'อเมริกา' ประจานสิทธิมนุษยชนยุค 'ทักษิณ'

(คำแปลรายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ.2547 ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ จัดทำ และสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้แถลงเมื่ออังคาร 1 มีนาคม 2548 โดย นสพ.ไทยโพสต์ นำตีพิมพ์เผยแพร่ติดต่อกันเมื่อช่วงต้น มี.ค.48)

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระบารมีของพระองค์อย่างไม่เป็นทางการ แต่ยังไม่เคยทรงใช้พระราชอำนาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญในการยับยั้งกฎหมายหรือยุบสภา ซึ่งเป็นระบบสองสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในปี พ.ศ.2544 มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยการนำของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมกราคม โดยภาพรวมแล้ว กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับการมองว่าดำเนินไปอย่างเสรีและยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ยังด่างพร้อยจากการซื้อเสียงและการสังหารหัวคะแนนในช่วงการหาเสียง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ซึ่งถูกระบุว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิมทางภาคใต้ที่ต้องการแยกดินแดน ส่งผลให้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและพลเรือนเกือบรายวันในช่วงปลายปี ฝ่ายตุลาการมีความอิสระแต่ก็มีการทุจริตคอรัปชั่น

แม้ว่ารัฐบาลพลเรือนจะควบคุมกองกำลังรักษาความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิพล แต่มีบางครั้งที่หน่วยงานด้านความมั่นคงกระทำการนอกเหนือคำสั่งของเจ้าหน้าที่ทางการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ภายใต้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้บัญชาการตำรวจซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี กองทัพอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม ตำรวจมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยภายในประเทศ ยกเว้นบริเวณชายแดนซึ่งอยู่ใต้อำนาจในขอบเขตจำกัดและเฉพาะกิจของทหาร ข้าราชการทั้งในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกิตติศัพท์เรื่องการทุจริตรับสินบน เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงบางรายละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

เศรษฐกิจของไทยเป็นเศรษฐกิจที่เน้นตลาดและมีการดำเนินการของวิสาหกิจเอกชนอยู่มาก แม้ว่ารัฐวิสาหกิจจะยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ในบางภาคของธุรกิจ ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 64 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6-7 ในปี พ.ศ.2547 รายได้ประชาชาติต่อปีต่อหัว ประมาณ 2,237 ดอลลาร์ ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประชากรประมาณร้อยละ 40 ทำงานในภาคเกษตร แม้ว่าผลิตผลการเกษตรจะมีประมาณร้อยละ 10 ของยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ขั้นตอนการตัดสินใจของทางการยังขาดความโปร่งใส และหน่วยงานราชการบางแห่งยังคงมีการทุจริตคอรัปชั่นอยู่

โดยทั่วๆ ไป รัฐบาลเคารพในสิทธิมนุษยชนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาที่สำคัญในบางด้าน การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 180 ราย ด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากความรุนแรง และการเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคงทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เนืองๆ และยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่พอใจของชาวบ้านในจังหวัดที่มีปัญหาให้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมผู้ต้องสงสัยในบางครั้งเพื่อบังคับให้สารภาพ รัฐบาลประกาศว่าจะสอบสวนกรณีเหล่านี้แต่ก็ไม่ได้ดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่กระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งเป็นการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ประเพณีการคอรัปชั่นยังคงมีอยู่ในระบบราชการฝ่ายพลเรือนบางส่วนและในหน่วยงานด้านความมั่นคงบางแห่ง การเรียกร้องสินบนของเจ้าหน้าที่ทางการซึ่งทำอยู่เป็นนิจบั่นทอนหลักนิติธรรมและทำให้กิจกรรมที่ผิดกฎหมายหลายๆ ประเภทยังคงดำเนินอยู่ เช่น การค้ามนุษย์ การแสวงประโยชน์ทางเพศและการค้าประเวณี เรือนจำและสถานกักกันผู้หลบหนีเข้าเมืองตามต่างจังหวัดบางแห่งมีสภาพแย่ การกักขังผู้ต้องหาที่รอการพิจารณาคดีเป็นระยะเวลานานรวมทั้งการกักกันคนต่างด้าวยังคงเป็นปัญหา ฝ่ายตุลาการก็มีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และบางครั้งเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงก็ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน แม้ว่าสื่อมวลชนจะยังทำงานอย่างแข็งขัน แต่ด้วยความกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องจึงมีการเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ในระดับหนึ่ง เสรีภาพในการนับถือศาสนาและในการเคลื่อนไหวยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง รัฐบาลขัดขวางกิจกรรมของกลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่ม รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่สตรีและผู้พิการมากขึ้น แต่ความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายยังคงมีอยู่ การค้าสตรีและเด็กเพื่อบังคับค้าประเวณีและใช้แรงงานนับเป็นปัญหาร้ายแรง ชาวเขาและชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและเชื้อชาติยังถูกเลือกปฏิบัติอยู่ เสรีภาพของคนงานในการจัดตั้งสมาคมลดลงเนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเพียงพอ และสิทธิในการต่อรองร่วมกันก็ไม่ได้รับการคุ้มครองดีพอ มีรายงานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่โหดร้ายในประเทศ

---------------------

การเคารพในสิทธิมนุษยชน

หมวดที่ 1 การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล อันรวมถึงการปลอดจาก

