ปารีส, อ๊อกซบริดจ์ และฮาร์วาร์ด : ระบบการศึกษาไหนดีกว่ากัน?

(ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คอลัมน์ ทางสี่แพร่ง นสพ.สยามรัฐ จันทร์ 3 พ.ค. 47 หน้า 6)

-1-

เมื่อ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์เคอร์บี้ (William C.Kirby) คณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (Faculty of Arts and Sciences) ของฮาร์วาร์ด ได้ออกแถลงการณ์มีใจความสำคัญว่า ฮาร์วาร์ดกำลังพิจารณาปรับปรุงแผนการเรียนการสอนในระดับโครงสร้าง เพื่อให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีเจาะลึกมากขึ้น เพราะโลกทุกวันนี้ต้องการคนชำนาญเฉพาะสาขาจริงๆ

เท่าที่ผมสังเกตผู้ศึกษาสาขาภาษาสันสกฤตและอินเดีย ศึกษาระดับปริญญาตรีของฮาร์วาร์ด นักศึกษาต้องเรียนหลายวิชา โดยมากเป็นวิชาพื้นฐาน แต่วิชาเอกจริงๆ ได้เรียนไม่กี่หน่วยกิต คล้ายๆ มหาวิทยาลัยไทยซึ่งก็อบปี้ระบบมาจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ปีที่หนึ่งปีที่สองนักศึกษายังต้องเรียนวิชาพื้นฐานมากมาย จะมีโอกาสเรียนวิชาเอกวิชาโทก็ต้องขึ้นปีสามปีสี่แล้ว นักศึกษาจึงไม่ค่อยมีโอกาสเจาะลึกวิชาเอกมากเท่าไหร่ ข้อสำคัญที่ทำให้ฮาร์วาร์ดต่างจากอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์อย่างมากก็คือ วิธีรับนักศึกษาเข้าเรียน อ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์จะรับเฉพาะผู้ผ่านการทดสอบซึ่งทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น ขณะที่ฮาร์วาร์ด (และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอเมริกา) สามารถพิจารณารับผู้สมัครเข้าศึกษาได้ทันทีถ้าผู้ปกครองผู้สมัครคนนั้นบริจาคเงินเข้ามหาวิทยาลัยมากๆ ระบบดังกล่าวนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ได้เลย

ขอยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.2545 ซึ่งมีข่าวว่าผู้บริหารวิทยาลัยเพมโบรก (Pembroke College) ในเครือมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด สองคนรับเงินจากผู้ปกครองเด็กจำนวน 3 แสนปอนด์ แล้วก็พากันล็อบบี้ภายในเพื่อให้รับเด็กคนนั้นเข้าเรียน ต่อมาเมื่อเรื่องแดง บรรดาสื่อมวลชนก็พาดหัวหนังสือพิมพ์กันเกรียวกราวว่าประเพณีจ่ายเงินเพื่อฝากบุตรหลานเข้าเรียน (cashes for places) ตามสไตล์อเมริกันกำลังแพร่หลายเข้าสู่อ๊อกซบริดจ์ ทันทีที่เป็นข่าว คณาจารย์สองคนที่ลือกันว่าพัวพันกับการรับเงินก็ลาออกจากวิทยาลัยทันที กระนั้นสำนักงานอธิการบดีก็ยังออกข่าวตำหนิอย่างรุนแรงไล่หลังอีกด้วย พร้อมชูนโยบายว่าอ๊อกฟอร์ดจะรับเฉพาะผู้มีความสามารถทางวิชาการโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น ไม่ว่าคนนั้นจะมีปูมหลังอย่างไร

