ปัญหาภาคใต้ : มุมมองจากสื่อฯ มาเลเซีย และการชี้แจงของนักวิเคราะห์ไทย

เมื่อปลาย พ.ย.48 เว็บไซต์ Utusan.com ซึ่งเป็นสื่อมวลชนในมาเลเซีย ได้ลงบทความเรื่อง การเสนอข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ของไทยยังคลาดเคลื่อน เขียนโดย Nik Fakaruddin Mahir นักวิชาการสถาบันเพื่อความร่วมมือของชาวมุสลิมนานาชาติ มาเลเซีย (Institute Kerjasama Islam Antarabangsa Malaysia ; IKIAM) เนื้อหาโดยสรุป คือ เห็นว่าสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยต้องพบกับอุปสรรคมากขึ้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นรม.จะก่อตั้ง กกล.อาสาสมัคร 20,000 นาย ขณะที่ยังไม่อาจระบุกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มพูโล กลุ่มค้ายาเสพติด หรือกลุ่มอาชญากร แต่กลับกล่าวหาชาวไทยมุสลิม และกลุ่มพูโล ส่วนการออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ส่งผลให้ชาวไทยมุสลิมได้รับความกดดันจนต้องหลบหนีไปมาเลเซีย 131 คน และหากเกิดสงครามการเมือง หรือสงครามศาสนา จะทำให้มาเลเซียได้รับผลกระทบจากผู้ลี้ภัยสงครามและกลุ่มก่อความไม่สงบจากไทย รวมทั้งบางประเทศอาจฉวยโอกาสลงโทษทางเศรษฐกิจและทางทหารต่อมาเลเซีย รวมทั้งที่ดินของชาวไทยมุสลิมที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์จะถูกเวนคืนจากรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ชาวไทยมุสลิมเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการช่วยเหลือจากมาเลเซีย และการพัฒนาร่วมด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระหว่างมาเลเซียกับไทย รวมทั้งให้รัฐบาลไทยขุดคอคอดกระเพื่อพัฒนาที่ต่อเนื่องในท้องถิ่นและประเทศเพื่อนบ้าน นั้น

อดีตนักหนังสือพิมพ์ นักการทูต นักการข่าว นักวิเคราะห์ ที่รวมตัวก่อตั้งเว็บไซต์ the-thainews.com (www.the-thainews.com) ซึ่งได้รับความนิยมเชื่อถือในวงกว้างมาไม่ต่ำกว่า 6 ปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารระดับสูง เห็นว่าบทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก จึงขอชี้แจงทำความเข้าใจรายประเด็น ดังนี้

- ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบแก้ปัญหาภาคใต้ เห็นตรงกันชัดเจนแล้วว่ากลุ่มหลักที่อยู่เบื้องหลังปัญหา คือ กลุ่ม BRN co-ordinate ได้ชักชวนเยาวชนในพื้นที่เข้าเป็นแนวร่วม โดยรื้อฟื้นปลูกฝังแนวคิดรัฐปัตตานีในอดีต รัฐบาลไม่เคยกล่าวหาชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นรม.ย้ำหลายครั้งว่าไม่ใช่ปัญหาศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลามที่เน้นความรัก สามัคคี และสันติภาพ

- กกล.อาสาสมัคร 20,000 นาย เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการปฏิบัติจริง และคาดว่าจะถูกยกเลิกในที่สุด เนื่องจากกำลังทหารในพื้นที่มีเพียงพอต่อการแก้ปัญหาซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้ามากขึ้นเป็นลำดับ

- พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีเจตนารมณ์รวมศูนย์การแก้ไขสถานการณ์วิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะสายบังคับบัญชาสั่งการให้เป็นแนวเดียวกัน เพื่อสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างสถานการณ์วิกฤติสำคัญซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายดังกล่าว คือ ธรณีพิบัติภัยจากคลื่นสึนามิ ที่ 6 จังหวัดชายทะเลภาคใต้ของไทยฝั่งอันดามัน ประสบเมื่อ 26 ธ.ค. 47

- ในต่างประเทศมีการออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมาก โดยเฉพาะการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้เป็นเวลานานและการเข้าตรวจค้นสถานที่ แต่ในส่วนของไทยไม่มีกฎหมายดังกล่าว จึงใช้ผ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งรัฐบาลประกาศให้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินหนึ่ง และการบังคับใช้ พ.ร.ก.มีเวลาเพียงช่วงละ 3 เดือน เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำได้เพียง 7 วัน และการเข้าตรวจค้นสถานที่ใดต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเท่านั้น

- กรณีคนไทย 131 คน หลบหนีเข้าไปในมาเลเซีย เมื่อปลาย ส.ค.48 โดยอ้างว่าเพราะเกรงความไม่ปลอดภัยจากการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ข้อเท็จจริงคือในจำนวนนี้มีเด็กปะปนอยู่ด้วยจำนวนมาก อายุต่ำสุด 3 ขวบ ซึ่งหากผู้หลบหนีเกรงผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะมีต่อตัวเองจริง ไม่น่าจะนำเด็กซึ่งไม่เกี่ยวข้องและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทยอย่างดีมากอยู่แล้วไปลำบากด้วย ยกเว้นจะมีวาระซ่อนเร้นอื่น นอกจากนี้ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลข่าวกรองตรวจพบว่าในจำนวน 131 คนไทยดังกล่าว มีแกนนำกลุ่มโจรที่ถูกออกหมายจับ ปะปนแฝงตัวอยู่ด้วย

- ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ จะไม่ขยายตัวเป็นสงครามศาสนาระหว่างชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิม เนื่องจากกลุ่มโจรทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้ง 2 ศาสนา เพราะต้องการให้กลัวและอพยพย้ายออกจากพื้นที่ แต่เมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาโดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ จนส่งผลให้เหตุร้ายรายวันลดลง และความเชื่อมั่นกลับคืนมา การประกอบอาชีพในพื้นที่เป็นปกติ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องเวนคืนที่ดินยุทธศาสตร์ของชาวไทยมุสลิมแต่อย่างใด รวมทั้งไม่เกิดสงครามการเมืองหรือสงครามศาสนา ทำให้มาเลเซียต้องได้รับผลกระทบจากผู้ลี้ภัยสงครามด้วย ส่วนกลุ่มก่อความไม่สงบหากหนีเข้าไปในมาเลเซีย แล้วมาเลเซียควบคุมตัวนำส่งคืนไทยดำเนินคดี ก็จะเป็นความร่วมมือหนึ่งในการแก้ปัญหา และขจัดข้อสงสัยของนานาชาติที่มีในแง่ลบต่อมาเลเซียได้

- การศึกษา เป็นแนวทางแก้ทุกปัญหา ซึ่งชาวไทยมุสลิมได้รับสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านศาสนา วิชาการ วิชาชีพ ด้วยรัฐบาลหวังเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ริเริ่มหรือกำหนดความต้องการจากคนในพื้นที่เอง เพราะเชื่อว่าจะยั่งยืนกว่าการชี้นำใดๆ

- สำหรับประเด็นท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย และการขุดคอคอดกระ นักวิเคราะห์ในไทยส่วนใหญ่เห็นว่าประเด็นแรกติดที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไทยให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาก รวมทั้งสิทธิเสรีภาพของกลุ่มผู้คัดค้านภายใต้รัฐธรรมนูญเพราะสังคมไทยเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลาย ส่วนประเด็นหลังเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องผลประโยชน์ระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์เท่านั้น