รางวัลแด่...คนข่าวผู้กล้า พูลิตเซอร์ ไข้หวัดนก! กฤษณา ไพฑูรย์

(ภัทรพรรณ ขุนทอง นสพ.ประชาชาติธุรกิจ จันทร์ 7 - พุธ 9 มี.ค. 48 หน้า 45)

บางคนบอกว่า เพียงลมหายใจก็ทำให้ชีวิตมนุษย์ปุถุชนดำรงอยู่ได้

แต่สำหรับ "คนข่าว" เพียงแค่นั้นคงไม่พอ...

ชีวิตของ กฤษณา ไพฑูรย์ ก็เช่นกัน !

เธอคนนี้เป็นผู้หญิงร่างเล็ก แต่หัวใจนั้นมหาศาล

เธอทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายเกษตรการค้า ประจำหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจราย 3 วัน ที่คว้ารางวัลข่าวยอดเยี่ยม รางวัลมูลนิธิอิศรา อมันตกุล จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในปีนี้มาครอง ด้วยข่าวที่ส่งผลสะเทือนเลือนลั่น "ไข้หวัดนก"

ข่าวนี้แหละที่มี "กฤษณา" เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันให้ประเทศไทยตื่นจากความมืดมัว !

"เริ่มจากช่วงประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2546 มีแหล่งข่าวโทร.มา บอกว่า...ประเทศไทยกำลังเกิดไข้หวัดนก ตอนนี้ไก่ตายเป็นจำนวนมาก...ช่วงนั้นพอแหล่งข่าวโทร.มาบอกก็พยายามเช็กข่าวกลับไปที่กรมปศุสัตว์ แต่ได้รับการปฏิเสธ แล้วเขาก็บอกว่า...ไก่เป็นโรคอหิวาห์ตาย ก็นำเสนอเป็นข่าวเล็กๆ ไป"

แต่สถานการณ์ไก่ตายยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และมากขึ้นๆ

"เราก็เอ๊ะ...ทำไมมันตายต่อเนื่อง นี่จึงไม่น่าใช่เหตุการณ์ปกติ"

ว่าแล้วเธอก็ระดมรายชื่อแหล่งข่าวที่เกี่ยวกับไก่ ทั้งเกษตรกร นักวิชาการ สัตวแพทย์ ข้าราชการ แล้วโทรศัพท์ไปสอบถามให้หายสงสัย แต่คำตอบที่ได้กลับมา กลับแยกเป็น 2 ฝ่าย คือ ใช่ และไม่ใช่ไข้หวัดนก !

ความสงสัยยังคงแคลงใจ ทำให้ต้องลงพื้นที่ลงไปดูให้เห็นกับตา

"เราตัดสินใจลงพื้นที่ไปสัมผัสกับเกษตรกรแถวอ่างทอง ฉะเชิงเทรา ไก่ก็ตายต่อเนื่อง พวกสัตวแพทย์เองก็พยายามอธิบายความรู้ความเข้าใจ แล้วก็เอาหนังสือ ตำราวิชาการมาให้อ่านว่าอหิวาต์เป็นอย่างไร ไข้หวัดนกเป็นอย่างไร เขาว่าถ้าเป็นโรคอหิวาต์จริงมียาป้องกัน แป๊บเดียวก็น่าจะหาย นี่พอผ่าซากออกมาดูแล้ว มันจะมีจ้ำเลือดซึ่งมันต่างกันกับโรคอหิวาต์ แล้วเราก็ไปคุยกับสัตวแพทย์ตามคณะต่างๆ ด้วย เขาก็แยกเป็น 2 ฝ่าย จนฝ่ายที่ยอมรับว่าใช่เขาให้ข้อมูลเรามาอ่าน แล้วเราก็พยายามกลับไปโต้แย้งกับกรมปศุสัตว์อีก"

เธอชักเริ่มแน่ใจว่า สถานการณ์ที่คาดว่าไม่ธรรมดา จะไม่ธรรมดายิ่งกว่า และน่ากลัวกว่าที่คิด !

"จะปรึกษา พี่อู (ถลัยศักดิ์ สมรรคะบุตร) หัวหน้าตลอด โดยเอาข้อมูลมาให้ดูว่า เขามีโปรแกรมฉีดวัคซีนตลอด แต่ไก่ยังตายอยู่เลย แสดงว่าโรคไม่ใช่อหิวาต์แน่ ก็นำเสนอว่าไก่ตายค่อนประเทศเป็นโรคคล้ายไข้หวัดนก เราไม่กล้าที่จะฟันธงไปในตอนแรก เพราะแหล่งข่าวแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย"

...และถ้าเป็นโรคไข้หวัดนก มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะ เพราะมันคือโรคที่ทำให้คนตาย !!!