เหตุที่ฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาที่มาจากตระกูลระดับกุฎุมพีมาก เมื่อนักศึกษาเหล่านี้จบไปมีหน้าที่การงานใหญ่โต ฮาร์วาร์ดก็ติดต่อให้ช่วยบริจาคเงินเข้ามหาวิทยาลัย บรรดาศิษยเก่าหลายคนก็ตอบแทนบุญคุณฮาร์วาร์ดด้วยวิธีบริจาคทรัพย์ทีละมากๆ (ถ้ารับนักศึกษาจากครอบครัวยากจนเข้าเรียนมากๆ โอกาสจะระดมทุนได้มากๆ ภายหลังก็ยาก) เหตุนี้ ทุกๆ ปีฮาร์วาร์ดจึงสามารถระดมทุนจากบรรดาศิษย์เก่าเหล่านี้มาช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัยได้มหาศาล กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่รวยที่สุดในโลก

ผมขอยกตัวอย่างเช่น ใน พ.ศ.2541 สมัยผมเข้าเรียนอ๊อกซฟอร์ดปีแรก หนังสือพิมพ์อังกฤษลงข่าวว่า ขณะที่อ๊อกซฟอร์ดสามารถระดมทุนจากศิษย์เก่าได้ราว 200 ล้านปอนด์ (เคมบริดจ์ได้น้อยกว่านั้นมาก) แต่ฮาร์วาร์ดแห่งเดียว ระดมทุนเข้ามหาวิทยาลัยได้ถึง 1,400 ล้านปอนด์ มากกว่าทุนที่อ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ระดมมาได้ทั้งหมดรวมกัน

ไม่แต่เท่านั้น ฮาร์วาร์ดยังเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก็บค่าหน่วยกิตแพงที่สุดในโลก วารสารกิจจานุเบกษาของฮาร์วาร์ด ฉบับมีนาคมที่เพิ่งผ่านไป (March 25, 2004) บอกว่าค่าหน่วยกิตระดับปริญญาตรีโดยเฉลี่ยทั้งหมดสำหรับ พ.ศ.2547-8 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 39,880 ดอลลาร์ (x39 = 1,555,320 บาท) เพิ่มจากเดิม 5.15% แต่ค่าหน่วยกิจสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีในอ๊อกซฟอร์ดสำหรับ พ.ศ.2547 ที่ประกาศออกมาเป็นทางการของวิทยาลัยตรีนิติในอ๊อกซฟอร์ดคือ 5,970 ดอลลาร์ (x39 = 232,830 บาท) รวมค่าที่พักในวิทยาลัยด้วย วิทยาลัยอื่นๆ ก็มีค่าใช้จ่ายราวนี้ ปีนี้อ๊อกซฟอร์ดพยายามเพิ่มค่าหน่วยกิต (ค่าที่พักและอาหาร) รวมราว 10,000 ดอลลาร์ (x39 = 390,000 บาท) รัฐบาลปัจจุบันเห็นด้วย แต่ถูกนักศึกษาประท้วงอย่างหนัก ผมยังไม่ทราบว่าในทางปฏิบัติอ๊อกซฟอร์ดเรียกเก็บอัตรานี้แล้วหรือยัง

ดังนั้น คนจะเข้าเรียนฮาร์วาร์ดได้ต้องมาจากตระกูลผู้ร่ำรวย หาไม่ก็ต้องได้ทุนจากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่ลูกหลานคนยากจนแท้จริงจะมีโอกาสไปเข้าเรียนได้ ฮาร์วาร์ดเคยออกข่าวว่ามีนักศึกษาปริญญาตรีราว 70% ได้ทุนระหว่างเรียนแต่ทุนที่ให้ไม่ใช่ให้แก่คนยากจนมาเรียนในฮาร์วาร์ดทั้งหมด ส่วนมากให้แก่ลูกชนชั้นกลางที่ขาดเงินสนับสนุนบางช่วงระหว่างเรียน

-2-

ดูเม็ดเงินมหาศาลที่จ่ายเป็นค่าหน่วยกิตในฮาร์วาร์ดแล้ว เรามาดูกันว่าวิธีสอนของอ๊อกซฟอร์ด, เคมบริดจ์และฮาร์วาร์ดต่างกันอย่างไร? วิธีไหนจะดีกว่ากัน? และถ้าเป็นไปได้มหาวิทยาลัยไทยควรใช้ระบบไหน?

