พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นรม.ประกาศวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการ

(คำกล่าวการเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการและประกาศ "วาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาคราชการ" โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2549)

“ผมมีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและประกาศ "วาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาคราชการ" ในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งของรัฐบาล ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้วก็ขับเคลื่อนสังคมให้เป็นสังคมที่ดีงาม และมุ่งมั่นที่จะให้ประชาชนมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

วาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาคราชการนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในความคิดของผมมาตั้งแต่ต้น โดยวันที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา ผมได้แสดงเจตจำนงไว้ว่า จะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัญหาความเสื่อมศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะฟื้นฟูระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน และจะใช้กลไกของรัฐที่มีอยู่ผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน เราจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันทุกๆ ส่วนนอกเหนือจากส่วนของรัฐตามที่ผมได้กล่าวไปแล้ว

เราต้องยอมรับความจริงว่าการที่ประเทศไทยของเราจำเป็นต้องถอยกลับมาตั้งหลักกันใหม่อีกครั้งหนึ่งนั้น เพราะมีสาเหตุสำคัญมาจากสังคมของเราขาดในเรื่องของจริยธรรม ธรรมาภิบาล และมีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เมื่อเรายอมที่จะถอยกลับมาก้าวหนึ่งแล้ว การจะก้าวเดินต่อไปโดยไม่พูดถึงเรื่องจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการทุจริตและประพฤติมิชอบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากต้นตอของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ในที่สุดเราอาจจะต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ในวันข้างหน้า

ก่อนที่จะพูดถึงระบบ ก็ต้องพูดถึงตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลเมื่อรวมกันมากเข้าก็เป็นระบบ เมื่อเราจะพูดถึงราชการ ส่วนประกอบของราชการนั้น คือตัวข้าราชการเอง ซึ่งแต่ละบุคคลต่างต้องมีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกันแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ด้วย

เรื่องตัวบุคคลผมขอพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องนี้ว่า ผมเริ่มรับราชการเมื่อปี พ.ศ.2508 ปีนั้นถ้าย้อนกลับไปแล้วเป็นปีที่กล่าวได้ว่ามีเหตุการณ์การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเกิดขึ้น ด้วยการใช้อาวุธที่อำเภอนาแก ในวันที่ 8 สิงหาคม ผมเป็นข้าราชการทหารเมื่อจบออกมาแล้วความตั้งใจคืออยากจะทำหน้าที่อย่างที่เราได้รับการฝึกฝนและเรียนมา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วผมไปรับหน้าที่ผู้บังคับหมวด ที่จังหวัดลพบุรี จึงทราบจากผู้บังคับการกองพันว่ากองทัพบกได้ออกคำสั่งห้ามมิให้ผมไปปฏิบัติราชการที่ชายแดน เพราะว่าปัญหาเรื่องทางการเมืองซึ่งคุณพ่อผมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นเหตุครั้งแรกที่ทำให้ผมย้อนกลับมามองตัวเองว่าท่านเพิ่งจบไปได้ไม่กี่เดือน สิ่งที่ท่านพยายามจะศึกษา พยายามที่จะใช้เป็นอาชีพของท่านนั้น มองไปแล้วไม่สดใสเลยมีหลายคนให้ข้อคิดเห็นกับผมว่า ทางที่ดีลาออกไปดีกว่า หรืออย่างน้อยที่สุดก็เปลี่ยนนามสกุล เพราะมีหลายคนที่ประสบเหตุทางการเมืองแล้วก็เปลี่ยนนามสกุล บางท่านก็เปลี่ยนชื่อด้วย เพื่อให้การรับราชการนั้นไม่ถูกเพ่งเล็งมากนัก ด้วยเหตุนี้เอง ผมคิดอยู่มากเพราะเป็นอนาคตของคนที่เพิ่งอายุ 22 - 23 ปี ในช่วงนั้น ก็เหมือนกับว่าอนาคตของเรา คงจะไม่มีทางที่จะก้าวไปข้างหน้าได้

