป็นการสรุปเนื้อหา ประเด็นใจความสำคัญออกมาให้ได้ แต่ขณะที่ถ้าหากเป็นหนังสือพิมพ์มันจะต้องละเอียดทุกแง่มุม หนังสือพิมพ์เขาจะเอาหมดทุกคำถาม ทีวีขอประเด็นสำคัญแต่ต้องไม่ตกประเด็นที่คนอื่นเขาเล่นข่าวกันอยู่ ในบางเรื่องทีวีอาจจะไม่เล่น เอาไปไว้ข่าวต้นชั่วโมงบ้าง แต่ถ้าเป็นข่าวภาคค่ำ ข่าวภาคใหญ่นี่เราจะคัดเลือกที่ค่อนข้างอยู่ในความสนใจของคนเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างการเมืองก็ต้องการเมืองใหญ่ๆ เลย เรื่องทะเลาะกันนิดๆ หน่อยๆ เราก็เล่น แต่ว่าเอาไปเสนอข่าวภาคอื่นที่ไม่ใช่ข่าวเมน"

ในสายตานักข่าวรุ่นพี่อย่างเธอมองนักข่าวทำเนียบฯ รุ่นใหม่ๆ อย่างไร

"น้องรุ่นใหม่บางคนเขาเข้ามาก็ตั้งใจและขวนขวายที่จะทำงานพอสมควร ปกตินักข่าวสมัยก่อนคนที่จะเข้ามาอยู่ทำเนียบฯได้ก็หมายถึงว่า จะต้องผ่านงานมีประสบการณ์จากมหาดไทยบ้าง จากที่อื่นบ้างมาแล้วพอสมควร แล้วก็มาถึงทำเนียบฯซึ่งเหมือนกับว่ามันเป็นที่รวมศูนย์ของข่าว เพราะฉะนั้นมาก็จะต้องรู้ทั้งหมด ในสมัยปัจจุบันนักข่าวที่เข้ามามันจะมีลักษณะเรียนจบปุ๊บก็เข้ามาอยู่ทำเนียบฯเลย บางทีพื้นฐานความรู้อาจจะยังไม่มากนักเหมือนนักข่าวสมัยก่อน แทนที่มาถึงปุ๊บแล้วจะรู้ว่าเรื่องนี้คืออะไรเลย มันก็จะต่างกันตรงนี้ แต่เท่าที่เห็นบางคนก็จะขวนขวายหาความรู้ ศึกษาในเรื่องที่ตัวเองจะต้องถาม บางทีนักข่าวบางคนมาถึงคือมีหน้าที่มายื่นเทปแล้วกดเทปเลยโดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็มี ก็ต้องยอมรับ แต่คนที่มาแล้วมีประเด็นก็มี คือคนที่จะเข้ามามันก็แล้วแต่ลักษณะของบางคนว่าเขารักอาชีพนักข่าวแค่ไหน"

ส่วนประเด็นที่ว่านักข่าวใหม่ไม่กล้าถามเพราะเกรงใจนักข่าวรุ่นเก๋านั้น อนัญญาไม่เห็นด้วย เธอบอกว่าหากไม่กล้าถามแล้วจะมาเป็นนักข่าวทำไม

"ถ้าน้องถามเราก็ให้ถาม เพียงแต่ว่าลักษณะการถามไม่ใช่ว่า... สมมติว่าเขาตามประเด็นเรื่องนี้กันอยู่ อย่างเรื่องแก้ไขปัญหาภาคใต้ แล้วโดดไปเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องใต้เลยอย่างนี้ มันก็อาจจะมีหงุดหงิดบ้างเพราะทำให้เขาถามต่อไม่จบ คือต้องรู้ช่วงจังหวะระยะเวลาในการถาม รู้ไทม์มิ่งในการถามว่าจะถามเมื่อไร แต่ถามได้ไม่มีใครว่า" ชั่วโมงบินที่เพิ่มสูงขึ้นจึงจะสอนให้นักข่าวใหม่รู้จักจังหวะที่เหมาะสม นอกจากนี้หากต้องการขอคำแนะนำจากนักข่าวรุ่นพี่ อนัญญาบอกว่าทุกคนก็พร้อมที่จะสอนให้โดยไม่กีดกัน

