ถึงคราว 'เข้าป่า' หาข่าว
(เปลว สีเงิน คอลัมน์ คนปลายซอย นสพ.ไทยโพสต์ จันทร์ 7 พ.ย. 48 หน้า 5)
หัวค่ำวานนี้ ผมหอบแฮ่กและหิวโซกลับมา อย่าเพิ่งให้บอกเลยว่า "กลับมาจากไหน?" เมื่อได้ขนมจีนน้ำพริกที่ "คุณกรรณิกา วิริยะกุล" หัวหน้าใหญ่ไทยโพสต์คาบกลับจากงาน
"สภาประชาชน" ลงไปแทนที่ว่างในกระเพาะ เออ..โลกนี้ค่อยสวยงามขึ้นมาอีกนี้ด!
ขณะนั่งรอให้ย่อย ผมก็คิดๆ ไปว่า ใครก็ตามในความเป็นพลเมือง หรือเป็นประชาชนของประเทศหนึ่งๆ ไม่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง มีวิทยุแต่ไม่เปิดฟังข่าว มีโทรทัศน์แต่ไม่ดูข่าว
มีหนังสือพิมพ์แต่เลือกอ่านเฉพาะข่าวดารา ข่าวฆ่ากันตาย ข่าวผู้หญิง-ผู้ชายขายเซ็กซ์ ข่าวคุณหญิง-คุณนายไฮซ้อ ข่าวสามล้อถูกหวยรางวัลที่ 1 แล้วก็ตรวจผลฟุตบอลทั่วโลกว่าจะรับเท่าไหร่-จ่ายเท่าไหร่ สลับกับอ่านนิยายโทรทัศน์
ชีวิตจะเป็นอย่างไร?
ผมมีคำตอบครับ!
ชีวิตอาจจะไม่เป็นอะไรโดยตรง แต่บนความเป็นประเทศชาติ-บ้านเมืองโดยตรง
น่าเป็นห่วง!?
เหตุที่ผมคิดในประเด็นนี้ ก็เนื่องจากเมื่อวันศุกร์-เสาร์ และอีกครึ่งของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปเข้าป่า-เข้าดง วิทยุ-โทรทัศน์ ไม่มีให้ฟัง-ให้ดู หนังสือพิมพ์ด้วยแล้วไม่มีให้แลเลย
ความจริงในซอกหลืบประเทศไทย มันไม่มีที่ไหนไกลเกินรัศมีไทยคม และก็ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้น แต่ผมดัดจริตทำให้มันเป็นอย่างนั้นเองแหละ
คือจะไปเที่ยวซักที ก็ตัดให้มันขาดไปซะเลย!
ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่อ่าน ไม่รับรู้อะไรๆ ที่เรียกว่า "ข่าวสารบ้านเมือง" ด้วยประการทั้งปวง นอนแถกเหงือกงับหมอกกลางละอองฝนกลางหุบเหวมันเล่นซะเฉยๆ งั้นแหละ
มันก็ฝืนใจบอกว่าสบายดีไปอีกแบบ แต่ตอนห้อกลับมาทำงานนี่ซีครับ จากที่สบายมันกลายเป็น "ลำบากสองเท่า"
เพราะเกิดโรคระบบประสาท "ต่อไม่ติด" กับระบบข่าวประจำวันน่ะครับ!
แค่ 2 วันครึ่ง จากที่ไปนอนอยู่หลังเขา จนกลายเป็นคนหลังเขาสนิทเลย เมื่อต้องกลับมาอยู่หน้าเขา และต้องมาพูด-คุยกับท่านตรงนี้
งงน่ะซีครับว่า งงว่า..แล้วบ้านเมืองเขาไปถึงไหนกันแล้วเนี่ยะ?"
นายกฯ ทักษิณของผมยังอยู่สุขสบายดีมั้ย ศาลรัฐธรรมนูญกับ คตง.ใครจะเขี่ยฟุตบอลจารุวรรณเข้าประตูใคร เรื่องแยกประเทศไทยเป็นจังหวัด ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.แยกประเทศกันซักเมื่อไหร่?
3 จังหวัดใต้ "ยอดตาย-ยอดระเบิด" ทุบสถิติกินเนสส์บุ๊ครึยัง?
ลวกไข่ มันยังพอกินอร่อย แต่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นตั้งแบบลวกๆ นี่..รสชาติไม่เอาไหนเลย!