ถ้าพูดในทางพระเรียกว่าเกิดความทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ว่าสิ่งที่คาด สิ่งที่เราหวังนั้นคงไม่เป็นอย่างที่เราคิดแล้วนั้นก็เป็นความทุกข์ ก็ได้คิดถึงตัวเองนั่งพิจารณาอยู่นานว่าจะเอายังไงดีกับชีวิตของเรา ผมได้อ่านหนังสือพระจึงตระหนักถึงว่าคนเรานั้นไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงจากทุกข์ไปได้ ทุกข์กับสุขเป็นเรื่องที่จะต้องมีควบคู่กันตลอดเวลา ไม่มีใครที่จะมีความสุขแต่เพียงอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นความจริงเป็นสัจธรรมที่พุทธองค์ท่านสอนไว้ เราจะหลีกเลี่ยงจากทุกข์นั้นได้อย่างไร ท่านสอนไว้ว่าเรา จะต้องพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ผมมาพิจารณาดูว่า มีคนอื่นอีกมากที่เขามีความทุกข์คล้ายๆ กับผม คงไม่ใช่เป็นผมคนเดียวที่มีความทุกข์อย่างนี้

เมื่อคิดขึ้นอย่างนั้น ผมจึงมีความสบายใจขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง แล้วตั้งใจว่าชีวิตราชการไปแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของเรา ถ้าเราทำดีที่สุดเต็มความสามารถของเราแล้ว ไปได้แค่ไหนก็คงแค่นั้น นั่นคือความตั้งใจตั้งแต่ที่ผมเป็นร้อยตรีว่าไม่ได้มุ่งมั่นที่จะทำอะไรให้มากมายเพียงแต่คิดว่าทำในสิ่งที่ดีทำในสิ่งที่เขายอมรับ ในราชการทหารมีอยู่ 2 อย่าง คือการทำงานและการฝึกศึกษา เมื่อเขาไม่ให้ผมทำงานที่ชายแดน ผมจึงทำงานฝึกแล้วก็ศึกษา ทุกอย่างที่ผมทำได้แสดงผลออกมา การศึกษาผมไม่เคยด้อย การฝึกผมก็ทำได้ดี ผู้บังคับบัญชาที่ดีเห็นว่า คนที่ทำได้ทั้ง 2 คือฝึกก็ดี ความรู้ก็ดี เขาก็อยากเอาไปใช้งาน นั่นเป็นที่มาของความก้าวหน้าในชีวิตราชการว่า การที่เราจะมีความก้าวหน้า โดยยืนอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องนั้น สามารถที่จะทำได้

ในทางทหารเรามีคำพูดที่เป็นชาวบ้านๆ ว่า ความก้าวหน้าในชีวิตทหารมีอยู่ 4 ทาง คำแรกอาจจะไม่ค่อยสุภาพนัก แต่ขอพูดเพราะว่าเป็นคำพูดที่เราพูดกันอยู่ในวงการทหาร คือ เลียตีน สินมาก หมายถึงว่ามีเงินมาก ปากสอพลอ ล่อไข่แดง แกร่งวิชา ล่อไข่แดงหมายถึงว่าได้แต่งงานกับลูกเจ้านาย ประการสุดท้ายคือแกร่งวิชา เป็นคำที่พูดกันในหมู่ทหารว่าแนวทางที่จะก้าวหน้าในชีวิตราชการก็จะมีอย่างนี้คร่าว ๆ เพราะฉะนั้นไม่พ้นจากระบบที่ผมว่าไว้ ประการสุดท้าย เราจะแกร่งวิชาเมื่อแกร่งวิชาแล้ว ต้องยืนอยู่บนหลักของคุณธรรม จริยธรรม

ซึ่งสิ่งที่คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ได้พูดไปเมื่อสักครู่ ว่าคนที่เป็นผู้นำต้องทำเป็นตัวอย่างให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ตาม การฝึกที่ผมว่านั้นหมายถึงว่าเรานำพาผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีประสบการณ์ ให้ทำงานร่วมกันได้ ด้วยการเป็นผู้นำ การเป็นผู้นำที่ดีเราต้องเอาความรู้ ซึ่งได้เรียนและฝึกฝนมา นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ นั่นคือลักษณะของการเป็นผู้นำ เมื่อมีคุณธรรม ใช้หลักของพรหมวิหารสี่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แน่นอนเราไม่สามารถจะช่วยคนได้ทุกคน เมื่อถึงวันหนึ่งต้องใช้อุเบกขา คือ ต้องตัดใจ เพราะลูกน้องบางคนไม่ดี เราต้องลงโทษให้ออกจากราชการ ก็จำเป็นต้องพูดกันและต้องทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นผู้นำในระดับเบื้องต้นเพราะเป็นเรื่องที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ในส่วนบุคคลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราจะสร้างระบบราชการที่มีคุณธรรม พวกเราซึ่งเป็นข้าราชการจะต้องมีคุณธรรมด้วย