ดังนั้น เมื่อแย็บถามเรื่องการแบ่งเป็นก๊กของนักข่าวสายทำเนียบ อนัญญามองว่าเป็นกลุ่มที่สนิทสนมและทำงานด้วยกันมากกว่า

"พี่มองว่าในเรื่องของการทำข่าวอาจจะมีบ้างที่กลุ่มไหนเขาไปทำข่าวซีฟ (เอกซ์คลูซีฟ) เป็นกลุ่ม พี่ว่าก็เป็นสิทธิของเขาในการที่จะไปทำข่าวแล้วก็ออกแต่ของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องแจกจ่าย มันไม่เหมือนข่าวที่รัฐมนตรีคนนี้ๆ ให้สัมภาษณ์กับทั่วๆ ไป แต่ว่าในข่าวเจาะมันเป็นความสามารถของนักข่าวแต่ละคนที่จะไปหามาได้ คือจะไปเคืองกันพี่ว่ามันก็ไม่ถูกนะ คือมันก็เป็นลักษณะการทำงานของเขาที่เขาต้องการทำออกมาให้ดี และข่าวของเขาต้องการพิเศษกว่าคนอื่น ไม่เห็นว่าจะต้องมาลอกกัน เราก็ต้องเคารพเขาตรงนี้คือเขาหามาได้ จะไปขอเขามามันก็ไม่ถูก แต่มันไม่มีลักษณะที่ว่าทะเลาะกันแรงๆ ถ้าเป็นกลุ่มก็คือกลุ่มในการแยกกันหาข่าวซีฟของแต่ละฉบับมากกว่า"

มาฟังทัศนะจากนักข่าวรุ่นกลางๆ ของทำเนียบฯ กันบ้าง ไพโรจน์ โฉลกถาวร ผู้สื่อข่าวสายการเมือง ประจำทำเนียบฯ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ยอมรับว่าสมัยก่อนนักข่าวสายทำเนียบฯจะส่งคนระดับหัวกะทิขององค์กรมา แต่ทุกวันนี้มักส่งเด็กจบใหม่มาเผชิญชะตาชีวิตเอาเอง ทำให้หลายคนสอบตกจากสนามข่าวแห่งนี้

"พวกนี้จะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมาก่อน ทำอะไรไม่ถูก มาทำข่าวก็ไม่ได้ทำการบ้านมา พอมาถึงก็มายื่นไมค์อย่างเดียวเพราะไม่รู้จะถามอะไร" แต่ถ้าบางครั้งไฟแรงเกินไปก็ไม่ใช่ว่าจะดี เพราะลำพังเพียงมีไฟแต่ขาดประสบการณ์ บางครั้งก็อาจถามคำถามที่แหล่งข่าวไม่พอใจจนพลอยไม่ให้สัมภาษณ์นักข่าวทั้งหมดได้

"นักข่าวรุ่นพี่ที่เคยสนิทสนมกับแหล่งข่าวมาก่อน เขาจะมีวิธีการถามชง ค่อยๆ ตะล่อม แต่ว่านักข่าวรุ่นใหม่ๆ บางทีอาจจะถามตรงๆ โพล่งๆ ทำให้แหล่งข่าวของเขาไม่พอใจ" ความกดดันจึงเป็นด่านสำคัญที่นักข่าวใหม่ประจำทำเนียบฯต้องผ่าน นอกเหนือไปจากความเข้มงวดของมาตรการรักษาความปลอดภัยที่นี่

ตาดู หูฟัง มือจด ขาวิ่ง

"เฮ้ย ! นายกฯ มาแล้ว กำลังให้สัมภาษณ์อยู่…" พูดไม่ทันขาดคำ ผู้พูดและนักข่าวที่อยู่ใกล้เคียงก็พากันวิ่งหน้าตั้งไปยังตึกไทยคู่ฟ้า แต่ละคนแบกกล้อง คว้าไมค์กันอุตลุด รถเก๋งติดสติกเกอร์โลโก้ข่าวทีวีหลายช่องปราดเข้ามาจอดบริเวณประตูข้างรังนกกระจอกใหม่ ก่อนที่นักข่าวจะพากันกรูลงมาจากรถวิ่งตามกันเป็นขบวนโดยมีจุดหมายเดียวกันคือ ต้องสัมภาษณ์นายกฯ ให้ได้