ผมก็เลย "ได้สำนึก" อย่างที่เอ่ยไว้ข้างต้นนั่นแหละ ฝนจะตก แดดจะออกอย่างไรก็ช่าง คนไทยสบายได้ทุกฤดูกาลนั้น สาเหตุหนึ่งก็เพราะคนไทยมองไม่เห็นว่า การรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองจะมีประโยชน์อันใดกับชีวิต!?
เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะที่เรียกว่า "ข่าวบ้าน-งานเมือง" หย่อนบัตรเลือกตั้งยกบ้าน-ยกเมืองให้ใครไปเป็น ส.ส. ไปเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของเราแล้ว
บ้านเมืองก็เป็นเรื่องของนักการเมืองเขา เขาจะเอาบ้าน-เอาเมืองไปขึ้นช้างลงม้าอย่างไร ที่ไหน มันก็เป็นเรื่องของเขา เรา-ชาวบ้านไม่เกี่ยว!
สุขภาพจิตคนไทยก็เลยไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมการเมืองเข้ามาเบียดเบียน มีแต่เรื่องสนุกสนานเฮฮา กิน ดื่ม เล่น เที่ยว อยู่กับความฟุ้งเฟ้อด้วยเงินกู้ เงินแจก เงินกองทุน
และอบายมุข!
มันติดนะครับ "ติดสุข" ในอันที่จะไม่เสพข่าวบ้านงานเมือง หนักๆ เข้าก็กลายเป็นสามัญสำนึกสังคมประเทศว่า "เรื่องบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของประชาชน"
"สังคมจริง" ของสังคมประเทศไทย "เป็นอย่างนี้จริงๆ" เสียด้วย!
ดูอย่างผมซิ แค่เข้าป่า-เข้าดอยไป 2 วัน 2 คืน "ต่อโลกไม่ติดเลย" แถมพอกลับออกมา ยังพานขี้เกียจจะรู้ไปด้วยซ้ำว่า
"วันนี้ท่านนายกฯ ของผมอยู่ดีอ๊ะป่าว?
เพราะเหตุที่ "ประชาชน" ละทิ้ง-ไม่เข้าใจหน้าที่ประชาชนในการ "ติดตาม-ตรวจสอบ" การทำงานของนักการเมืองโดยเฉพาะ "รัฐบาล" จนเป็นนิสัยเช่นนี้แหละ ประเทศไทยจึงก้าวล้ำหน้าในลักษณะ สูงขึ้นหน้าผาขาด!
แต่ถ้านำไปเทียบกับประเทศที่พัฒนามาพร้อมๆ กัน อย่างญี่ปุ่น หรือที่พัฒนาทีหลังไทยอย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม ด้วยแล้ว เราจะตกใจทันทีว่า
ก้าวหน้าของไทย ทำไมมันจึงเป็น "ก้าวถอยหลัง" ขึ้นสู่หน้าผาชัน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม กระทั่งมาเลย์ สิงคโปร์ กลับทะยานนำหน้า ทิ้งไว้แต่ฝุ่นขี้ตีนฟุ้งเข้าตาคนไทยให้กลายเป็น
"โรคอิจฉาตาร้อน" เพื่อนบ้าน!
หรือถ้าจะเถียงว่า "ไม่จริง" คนไทยสนใจ และรู้เรื่องการเมืองดี ผมก็คงไม่เถียงกลับ เพราะเท่าที่ฟังๆ คนไทยก็ศึกษาทฤษฎีการเมืองขึ้นใจถึงขนาดพูดกันติดปากอยู่ เช่น
แบ่งแยก แล้วปกครอง บ้าง
ทำให้คนไทยโง่เข้าไว้ แล้วจะง่ายต่อการปกครอง บ้าง
มันก็น่าจะใช่เสียด้วย เท่าที่สังเกต ชาวบ้านคนไหนสนใจการบ้านการเมือง ชอบวิพากษ์วิจารณ์การเมือง สมัยก่อนเขาจะเรียกคนประเภทนี้ว่า
"ไอ้พวกหัวแข็ง" บ้าง
ไอ้พวก "หัวเอียงซ้าย" บ้าง
แต่สมัยนี้หัวมันนิ่มหมดแล้ว กระทั่งคอก็อ่อน ได้แต่พับ เอียงไม่เป็น ท่านผู้นำจึงบัญญัติศัพท์แดกเอาว่าเป็น "พวกขาประจำ" บ้าง
แดกแล้วยังไม่ฟัง ทั้งขาประจำและขาจรยังตรึม ท่านก็เลยขย้ำเอาว่า
ไอ้นี่..ชอบพูดหาเรื่อง!