ที่จริง ทั้งสามสถาบันเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิด ผู้ก่อตั้งเคมบริดจ์ก็คือ อดีตนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ด ผู้ก่อตั้งฮาร์วาร์ดก็คือ บรรดาอดีตนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ซึ่งเป็นนักเผยแผ่ศาสนาคริสต์ที่เรียกว่ากลุ่มเพียวริแทน (Puritans) แต่ส่วนมากแล้ว พวกเพียวริแทนที่พากันไปก่อตั้งฮาร์วาร์ดจบไปจากวิทยาลัยเอ็มมานูแอลในเคมบริดจ์ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการเผยแผ่ลัทธินี้

เพียวริแทนคือกลุ่มนักศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ที่ก่อตัวขึ้นสมัยศตวรรษที่ 16-17 โดยปกติพวกนี้เน้นวิธีใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย หันไปเน้นปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด ไม่ต้องการพิธีกรรมศาสนาที่วิจิตรพิสดารอะไร เมื่อพวกเพียวริแทนมีปัญหาทางการเมืองในอังกฤษก็พากันอพยพไปตั้งหลักในนิวอิงค์แลนด์ (New England) ซึ่งเป็นดินแดนแถบภาคอีสานของอเมริกาซึ่งครอบคลุมรัฐเมน (Maine) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือสุดของนิวอิงค์แลนด์รัฐนิวแฮ็มเช่อร์ (New Hampshire) รัฐเวอร์ม็อนต์ (Vermont) ซึ่งอยู่ติดกับแคนาดา รัฐแมสซาชูเสตต์ (Massachusetts) ซึ่งมีเมืองหลวงคือ บ๊อสตั้น รัฐโหรต ไอแลนด์ (Rhode Island) ซึ่งเป็นรัฐที่เล็กที่สุดของอเมริกาและรัฐคอนเน็กติกัต (Connecticut) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเยล

แต่ขณะที่อ๊อกซฟอร์ด และเคมบริดจ์ใช้ระบบการศึกษาแบบสามเทอมต่อหนึ่งปีการศึกษา เทอมละ 8 อาทิตย์ มีหยุดคั่นแต่ละเทอมประมาณ 6 อาทิตย์ ฮาร์วาร์ดใช้ระบบสองเทอมต่อหนึ่งปีการศึกษา ระหว่างเรียนปริญญาตรี นักศึกษาอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์เจาะลึกไปไม่กี่วิชา มากที่สุดก็ราวสามวิชา แต่นักศึกษาปริญญาตรีฮาร์วาร์ดเรียนมากตั้งแต่ 8 ถึง 12 วิชา

วิธีเรียนในฮาร์วาร์ดก็เหมือนมหาวิทยาลัยปิดบ้านเรา ครูอาจารย์เข้าไปบรรยายในห้องให้นักศึกษาหมู่ใหญ่ฟัง บางวิชาก็มีรายงานให้ทำ มีสอบเก็บคะแนนกลางภาคการศึกษาและก็มีสอบไล่ปลายภาค ถ้านักศึกษาขาดเรียนบ่อยก็อาศัยซีร็อกซ์สมุดบันทึกจากเพื่อนร่วมชั้น พูดง่ายๆ ก็คือวิธีสอนหนังสือของอาจารย์ในฮาร์วาร์ดกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยปิดบ้านเราคล้ายกัน