เมื่อวิ่งตามไปกับเขาด้วย ก็เห็นแต่หลังนักข่าวกลุ่มใหญ่ที่อออยู่หน้าบันไดขึ้นตึก แต่ปราศจากตัวนายกรัฐมนตรี มีเสียงจากนักข่าวที่มาถึงก่อนบอกว่า "ไม่มีอะไร ท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์ แค่ทักทายเฉยๆ"ก่อนที่จะเปิดเทปการสนทนาเมื่อสักครู่ให้ฟังเป็นการยืนยัน แต่กระนั้นนักข่าวคนอื่นๆ ก็จดตามกันใหญ่ ส่วนช่างภาพทีวีก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้ขามา

ทุกวันอังคารของสัปดาห์ คือวันประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ซึ่งนับว่าเป็นวันที่ยุ่งที่สุดของผู้สื่อข่าวที่ประจำทำเนียบฯ ไหนจะต้องตามข่าวผลการประชุม มติ ครม. ต่างๆ เพื่อรายงานไปยังองค์กร และยังต้องตื่นตัวคอยสังเกตให้ดีว่ารัฐมนตรีคนใดเข้าทำเนียบฯ ในวันนี้บ้าง เพื่อที่จะไปรอดักสัมภาษณ์ เพราะหากเผลอพลาดไปเพียงนิดเดียว ก็อาจจะ "ตกข่าว" ได้

เรื่องตกข่าวนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับนักข่าวที่ประจำทำเนียบฯทุกคน เพราะหากฉบับอื่นๆ เขาเล่นประเด็นนี้กันหมด แต่ตัวเองตกข่าวอยู่ฉบับเดียวก็ถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวง แต่นักข่าวก็เป็นมนุษย์ที่บางครั้งก็มีผิดพลาดบ้าง

มนัส แวววันจิตร ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ประจำทำเนียบฯ ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์บอกเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาเข้ามาทำข่าวที่ทำเนียบฯช่วงแรกๆ ก็มีความกดดัน ต้องอาศัยรุ่นพี่ช่วยแนะนำ และยอมรับว่าบางครั้งก็มีการลอกข่าวกันบ้างแต่ก็ต้องรีไรต์ใหม่ทุกครั้ง จนกระทั่งเริ่มอยู่ตัวเมื่อนั้นก็จะคิดประเด็นและเขียนข่าวเอง

แต่เขาก็ยังพลาดจนได้เมื่อครั้งหนึ่งมองประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นว่าไม่สำคัญ ขณะที่สื่อฉบับอื่นๆ เล่นประเด็นนี้กันหมด กลายเป็นบทเรียนให้เขาต้องระมัดระวังในการเลือกเสนอประเด็นข่าวทุกครั้ง

ข่าว ‘ซีฟ’ หายไปไหน

ข่าวประเภทเอกซ์คลูซีฟ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าข่าวซีฟ ซึ่งเป็นการทำข่าวเจาะลึกเรื่องราวในประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะนั้น ดูเหมือนจะหาอ่านได้ยากขึ้นทุกทีสำหรับรายงานข่าวการเมือง มีเพียงการรายงานข่าวสถานการณ์ประจำวันธรรมดาเท่านั้น สภาวะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงอะไรในการทำข่าวการเมืองของสื่อมวลชน ?

"ผมมองว่ามันเป็นเพราะว่า เทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนไปมันทำให้มีการรับข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ต นักข่าวออนไลน์ก็มาประจำอยู่มากขึ้นก็ทำให้ข่าวมันรับรู้ได้เร็ว ข้างในออฟฟิศก็จะรู้ว่าวันนี้ใครให้สัมภาษณ์อะไร ที่ไหน ซึ่งแต่ละวันมันมีเยอะ ทีนี้เมื่อสื่อออนไลน์พวกนี้นำเสนอข่าวไปมันก็มีความจำเป็นทำให้นักข่าวหนังสือพิมพ์จะต้องมีตรงนี้ด้วย ก็เลยทำให้งานที่เรียกว่างานข่าวรูทีนมีปริมาณมาก ด้วยข้อจำกัดของตัวองค์กรเองที่อาจจะส่งนักข่าวมาไม่เพียงพอ ทำให้นักข่าวอาจจะทำได้เฉพาะข่าวรูทีน