เมื่อจับทิศทางรสนิยมในการบริโภคข่าวสารของประชาชน และจับทิศทางรสนิยมท่านผู้นำต่อการแสดงภูมิปัญญาเพื่อบ้านเมืองของประชาชน ก็ค่อนข้างจะสรุปได้ชัดเจนว่า
การแบ่งแยกประชาชนแล้วปกครอง อย่างเช่น จะดูแลจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อนเป็นพิเศษ ก็ดี
การทำให้ประชาชนไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง ชักจูงให้หมกมุ่นแต่สารไร้สาระ กับอบายมุข อย่างเช่น ใครพูดเรื่องการเมืองก็ถูกตวาดว่า "พูดหาเรื่อง" ก็ดี
ยังคงเป็น "ทฤษฎีปกครอง" ที่นักการเมืองไทย "ยึดใช้-ยึดปฏิบัติ" กับคนไทยตราบอดีตถึงปัจจุบัน!
ผมได้อ่านข่าวจาก "ไทยโพสต์" ฉบับวันอาทิตย์ เขารายงานข่าวถึงรายการ "นายกฯ พบประชาชน" ทางวิทยุเมื่อวันเสาร์ ท่านนายกฯ ปรารภว่า
"ผมยอมรับว่าเหนื่อยมาก งานเยอะมาก ไม่มีช่วงเวลาพักเลย อาจจะมีการหงุดหงิดบ้าง เพราะมนุษย์เมื่อเหนื่อยมากๆ ร่างกาย-จิตใจก็ไม่ค่อยไหว บังเอิญผมเดินทางไปต่างประเทศมาก และงานที่ประเทศไทยก็ยังรออยู่ พอกลับมาก็เร่งทำงาน เมื่อทำงานเสร็จก็จะต้องไปต่างประเทศอีก งานก็ประดังเข้ามา
คิวแทรก คิวเยอะ คิวแน่น บางวันประชุมแทนที่จะได้พัก อย่างเก่งที่สุดก็เดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับเข้าประชุมต่อ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องทั้งวัน เพราะมันแน่นมาก มีหลายเรื่องเหลือเกินที่ยังรอการแก้ไข จึงต้องทำมากหน่อย"
ผมอ่านแล้วก็ต้องตบเข่าในชุดกางเกงขาสั้นฉาดใหญ่ว่า
"นั่นไง ท่านมุงานเยอะ เหนื่อยมาก หงุดหงิดมาก หมู่นี้ถึงได้หลุดมากไง"
เอาอย่างผมซีครับ หนีไปกบดานนอนงับหมอกซะบ้าง จะได้พูดจาไม่เลอะเลือนอย่างที่พูดไปเมื่อวันเสาร์ว่า
"สันติภพพุทธ และมั่งคั่งแบบพุทธจะเป็นมั่งคั่งแบบไม่มีกิเลส ตัณหา เป็นมั่งคั่งจากการทำงาน มั่งคั่งเกิดจากความสามารถมากกว่ามั่งคั่งจากการตะกละตะกลาม"
ผมฟังแล้วก็ ง้ง...งง..ว่า
ท่านนายกฯ กำลังใช้ภาษาต่างดาวด่าใคร (หว่า)?
ครับ..ที่ท่านออกปากว่า "เหนื่อยมาก งานมาก" นั้น ผมเข้าใจ ท่านลองสาวหาเหตุดูซิครับว่าที่ "งานมาก" นั้น เป็นงานที่นายกฯ ต้องทำจริงๆ หรือว่าเป็นงานสร้างภาพให้ดูมันยุ่งๆ เข้าไว้ ผมโชคร้ายที่ดันเป็น "ทาสมือถือ" อุตส่าห์ไม่ดู-ไม่ฟัง-ไม่อ่าน แต่พลาดที่รับโทรศัพท์เลยได้ยินเสียงว่า..ไม่ช้าหรอก..ไม่ช้า ก็จะหายเหนื่อย หายยุ่ง "สนิท" เลย!?