"เท่าที่ติดตามข่าวสายนี้มา เราก็รู้ว่าปี 2540 ที่จีนและฮ่องกงมีคนตายด้วยโรคนี้หลายคน ทำให้เรารู้ว่าถ้าเกิดโรคนี้ในบ้านเรา โอกาสที่คนไทยจะตายมันใกล้ชิดมาก แม้กระทั่งตัวเราเองก็มีโอกาส เราก็เลยพยายามเปิดเผย !"

แต่เรื่องดำเนินไปอย่างไม่ง่าย เพราะนั่นหมายถึงผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากเมืองไทยส่งออกไก่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ไหนจะมีเรื่องการท่องเที่ยวอีก !

"ไม่ใช่แค่นั้น เวลานั้นกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูเรื่องชีวิตคนก็ออกมาปฏิเสธตลอด ข่าวก็เริ่มลุกลามขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญกรมปศุสัตว์คุมโรคไม่อยู่ โรคก็ลามไปเกือบทั้งประเทศ"

ช่วงนั้นหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจยังคงนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ขณะที่ "กฤษณา" เองก็พยายามบอกเล่าเก้าสิบเพื่อนพ้องพี่น้องวงการสื่อจากสำนักข่าวอื่นๆ ด้วย แต่ทว่ากลับไม่มีใครฟังเสียงเล็กๆ ของเธอ...

"เวลาไปทำข่าวที่กระทรวง เจอน้องๆ ฉบับอื่นก็บอกเขาว่า...ไข้หวัดนกๆ...แต่ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครทำข่าวตาม ฝ่ายรัฐบาลเองก็พยายามที่จะบิดเบือนข้อมูล ปกปิดให้ถึงที่สุด...(เสียงเข้ม) ทำให้ทุกคนไม่สามารถที่จะยอมรับว่ามันคือไข้หวัดนก พอเราลงข่าวก็จะถูกเกษตรกรบางคนโทร.มาด่าว่า...นี่คุณจะทำลายประเทศชาติหรือ ?"

แต่สิ่งที่กฤษณาตอบกลับไม่ใช่การตอบโต้ด้วยความโมโห ทว่าเป็นคำเตือนที่อยากทำให้อีกฝ่ายชั่งน้ำหนักความสำคัญ

"คุณจะคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของคุณฝ่ายเดียวไม่ได้นะ โรคนี้คือความเป็นความตายนะ เป็นโรคที่คนมีสิทธิ์ตายได้ง่ายๆ ต่างประเทศก็มีให้เห็น แล้วคุณจะคิดถึงแต่ธุรกิจของคุณอย่างเดียวไม่ได้ !"

ข่าวเริ่มรุนแรง สื่อต่างๆ พากันประโคมข่าวมากขึ้น ถึงกระนั้นรัฐบาลเองก็ยังไม่ยอมรับ จนกระทั่งมีข่าว "ไข้หวัดนกติดคน"

"ตอนนั้นยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจน แล้วในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ นักข่าวภูมิภาคของเรา (สมสินชัย เสียงเรืองแสง) ก็แจ้งว่า ไข้หวัดนกระบาดและเป็นจังหวัดแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นที่พี่เขาได้เข้าไปคุย หลังจากนั้นเราได้รับแจ้งว่ามีเด็ก 2 คนติดไข้หวัดนกกำลังรอความตายอยู่ในห้องไอซียู"

...แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือรัฐบาลทั้ง ครม.กลับมาทำเป็นกินไก่โชว์สร้างความเชื่อมั่น ขณะที่มีเด็กตาดำๆ ลูกชาวบ้านจนๆ กำลังรอความตายอยู่ !

กว่าความตั้งใจที่อยากให้รัฐบาลออกมายอมรับว่าประเทศไทยมีการระบาดของไข้หวัดนกจะเป็นจริงได้ก็ล่วงเข้าวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2547 โดยในวันแถลงข่าว "กฤษณา" สอดส่ายสายตาไปยังแผ่นรายงานการค้นพบเชื้อ H5N1 และให้ช่างภาพ (ธีรพล ปิฏฐปาตี) ซูมตัวหนังสือมา ปรากฏว่าเขาค้นพบคนติดเชื้อมาตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547

ซึ่งนั่นคือการจับโกหกคำโตของรัฐบาลได้...