ซึ่งผมคิดว่าถ้าจะแก้ปัญหาตรงนี้มันก็ต้องเพิ่มตัวนักข่าวบริษัทนั้นที่จะมาประจำ อาจจะกำหนดว่าในแต่ละวันจะมีคนหนึ่งที่ทำข่าวรูทีน อีกคนหนึ่งที่เก่งๆ สักหน่อย ทำงานมานาน มีประสบการณ์ มองประเด็นออกก็ไปทำข่าวประเภทข่าวซีฟ ซึ่งผมคิดว่าเขาควรที่จะต้องมีเวลาในการคิดประเด็น ในการหาข้อมูล" ทินกร เชาวน์ชื่น ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ประจำทำเนียบฯ ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจกล่าว

ส่วนสภาวะการทำงานแบบไมค์จ่อปากแหล่งข่าวโดยไร้ซึ่งคำถามของนักข่าวบางคนนั้น ทินกรมองว่าต้องพิจารณาว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร ถ้าหากว่าเป็นนักข่าวใหม่ก็เป็นธรรมดาที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักหน่อย กว่าที่จะมีพัฒนาการสามารถมองประเด็นข่าวออก และคิดประเด็นคำถามเองได้

ด้วยความที่เป็นศูนย์รวมสื่อมวลชนทุกแขนงของทำเนียบรัฐบาล ทำให้ในบางครั้งก็มีการเอื้อเฟื้อกันในการทำงานของแต่ละสื่อ จนบ่อยครั้งที่ข่าวแต่ละสำนักแทบไม่แตกต่างกัน ในสายตานักข่าวเก่าอย่างอนัญญาจะมองประเด็นนี้อย่างไร

"ถ้าเป็นข่าวปกติอย่างสัมภาษณ์นายกฯ มันก็คือข่าวเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าจะเอื้อกันส่วนมากเป็นข่าวซีฟ มากกว่า ต้องยอมรับว่าหนังสือพิมพ์จะมีข่าวซีฟมากกว่าวิทยุหรือทีวี ในบางกรณีอาจจะมีบ้างที่เขาสนิทกัน ไปทำข่าวร่วมกัน แล้วก็เป็นข่าวซีฟของหนังสือพิมพ์นั้น วิทยุนั้น แล้วก็ทีวีช่องนั้น มันก็เป็นไปได้แต่มันไม่ใช่ทุกข่าว มันเป็นบางข่าวเท่านั้น บางข่าวก็ต้องยอมรับว่าอย่างหนังสือพิมพ์พอเขาไปซีฟมา เขาก็ยังไม่อยากให้ทีวีออกก่อน คืออย่างข่าวที่ออกมาปัจจุบันนี้มันดูเหมือนว่าทีวีตามข่าวหนังสือพิมพ์ เราก็ต้องยอมรับอีกแง่มุมหนึ่งว่าทีวีก็จะมีข่าวซีฟให้หนังสือพิมพ์ตามบ้างก็มี"

ความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกันกับแหล่งข่าวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักข่าวทำเนียบฯ โดยเฉพาะนักข่าวรุ่นเก่าสามารถใช้ประโยชน์ในการทำงานได้

"ถ้าในแง่ข่าวการเมือง ความสัมพันธ์กันจะเป็นในลักษณะแบบคุ้นเคย รู้จัก คืออย่างบางคนพี่เป็นนักข่าวมานานแล้ว และก็รู้จักกันมาหลายสิบปี โอกาสที่จะได้ข่าวที่ดีๆ มันก็มี เรียกว่าสำคัญไหม ก็สำคัญ แต่คือข่าวที่ซีฟที่เด็ดมันต้องให้ลักษณะแบบที่ว่าคนเก่าไปตาม แล้วก็จะได้ออกมา แต่ต้องมองว่าความสัมพันธ์ตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ แต่เป็นความรู้จักคุ้นเคยกัน นักข่าวก็ต้องรู้จักมีช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ว่า เราควรคืบไปได้แค่ไหน เราก็ต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่จะใช้เราปล่อยข่าวออกไป มันก็จะต้องรู้จักกรองด้วยว่าสิ่งที่เขาบอกมาจริงไหม แล้วไม่ใช่กรองจากคนคนเดียว จะต้องมีการเช็กกลับด้วยว่าจริงหรือเปล่า"

