พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นรม.ประกาศวาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการ
(คำกล่าวการเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการและประกาศ "วาระแห่งชาติด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในภาคราชการ" โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2549)
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ผมอยากจะเรียนกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าเรายึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราก็คงจะต้องยอมรับว่าไม่เจริญก้าวหน้าขึ้นอยู่แค่ไหนก็แค่นั้น จุดของความพอเพียงถ้าเราตั้งใจว่าเราทำในสิ่งที่ดีงาม เรายืนอยู่ตรงนั้น นั่นคือความพอเพียงตามปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นั่นเป็นจุดอันหนึ่งที่อยากจะพูดว่า ถ้าเราไม่แก้เรื่องบุคคลประกอบไปกับเรื่องของระบบ ทำอย่างไรก็แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ข้าราชการทุกท่านต้องตั้งอุดมการณ์ของท่านไว้ส่วนหนึ่งว่าท่านจะไปแค่ไหน จะไปอย่างไร ถ้าท่านยึดตรงนี้ไว้ งานของชาติบ้านเมือง การที่จะช่วยกันทำงานเป็นระบบก็จะง่ายขึ้น ผมพูดจากประสบการณ์แท้ๆ เพราะมีโอกาสได้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ จึงเห็นว่าจะต้องทำทั้งสองด้าน คือทั้งในเรื่องของบุคคล และในเรื่องของระบบ
การขาดคุณธรรมและจริยธรรมในระบบราชการ มีผลกระทบต่อการทำงานของข้าราชการและการพัฒนาบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะข้าราชการคือบุคคลสำคัญในการนำนโยบายต่างๆ ไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ และระบบราชการคือหัวขบวนในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ หากข้าราชการส่วนใหญ่ขาดขวัญ กำลังใจ มีความท้อแท้สิ้นหวัง การทำราชการก็ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่เราพูดกันว่า เช้าชามเย็นชาม ประชาชนและประเทศชาติก็ไม่ได้รับผลที่ดีจากการทำงานของข้าราชการ ส่งผลกระทบติดตามกันไปเป็นลูกโซ่
รัฐบาลจึงมีความคิดที่จะทำให้ข้าราชการมีอิสระและมีความมั่นคงปลอดภัยในการทำงานมากขึ้น สามารถทำงานในความรับผิดชอบของแต่ละคนโดยไม่ต้องวิตกกังวลหรือเกรงกลัวต่อคำสั่งการที่ผิดๆ ซึ่งรูปแบบที่เราจะพัฒนาต่อไปควรจะเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องได้มีการปรึกษาหารือกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่ผมขอเรียนว่าความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านทั้งหลาย มีความสำคัญและจำเป็นต่อการสร้างรูปแบบที่สมบูรณ์และเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผมขอเรียนไว้ในที่นี้ว่า คำว่าข้าราชการหมายถึงความผูกพันที่เราจะต้องทำงานสนองพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดีที่สุด เพราะราชการก็คืองานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการจะทำอย่างไรก็ควรจะมองไปที่พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลักซึ่งจริงๆ แล้วมีเป้าหมายอยู่แค่เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือประเทศชาติและประชาชนชาวไทยของเรานั่นเอง
หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สำคัญมีอยู่ 3 - 4 ประเด็น ได้แก่ "การให้" หมายถึง ทำทุกอย่างเพื่อให้แก่ประเทศชาติและประชาชน "การทำงานอย่างมีความสุข" หมายถึง มีความสุขที่ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ "ความเพียร" หมายถึง ความมุ่งมั่นทำงานโดยไม่ย่อท้อต่อปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และสุดท้ายคือ "ความสามัคคี" หมายถึงความร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลดีแก่ชาติบ้านเมือง ข้าราชการต้องยึดหลักการทำงานเหล่านี้ไว้ และต้องปรับลดอัตวิสัยของตนเอง ของหน่วยงาน และการยึดติดการเป็นเจ้าของผลงาน ปรับให้เป็นการร่วมมือกันทำงานโดยไม่มีเจ้าของ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการอำนวยประโยชน์ทำให้เกิดความสุขแก่ประชาชน
ส่วนเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น เป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมายาวนาน เป็นปัญหาสังคม เป็นธรรมดาขององค์กรที่มีขนาดใหญ่อย่างระบบราชการ ซึ่งมีคนอยู่เป็นจำนวนมากและยังต้องทำงานเกี่ยวข้องกับงบประมาณของประเทศ การที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากก็ย่อมจะต้องมีทั้งคนที่ดีและคนที่ไม่ดี และยิ่งเมื่อมีโอกาสที่จะคิดคดทุจริตได้ หากเป็นคนที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ไม่มีคุณธรรม จริยธรรมพอ ก็จะเผลอใจไปได้ง่ายๆ
ตรงนี้ทางศาสนาพุทธพูดว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่บางครั้งก็มีคนพูดว่า ทำชั่วได้ดีก็มีถมไป แต่โดยความเป็นจริงโดยสัจธรรมผมคิดว่า กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ว่าศาสนาใดๆ ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้ จะมาช้ามาเร็วก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจน บางครั้งคนเรามองว่ากรรมเป็นเรื่องในด้านที่ไม่ดี กรรมมีทั้งสองด้าน คือกรรมดีและก็กรรมที่เลว กรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากใคร เกิดจากตัวเราเอง ถ้าท่านทำดีกรรมนั้นย่อมส่งผลดี ถ้าทำชั่วกรรมนั้นย่อมส่งผลชั่ว
ในช่วงเวลาที่ผมไปบวชได้อ่านพระไตรปิฏกแล้วเกิดความประทับใจตอนหนึ่งถึงเรื่องของกรรม เราคงได้ยินกันมากมายว่าพระเทวทัต ซึ่งเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า ปองร้ายพระพุทธเจ้ามาโดยตลอด พยายามแม้กระทั่งที่จะทำร้ายพระพุทธองค์ ในพระไตรปิฏกเขียนไว้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าท่านเล่าให้พระอานนท์ฟังว่า ท่านเองเป็นผู้เริ่มกรรมกับพระเทวทัตในอดีตชาติที่ผ่านมา ท่านเคยทำร้ายเทวทัตจนถึงแก่ชีวิตมาแล้ว เพราะฉะนั้นในชาติที่เป็นพระพุทธองค์ เทวทัตถึงได้มาทำกรรมตอบแทน แต่ว่าด้วยกรรมดีที่พระพุทธองค์ท่านได้บำเพ็ญมา แม้เทวทัตจะพยายามกลิ้งหินลงมาให้ทับพระพุทธองค์ หินก้อนใหญ่ไม่ถูก แต่เศษหินก็มาถูกที่นิ้วพระบาทพระพุทธองค์ ถึงกับเลือดไหล ซึ่งคือผลกรรมในอดีตของพระพุทธองค์แท้ ที่ได้ทำมา เป็นกรรมซึ่งตามกลับมาอย่างชัดเจนในส่วนของทางศาสนาที่เห็น แต่ในส่วนของเทวทัตซึ่งไม่ได้คิดจะทำกรรมดี ก็ทำตามสิ่งที่เราพูดคืออาจจะเป็นในเรื่องของอดีตชาติที่ผ่านมา
ทำไมปัจจุบันร่างกายของคนเรา เราสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่าในดีเอ็นเอของเรานั้นมันมียีนส์ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษเราเสมอ สิ่งที่เราจะปฏิเสธไม่ได้ตรงนี้คือพันธุกรรม ซึ่งเป็นกรรมอันหนึ่งที่ชัดเจนแน่นนอน ที่พิสูจน์ทราบทางธรรมชาติและก็พิสูจน์ทราบทางวิทยาศาสตร์แล้ว