ตัวอย่างหรือประสบการณ์ส่วนตัวอีกเรื่องหนึ่ง ตอนที่ผมเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมเป็นแม่ทัพกองทัพภาคที่ 2 ในช่วงนั้นมีการเลือกตั้งใหญ่ หัวหน้าพรรคการเมือง พรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ให้ลูกน้องถือกระเป๋าเงินมาพบผม ตอนนั้นผมไปประชุมที่จังหวัดสกลนคร โดยบอกว่า "พี่ครับท่านให้เอาเงินมาให้" กระเป๋าใบใหญ่ๆ อย่างนี้ผมไม่รู้ว่าข้างในมีเงินเท่าไร ผมบอกว่าขอบใจมาก แต่ว่ารับไม่ได้ เพราะความตั้งใจของผมนี้ คือจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งโดยใช้เงินใช้ทอง ถ้าท่านจะเอาไปแจกที่อื่นผมไม่ว่า แต่ถ้าให้ผม ผมรับไม่ได้ เพราะว่าผมไม่มีโอกาสที่จะไปพูดที่ไหน ผมไม่ได้ชื่นชมในวิธีการแจกเงิน เมื่อผมปฏิเสธ แน่นอนว่าถูกเพ่งเล็งมาโดยตลอดที่ไม่ให้ความร่วมมือ

ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าเรายึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราก็คงจะต้องยอมรับว่าไม่เจริญก้าวหน้าขึ้นอยู่แค่ไหนก็แค่นั้น จุดของความพอเพียงถ้าเราตั้งใจว่าเราทำในสิ่งที่ดีงาม เรายืนอยู่ตรงนั้น นั่นคือความพอเพียงตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผมได้เรียนท่านองคมนตรีพลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ ท่านพูดหลายครั้งในเรื่องของบุคคลซึ่งเป็นตัวอย่างคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย จะมีกี่คนที่มีความรับผิดชอบ แล้วยอมรับผิดอย่างพันท้ายนรสิงห์ ในบ้านเมืองของเราบ้าง สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่จะต้องสอน สิ่งที่เราจะนำมาให้ผู้คนในบ้านเมืองของเราได้ตระหนักว่า แม้ชีวิตเขาก็ยอมสละ ถ้าเป็นความรับผิดชอบของเขา

นั่นเป็นจุดอันหนึ่งที่อยากจะพูดว่า ถ้าเราไม่แก้เรื่องบุคคลประกอบไปกับเรื่องของระบบ ทำอย่างไรก็แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ข้าราชการทุกท่านต้องตั้งอุดมการณ์ของท่านไว้ส่วนหนึ่งว่าท่านจะไปแค่ไหน จะไปอย่างไร ถ้าท่านยึดตรงนี้ไว้ งานของชาติบ้านเมือง การที่จะช่วยกันทำงานเป็นระบบก็จะง่ายขึ้น ผมพูดจากประสบการณ์แท้ๆ เพราะมีโอกาสได้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ จึงเห็นว่าจะต้องทำทั้งสองด้าน คือทั้งในเรื่องของบุคคล และในเรื่องของระบบ

เรื่องระบบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใครที่อยู่ในวงราชการคงตระหนักได้ว่า ระบบราชการนั้นแม้ว่าจะได้มีความพยายามที่จะพัฒนาการปฏิบัติงานกันมากขึ้น แต่ขาดอิสระและถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองมากเกินไป จนข้าราชการส่วนใหญ่ขาดขวัญ กำลังใจ และทำให้ข้าราชการหลายคนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และยิ่งนานวันก็จะยิ่งเกิดวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ ระบบอุปถัมภ์จึงเติบโตเข้มแข็งจนทำลายระบบคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีงาม และมีความสำคัญในการทำให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

การขาดคุณธรรมและจริยธรรมในระบบราชการ มีผลกระทบต่อการทำงานของข้าราชการและการพัฒนาบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะข้าราชการคือบุคคลสำคัญในการนำนโยบายต่างๆ ไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ และระบบราชการคือหัวขบวนในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ หากข้าราชการส่วนใหญ่ขาดขวัญ กำลังใจ มีความท้อแท้สิ้นหวัง การทำราชการก็ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่เราพูดกันว่า เช้าชามเย็นชาม ประชาชนและประเทศชาติก็ไม่ได้รับผลที่ดีจากการทำงานของข้าราชการ ส่งผลกระทบติดตามกันไปเป็นลูกโซ่