ในทางกลับกัน นักข่าวทำเนียบฯบางคนนั้นก็ไม่ค่อยเป็นที่พอใจของคนในรัฐบาล เมื่อยิงคำถามประเภทจี้ใจดำไปบ่อยครั้งๆ ระยะหลังนักการเมืองบางคนจึงทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินคำถามของพวกเขาเสียอย่างนั้น หรือหากจำเป็นต้องตอบก็มีอาการตอบแบบเสียไม่ได้

นักข่าว "ไดรฟ์เอ"

ยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า พัฒนาการด้านการส่งข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้การทำงานของนักข่าวประจำทำเนียบฯสะดวกมากขึ้น แต่ความสะดวกสบายนี้ก็มีข้อเสียหากนำไปใช้ผิดทาง

"มันก็อยู่ที่ตัวคนนั่นล่ะ ถ้าเป็นนักข่าวไดรฟ์เอก็กลายเป็นแค่แมสเซ็นเจอร์ นักข่าวไดรฟ์เอก็คือมารวมกลุ่มกัน 5 คน คนหนึ่งบอก คนหนึ่งพิมพ์ อีก 3 คนนั่งเป็นกำลังใจ เสร็จปุ๊บก็อ้าว... ส่งอีเมลให้ฉันด้วย บอกให้อีเมลส่วนตัว โดยที่ 3 คนนั้นไม่ได้รีไรต์ ถ้ามีโอกาสรีไรต์คือมันยังโอเคไง แต่นี่ส่งเข้าไปเมลออฟฟิศเลย พรุ่งนี้ตื่นมาก็ต้องถามว่าคนอ่านจะได้อะไร คือซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวสามารถอ่านได้เหมือนกันหมดทั้ง 5 ฉบับ คือบางทีมันน่าเกลียดมาก ทำให้วิทยุเอาไปอ่าน 'ดูซิ... ฉบับนี้ก็เหมือนกัน ย่อหน้ายังเหมือนกันเป๊ะ โค้ดคำพูดก็เหมือนกัน' นี่ล่ะนักข่าวไดรฟ์เอ" นักข่าวสาวรุ่นใหม่ไฟแรงประจำทำเนียบกล่าวอย่างมีอารมณ์

"คือเดิมนักข่าวสมัยก่อนจะมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ แม้เราจะมาไม่ทันแต่เราก็รู้สึกได้ มันมีทีขาดทีเกินไง ถ้าประเด็นฮอตฮิตก็โอเค คุณอาจจะรวมกลุ่มไปสัมภาษณ์นายกฯ 2 คน แต่ถ้าประเด็นข่าวซีฟของเขาก็เรื่องส่วนตัวของเขา แล้วมันก็มีมารยาทไงว่าเออ..ตกวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำให้ใหม่ แต่นี่เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอก ตกข่าว อ้าว..ทำไมเดี๋ยวนี้มึงไม่บอกกูเลย ทะเลาะแตกคอกันอีก"

"อย่างบางคนเขาต้องการทำข่าวของเขาเพียงแค่คนเดียว แต่เพื่อนในกลุ่มไม่พอใจ อันนี้มันเป็นข่าวซีฟที่เขาใช้ความสามารถส่วนตัวไปแงะมาได้ ซึ่งมันเป็นมารยาท บางครั้งเป็นข่าวซีฟเราต้องปล่อยเขาไป คือทุกวันนี้แทนที่หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะทำงานด้วยความรู้สึกว่าเป็นคนทำงานของออฟฟิศนั้นๆ กลายเป็นว่าเป็นนักข่าวทำงานประจำสำนักข่าวทำเนียบฯ พอมีข่าวซีฟแล้วกลายเป็นว่ามีทุกฉบับ มันจะเป็นข่าวซีฟได้ยังไง" ไพโรจน์กล่าว พร้อมกับเพื่อนนักข่าวที่ช่วยเสริมอยู่เป็นระยะ

นี่เป็นเพียงบางแง่มุมของชีวิตการทำงานของนักข่าวหน้าทำเนียบฯ ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้า เมื่อคุณเปิดทีวี ฟังวิทยุ หรืออ่านข่าวการเมืองอีกครั้ง อาจจะช่วยให้คุณมองข่าวนั้นในมุมมองที่เข้าใจหรือต่างออกไปจากเดิม




[BACK] [HOME]