แต่อ๊อกซฟอร์ดมีวิธีสอนต่างจากระบบนี้ ระบบที่ใช้สอนเรียกว่าระบบติวเตอร์ (Tutorial system) หมายความว่า นักศึกษาแต่ละคนจะต้องมีติวเตอร์ซึ่งสอนนักเรียนโดยวิธีใช้ให้นักเรียนเขียนความจริง อาจารย์ซึ่งเป็นติวเตอร์จะกำหนดหัวข้อ (ที่นักเรียนควรจะต้องรู้) แล้วให้รายชื่อหนังสือไปอ่านมากน้อยแล้วแต่ความจำเป็น นักศึกษาจะอ่านหนังสือที่อาจารย์กำหนด ย่อยเนื้อหาสาระออกมาแล้ว เรียบเรียงเป็นความเรียง เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็นำไปมอบให้อาจารย์ที่เป็นติวเตอร์อ่านก่อน เสร็จแล้วอาจารย์จะนัดให้มาเจอกันแล้วนักศึกษาก็มานั่งอ่านให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็จะซักถามและชี้แจงว่าที่เขียนมานั้นใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ มีบกพร่องตรงไหนในแง่เนื้อหา, การใช้เหตุผลและการใช้ภาษา บางทีครูอาจารย์ก็วิจารณ์เสียแรงจนแทบหมดกำลังใจก็มี

ถ้านักศึกษาเรียนสามวิชาก็ต้องอ่านและเขียนความเรียงสามชิ้นต่ออาทิตย์ บางทีก็สามชิ้นในสองอาทิตย์แล้วแต่ว่าจะเป็นวิชาอะไร ในแต่ละอาทิตย์นักศึกษาอ๊อกซฟอร์ดจึงต้องอ่านหนังสือหนักและมีงานหนักให้เครียดตลอดทั้งเทอม นอกจากต้องมานั่งเขียนความเรียงแล้วยังต้องไปนั่งฟังบรรยายวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียน ยังต้องมีการสอบซ้อม สอบเก็บคะแนนและสอบไล่อีกด้วย นักศึกษาปริญญาตรีอ๊อกซฟอร์ดจะเรียนแบบนี้กระทั่งสำเร็จการศึกษา เคมบริดจ์ก็ใช้ระบบนี้เหมือนกัน หากไม่เรียกว่า Tutorial system แต่เรียก The Supervision โดยสาระแล้วก็คืออันเดียวกัน

ที่จริงระบบที่ใช้ในอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์นี้ว่าไปแล้วคล้ายระบบเขียนกระทู้ธรรมที่พระนวกะวัดบวรนิเวศวิหารทำอยู่ในช่วงเข้าพรรษา ต้องขออธิบายว่าอ๊อกซฟอร์ด (และเคมบริดจ์) แต่เดิมนั้นมีลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัยสงฆ์ของเรา กล่าวคือ นักบวชเป็นใหญ่ สอนด้วยภาษาละติน (อาจเทียบได้กับบาลี) เพราะเป็นภาษาที่บันทึกคัมภีร์ใบเบิ้ล ระบบติวเตอร์ก็คือ ระบบที่ฝึกให้นักเทศน์เขียนกัณฑ์เทศน์เป็น เพื่อให้สามารถแต่งกัณฑ์เทศน์แล้วไปยืนอ่านให้ชาวบ้านฟังนั่นเอง ระบบนี้มีประสิทธิภาพสูงเพราะฝึกให้นักศึกษาใช้ความคิดตนเองในการเลือกสรรภาษาที่ใช้, เชื่อมโยงเนื้อหาสาระและแย้งอย่างมีเหตุมีผลและมีหลักฐานอ้างอิง

ผมเขียนลงสยามรัฐแล้วครั้งหนึ่งว่า เคยมีนักวิชาการยุโรปลองเปรียบเทียบความรู้กัน ระหว่างผู้สำเร็จการศึกษาด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของอ๊อกซฟอร์ดกับฮาร์วาร์ด และผู้สำเร็จการศึกษาสาขาฟิสิกส์จากเคมบริดจ์และพรินสตั้นของอเมริกา ผลปรากฏว่านักศึกษาอ๊อกซฟอร์ดได้เปรียบในแนวลึก แต่ถ้าในแนวกว้างแล้วนักศึกษาที่ผ่านมหาวิทยาลัยอเมริกันอย่างฮาร์วาร์ดและพรินสตั้นจะได้เปรียบกว่า