รัฐบาลจึงมีความคิดที่จะทำให้ข้าราชการมีอิสระและมีความมั่นคงปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น สามารถทำงานในความรับผิดชอบของแต่ละคนโดยไม่ต้องวิตกกังวลหรือเกรงกลัวต่อคำสั่งการที่ผิดๆ ซึ่งรูปแบบที่เราจะพัฒนาต่อไปควรจะเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องได้มีการปรึกษาหารือกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่ผมขอเรียนว่าความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านทั้งหลาย มีความสำคัญและจำเป็นต่อการสร้างรูปแบบที่สมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมขอเรียนไว้ในที่นี้ว่า คำว่าข้าราชการหมายถึงความผูกพันที่เราจะต้องทำงานสนองพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดีที่สุด เพราะราชการก็คืองานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการจะทำอย่างไรก็ควรจะมองไปที่พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลักซึ่งจริงๆ แล้วมีเป้าหมายอยู่แค่เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือประเทศชาติและประชาชนชาวไทยของเรานั่นเอง

หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สำคัญมีอยู่ 3 - 4 ประเด็น ได้แก่ "การให้" หมายถึง ทำทุกอย่างเพื่อให้แก่ประเทศชาติและประชาชน "การทำงานอย่างมีความสุข" หมายถึง มีความสุขที่ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ "ความเพียร" หมายถึง ความมุ่งมั่นทำงานโดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และสุดท้ายคือ "ความสามัคคี" หมายถึงความร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลดีแก่ชาติบ้านเมือง ข้าราชการต้องยึดหลักการทำงานเหล่านี้ไว้ และต้องปรับลดอัตวิสัยของตนเอง ของหน่วยงาน และการยึดติดการเป็นเจ้าของผลงาน ปรับให้เป็นการร่วมมือกันทำงานโดยไม่มีเจ้าของ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการอำนวยประโยชน์ทำให้เกิดความสุขแก่ประชาชน

ส่วนเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น เป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมายาวนาน เป็นปัญหาสังคม เป็นธรรมดาขององค์กรที่มีขนาดใหญ่อย่างระบบราชการ ซึ่งมีคนอยู่เป็นจำนวนมากและยังต้องทำงานเกี่ยวข้องกับงบประมาณของประเทศ การที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากก็ย่อมจะต้องมีทั้งคนที่ดีและคนที่ไม่ดี และยิ่งเมื่อมีโอกาสที่จะคิดคดทุจริตได้ หากเป็นคนที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ไม่มีคุณธรรม จริยธรรมพอ ก็จะเผลอใจไปได้ง่ายๆ

ตรงนี้ทางศาสนาพุทธพูดว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่บางครั้งก็มีคนพูดว่า ทำชั่วได้ดีก็มีถมไป แต่โดยความเป็นจริงโดยสัจธรรมผมคิดว่า กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ว่าศาสนาใดๆ ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้ จะมาช้ามาเร็วก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจน บางครั้งคนเรามองว่ากรรมเป็นเรื่องในด้านที่ไม่ดี กรรมมีทั้งสองด้าน คือกรรมดีและก็กรรมที่เลว กรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากใคร เกิดจากตัวเราเอง ถ้าท่านทำดีกรรมนั้นย่อมส่งผลดี ถ้าทำชั่วกรรมนั้นย่อมส่งผลชั่ว