ที่สำคัญให้หลังจากการแถลงข่าวเพียง 2 วัน ความรู้สึกของเธอก็ต้องดิ่งวูบ เมื่อเด็ก 1 ใน 2 คนที่ติดไข้หวัดนกสิ้นลมหายใจลงแล้ว !

"วันนั้นเราไปรับศพด้วยตัวเอง...มันก็ค่อนข้างสะเทือนใจ พ่อแม่เด็กร้องไห้ตลอด พ่อเด็กก็บอกว่าทำไมรัฐบาลต้องปิดบังด้วย"

...เราสะท้อนใจเลยว่า รัฐบาลพูดได้ เพราะไม่ใช่ลูกคุณใช่ไหม ตอนนั้นเรารู้สึกหดหู่มากเลย ไม่ใช่ว่าเราทำจนรัฐบาลออกมายอมรับแล้วเราภูมิใจ แต่ถ้าทุกคนพยายามช่วยกดดันรัฐบาล มันอาจจะไม่ต้องเสียหายมาก ทุกวันนี้เกษตรกรยังเป็นหนี้เป็นสิน ยังไม่ฟื้นเลย...

"เราไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคิดนั้นคืออะไร การชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ความเสียหายกับชีวิตของคน ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อะไรมันจะเป็นน้ำหนักที่เราให้ความสำคัญมากกว่ากัน !"

เธอบอกอีกว่า...ต้องบีบให้มั่น คั้นให้ตาย ยิ่งรัฐบาลทำให้เรารู้สึกว่าคุณปกปิด เราก็ยิ่งอยากแฉ ซึ่งเราก็รู้ว่านั่นหมายถึงอันตราย !

"ครอบครัวของเรา โดยเฉพาะแม่ก็เตือนว่าให้ระวัง เป็นนักข่าวตัวเล็กๆ เงินเดือนไม่เท่าไหร่ มันคุ้มค่าไหม ? จะไปแลกกับอันตรายบางอย่าง เพราะว่าการลงข่าวไปแต่ละครั้งมันมีผลกระทบต่อธุรกิจเป็นระดับพันล้านหมื่นล้านไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ซึ่งถ้าเขาจะตีหัวหรือทำอะไรเรา มันจิ๊บจ๊อย เศษเงินเขามากเลย เขาบอกให้พยายามบอกฉบับอื่นให้ช่วยกันทำข่าวนี้ เราก็บอกว่าเราบอก แต่ไม่มีใครตาม ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร"

"แต่เราต้องทำต่อ เพราะมันเป็นความถูกต้อง..."

...ตอนที่ทำข่าวนี้ไม่ได้มุ่งมั่นว่าจะส่งประกวด คิดแต่ว่าฉันจะต้องเอาชนะการปกปิดข้อมูล การบิดเบือน เราไม่อยากให้คนจนต้องมาตาย อยากเปิดเผยเพื่อให้คนระมัดระวัง ซึ่งจริงๆ การได้รับรางวัลมันเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตการทำข่าวมา 14 ปี ถือเป็นรางวัลสูงสุดของคนในอาชีพนี้ แต่เราก็ยอมรับว่าไม่ได้มาจากความสามารถของเราคนเดียว มันได้มาจากองค์ประกอบรวมของทั้งหมด ข่าวนี้ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันในออฟฟิศ น้องทุกคนในโต๊ะ ทุกคนในประชาชาติฯ...

แต่ถ้าถามว่า เป็นความยิ่งใหญ่สำหรับเธอหรือไม่ เธอบอกว่า

"ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันสายเกินไป มันช้าเกินไปด้วยซ้ำ กว่าที่รัฐบาลมายอมรับ ถ้าเขายอมรับเร็วกว่านี้แล้วไม่มีคนต้องตาย เราจะดีใจมากกว่านี้...นั่นแหละมันน่าจะดีกว่า เบื้องหลังของข่าวนี้ มันจึงเป็นความจริง ความตาย ความหายนะ"

แม้จะเหนื่อย แม้จะท้อบ้างในบางคราว แต่อนาคตข้างหน้าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ยังคงยืนยันจะเป็น "คนข่าว" ที่มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณเพื่อมวลชนเช่นนี้ตลอดไป โดยไม่ขอยอมแพ้ต่อสิ่งใดๆ อย่างเด็ดขาด !




[BACK] [HOME]