ปัจจุบัน ถ้านักวิชาการติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยในอังกฤษและอเมริกาจะต้องทราบว่ามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษร่วมมือกับสถาบันเอ็มไอทีของสหรัฐอเมริกา ความร่วมมือดังกล่าวมีทั้งแลกเปลี่ยนนักศึกษา จนถึงสลับแลกเปลี่ยนครูอาจารย์จากทั้งสองสถาบัน แต่ประเด็นสำคัญก็คือความต่างของระบบวิธีสอน ซึ่งสร้างปัญหาให้สองสถาบันไม่น้อย เมื่อนักศึกษาปริญญาตรีเคมบริดจ์ไปอยู่กับสถาบันเอ็มไอที นอกจากเข้าห้องแล็บหรือฟังบรรยายแล้วก็ไม่มีกิจกรรมทางวิชาการอะไรอื่น เพราะครูอาจารย์ที่นั่นไม่ได้ดูแลใกล้ชิดเหมือนบรรยากาศในอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ ตรงข้ามเมื่อนักศึกษาปริญญาตรีจากเอ็มไอทีไปอยู่ในเคมบริดจ์กลับต้องทำงานหนักขึ้นและมีครูอาจารย์คอยเร่งรัดงานอยู่ตลอดเวลา

เพราะนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ดเรียนหนักมากกว่าที่อื่น บริษัทห้างร้านหลายแห่งในอังกฤษจึงมักเลือกผู้สำเร็จมาจากอ๊อกซฟอร์ดมากกว่าที่อื่น บางครั้งทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมพวกจบอ๊อกซฟอร์ดจึงมักจะได้งานเร็วและมีเงินเดือนสูง (ในบางบริษัท) กว่าผู้จบที่อื่นๆ หนังสือพิมพ์ก็เคยลงข่าวเรื่องนี้คราวหนึ่งมีบริษัทแห่งหนึ่งประกาศรับสมัครนักศึกษาผู้จบสาขาจิตวิทยา คนได้งานเป็นอดีตนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ด เธอให้สัมภาษณ์ว่า เธอก็ถูกนายจ้างถามเหมือนกันว่าทำไมต้องเรียกร้องเงินเดือนสูงกว่าผู้จบจากสถาบันอื่นๆ เธอให้เหตุผลซึ่งทำให้นายจ้างเต็มใจที่จะจ้างก็คือ เธอเรียนหนักกว่า ระหว่างเรียนปริญญาตรี เธอเขียนงานส่งครูไม่น้อยกว่า 90 ครั้ง แต่ผู้จบวิชาเดียวกันจากสถาบันอื่นๆ เขียนงานส่งครูราว 30 กว่าครั้ง ตลอดเวลาที่เรียนปริญญาตรี

-3-

ขอหันไปมองมหาวิทยาลัยปารีสบ้าง สารานุกรมต่างๆ ที่คนอเมริกันและคนอังกฤษเขียนมักเล่าประวัติกันว่าวิทยาลัยแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในกรุงปารีสคือ วิทยาลัยซอร์บอนน์ ผมก็เคยเขียนทำนองนี้ลงสยามรัฐมาแล้ว แต่ผมไปเห็นข้อเขียนของแว๊ะซิ (Jacques Verger) นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสซึ่งเขียนหนังสือ "มหาวิทยาลัยในยุคกลาง (ของยุโรป)" (Les universites au Moyen Age, 1973 : 71) เขาบอกว่า วิทยาลัยแห่งแรกของปารีส คือ College des Dix-Huit ตั้งเมื่อ พ.ศ.1723 ขณะที่ซอร์บอนน์ตั้ง พ.ศ.1800 แต่ซอร์บอนน์มาดังกว่าเพราะบริหารดีกว่า กระทั่งว่าเมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยปารีสผู้คนก็มักนึกถึงซอร์บอนน์