ในช่วงเวลาที่ผมไปบวชได้อ่านพระไตรปิฏกแล้วเกิดความประทับใจตอนหนึ่งถึงเรื่องของกรรม เราคงได้ยินกันมากมายว่าพระเทวทัต ซึ่งเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า ปองร้ายพระพุทธเจ้ามาโดยตลอด พยายามแม้กระทั่งที่จะทำร้ายพระพุทธองค์ ในพระไตรปิฏกเขียนไว้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าท่านเล่าให้พระอานนท์ฟังว่า ท่านเองเป็นผู้เริ่มกรรมกับพระเทวทัตในอดีตชาติที่ผ่านมา ท่านเคยทำร้ายเทวทัตจนถึงแก่ชีวิตมาแล้ว เพราะฉะนั้นในชาติที่เป็นพระพุทธองค์ เทวทัตถึงได้มาทำกรรมตอบแทน แต่ว่าด้วยกรรมดีที่พระพุทธองค์ท่านได้บำเพ็ญมา แม้เทวทัตจะพยายามกลิ้งหินลงมาให้ทับพระพุทธองค์ หินก้อนใหญ่ไม่ถูก แต่เศษหินก็มาถูกที่นิ้วพระบาทพระพุทธองค์ ถึงกับเลือดไหล ซึ่งคือผลกรรมในอดีตของพระพุทธองค์แท้ ที่ได้ทำมา เป็นกรรมซึ่งตามกลับมาอย่างชัดเจนในส่วนของทางศาสนาที่เห็น แต่ในส่วนของเทวทัตซึ่งไม่ได้คิดจะทำกรรมดี ก็ทำตามสิ่งที่เราพูดคืออาจจะเป็นในเรื่องของอดีตชาติที่ผ่านมา

ทำไมปัจจุบันร่างกายของคนเรา เราสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่าในดีเอ็นเอของเรานั้นมันมียีนส์ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษเราเสมอ สิ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ตรงนี้คือพันธุกรรม ซึ่งเป็นกรรมอันหนึ่งที่ชัดเจนแน่นนอน ที่พิสูจน์ทราบทางธรรมชาติและก็พิสูจน์ทราบทางวิทยาศาสตร์แล้ว

ฉะนั้น ในส่วนตรงนี้ถ้าเราได้ตระหนักกันว่า เราตั้งใจจะทำในสิ่งที่ดีงาม ทำสิ่งที่เป็นกรรมดี แน่นอนว่าสิ่งนั้นจะต้องปรากฏขึ้นมา ในส่วนของกฎแห่งกรรมนี้จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกว่า เป็นเครื่องบำรุงใจว่า ถ้าเราทำกรรมดีแล้ว ในอนาคตสิ่งเหล่านั้นย่อมจะมาตอบแทนเราเสมอไม่ช้าก็เร็ว นั่นเป็นส่วนที่อยากจะบอกว่าคุณธรรมจริยธรรมที่จะเกิดขึ้นในใจของข้าราชการ เราจะต้องมีหลักยึด มีเป้าหมาย มีธงที่เราปักไว้ในใจของเราเอง ถ้าเราไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ ระบบหรือกลไกต่างๆ ที่เราสร้างมาย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร

ผมอยากเรียนให้เพื่อนข้าราชการทราบว่าเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เป็นของประชาชนและมาจากประชาชน จึงไม่พ้นที่จะต้องตกอยู่ในสายตาและการตรวจสอบของประชาชน ในขณะที่อีกมุมหนึ่งเรามีความเชื่อมั่นกันมาตลอดว่า เงินของหลวงนั้นตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ใครที่คิดทุจริตหรือประพฤติมิชอบ เบียดบังผลประโยชน์จากงบประมาณของทางราชการย่อมไม่สามารถหลีกหนีความผิดไปได้ ผมคิดว่าจึงเป็นเรื่องที่ดีที่เราได้มาพูดถึงวาระแห่งชาติ เรื่องการสร้างจริยธรรม ธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการในวันนี้ เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างคุณภาพมาตรฐานการทำงานที่ดีขึ้นของภาคราชการต่อไป

ผมมีความเข้าใจดีว่าข้าราชการส่วนใหญ่ยังมีรายได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับภาคเอกชนในบางสาขาอาชีพ แต่หากเปรียบเทียบกับประชาชนโดยทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเกษตรกรสามารถกล่าวได้ว่าข้าราชการยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก การจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ได้อยู่ที่มีรายได้มากหรือมีรายได้น้อย แต่อยู่ที่การปฏิบัติตนและความพอเพียง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล มีเหตุมีผลและไม่ประมาทฟุ้งเฟ้อ หากข้าราชการสามารถใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังผมเชื่อว่าจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการและประกาศวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาคราชการในวันนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิดหรือข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมในวันนี้ และการที่ข้าราชการทั่วประเทศจะนำเรื่องการสร้างจริยธรรม ธรรมาภิบาลและการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นวัฒนธรรมและค่านิยมอันดีงามต่อไป จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแก่สังคมไทย พี่น้องประชาชน และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมและประกาศวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการ ณ บัดนี้ ขออวยพรให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญโดยทั่วกัน ขอบคุณครับ”