ซอร์บอนน์ไม่เหมือนอ๊อกซฟอร์ดในแง่ว่ามหาวิทยาลัยนี้เปิดรับนักศึกษาทุกคนที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ระบบการศึกษาคล้ายๆ มหาวิทยาลัยรามคำแหงของไทย นักศึกษาจะไปมหาวิทยาลัยหรือไม่ไปก็ได้ ไม่มีการเช็คชื่อหรือบังคับ ถึงเวลาครูก็มาบรรยายแล้วก็กลับ โอกาสครูจะใกล้ชิดกับนักศึกษามีน้อยมาก ส่วนใหญ่เอาเวลาไปค้นคว้าวิจัย นักศึกษาชาวฝรั่งเศสบางคนบอกว่าครูอาจารย์บางท่านที่นั่นทำตัวเป็นเทวดาคือ ถือว่าตนรู้มาก จนไม่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับนักศึกษา บรรยายเสร็จแล้วอาจเปิดโอกาสให้ตั้งคำถามเล็กน้อย เสร็จแล้วก็หิ้วกระเป๋ากลับทันที

ข้อดีของการเรียนที่ซอร์บอนน์ก็เหมือนเรียนที่รามคำแหงของไทย กล่าวคือ ผู้เรียนต้องรู้จักควบคุมตนเอง มีความเป็นผู้ใหญ่พอและต้องรู้จักค้นคว้าด้วยตัวเองเพราะไม่มีใครมาช่วยติวให้อย่างใกล้ชิด

-4-

ถ้ามองโดยทรรศนะส่วนตัว ผมเห็นระบบการศึกษาของอ๊อกซบริดจ์เป็นระบบที่ดีที่สุด และกระตุ้นให้นักศึกษาใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) มากกว่าระบบใดทั้งหมด เป็นระบบที่ทำให้มั่นใจได้ว่านักศึกษาสามารถคิดเป็นและวิเคราะห์เป็นอย่างแท้จริง ระบบติวเตอร์เป็นระบบที่ทำให้อ๊อกซฟอร์ดไร้เทียมทานในกระบวนวิธีสอนนักเรียน และปัจจุบันก็มีแต่อ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์เท่านั้นที่สอนด้วยระบบนี้

ข่าวบีบีซีเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา บอกว่าปีนี้นักศึกษาต่างชาติสมัครไปเรียนที่อังกฤษเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีมากถึง 270,000 คน เป็นรองก็แต่อเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าเท่านั้น ทุกๆ ปีนักเรียนต่างชาติเหล่านี้จ่ายค่าหน่วยกิตเป็นจำนวนเงินถึง 1,500 ล้านปอนด์ บริติชเคาน์ซิล ระบุว่าปริมาณคนต่างชาติที่เข้ามาเรียนจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าใน พ.ศ.2563 พร้อมกันนั้น ผู้อำนวยการบริติชเคาน์ซิลได้แนะให้รัฐเน้นคุณภาพให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่น อเมริกา ได้

การที่ฮาร์วาร์ดพยายามปรับปรุงวิธีสอน โดยมีแนวคิดที่จะให้นักศึกษาปริญญาตรีโดดเด่นเฉพาะทางมากขึ้น เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าฮาร์วาร์ดกลัวว่าคนหัวดีๆ จากต่างชาติจะหันไปนิยมอ๊อกซบริดจ์ซึ่งเป็นคู่แข่งมากกว่า ในเวลาเดียวกันก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าระบบติวเตอร์ในอ๊อกซบริดจ์ ยังเป็นระบบที่ใช้ได้ผลในยุคที่มหาวิทยาลัยทั้งหลายแข่งขันกันด้านคุณภาพ แม้อ๊อกซบริดจ์จะไม่รวยเท่าฮาร์วาร์ด แต่อ๊อกซบริดจ์ก็ไม่เป็นรองใครในโลกในเรื่องระบบการศึกษา

ถึงเวลาหรือยังที่มหาวิทยาลัยไทยจะขยับตัวปรับไปเน้นคุณภาพให้มากกว่านี้เสียที?




[BACK] [HOME]