ก. การสังหารตามอำเภอใจหรือการสังหารที่ผิดกฎหมาย

ไม่มีรายงานยืนยันว่ามีการสังหารที่เกี่ยวพันกับการเมืองโดยรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้กำลังเกินกว่าเหตุและรุนแรงต่อผู้ต้องสงสัย และกระทำหรือเกี่ยวข้องกับคดีวิสามัญ ฆาตกรรมและการสังหารตามอำเภอใจ และการสังหารที่ผิดกฎหมายหลายคดี

เมื่อวันที่ 28 เมษายน กองกำลังตำรวจและทหารได้สังหารคนกว่า 100 คน ในความพยายามที่จะสกัดกั้นการโจมตีของกลุ่มแยกดินแดนชาวมุสลิมไม่ทราบชื่อหลายครั้งที่ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดนี้มี 32 รายที่ถูกสังหารที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบุกเข้าไปในมัสยิดหลังจากการเจรจาเป็นเวลา 9 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ รายงานอย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการอิสระฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะระบุว่า ผู้บัญชาการฝ่ายความมั่นคงซึ่งอยู่ ณ ที่เกิดเหตุได้สั่งให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในมัสยิดหลังการเจรจาไม่เป็นผล และมีทหารเสียชีวิต 3 นาย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่กรุงเทพฯ รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงอ้างว่าการบุกมัสยิดไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายตน คณะกรรมาธิการจึงสรุปว่ามีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และการเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า หลังเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 เมษายน ยังมีรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเรือนโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอีกอย่างน้อยสองครั้ง โดยมีรายงานว่าในวันที่ 6 กันยายน อิลมีน นาและ ถูกยิงที่หลังเสียชีวิตในขณะอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารพราน ทหารพราน 4 นาย ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม เมื่อถึงปลายปีมีการตั้งคณะกรรมการตุลาการพิเศษขึ้นเพื่อตัดสินว่าศาลฝ่ายพลเรือนหรือศาลทหารควรเป็นผู้พิจารณาคดีดังกล่าว

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายเจริญ วัดอักษร นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมถูกยิงเสียชีวิตขณะเดินทางกลับบ้านหลังจากไปแถลงต่อรัฐสภาเพื่อต่อต้านการซื้อที่ดินสาธารณะเพื่อนำไปใช้สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังถ่านหิน ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารนายเจริญมี 5 คน เป็นมือปืน 2 คน และ "ผู้จ้างวาน" 3 คน ซึ่งมีข้าราชการระดับจังหวัดรายหนึ่งรวมอยู่ด้วย มือปืนยังถูกควบคุมตัวอยู่ แต่ผู้ต้องสงสัยอีก 3 คน ได้รับการประกันตัว

ในวันที่ 25 ตุลาคม ชาวมุสลิม 78 ราย ซึ่งกำลังถูกนำตัวไปควบคุมที่ค่ายทหารหลังเหตุการณ์ประท้วงอย่างรุนแรงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ผู้ประท้วงเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสั่งให้นอนซ้อนกันบนรถบรรทุกในจำนวนที่มากเกินพื้นที่บนรถมาก ในเดือนธันวาคมคณะกรรมาธิการอิสระชุดหนึ่งได้สรุปว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคง 3 ราย รวมทั้งแม่ทัพภาค 4 บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่และขาดความรับผิดชอบในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำการเคลื่อนย้ายผู้ประท้วงอย่างมีมนุษยธรรม คณะกรรมาธิการระบุว่ามีผู้ประท้วงอีก 7 รายที่ยังสูญหายอยู่ คณะกรรมาธิการมิได้เสนอให้มีการดำเนินการทางกฎหมายหรือมาตรการลงโทษแต่อย่างใด แต่รัฐบาลมีคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมสอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่อาวุโส 3 คน ที่ระบุชื่อไว้ในรายงาน และสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อให้ความช่วยเหลือและจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายและครอบครัว

ในช่วงปี พ.ศ.2547 มีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดหรือระดับอำเภอ หรือตัวแทนด้านการเมืองของคนเหล่านี้ เช่น หัวคะแนน ถูกสังหารอย่างน้อย 12 คน ผลการสืบสวนของตำรวจชี้ว่าการสังหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก "สาเหตุทางการเมือง" แต่ในบางกรณีก็มาจากสาเหตุส่วนตัวหรือสาเหตุทางธุรกิจ

ในวันที่ 17 กันยายน นายระพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ถูกมือปืน 3 คน ยิงเสียชีวิตขณะเดินทางไปทำงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนักเรียนโรงปอเนาะรายหนึ่งในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดอีกสามคนยังลอยนวลอยู่

ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติดประมาณ 1,300 ราย ในช่วงสามเดือนของ "การทำสงครามกับยาเสพติด" ของรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2546 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นประธานคณะกรรมการ 2 คณะ ที่ทำการสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนเหล่านี้ รัฐบาลยืนยันว่าการสังหารดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด กลุ่มสิทธิมนุษยชนของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโต้แย้งคำกล่าวอ้างนี้ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนทุกคดีอย่างละเอียด

เมื่อรัฐบาลสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม จะมีการส่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารที่ถูกกล่าวหาเพียงไม่กี่ราย อัยการอาวุโสและสมาคมกฎหมายขององค์กรเอกชนอ้างว่า คดีฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารว่าทำวิสามัญฆาตกรรมส่วนใหญ่มักจะถูกยกฟ้องไปในที่สุด เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญามีข้อกำหนดให้อัยการใช้เฉพาะสำนวนการสอบสวนของฝ่ายตำรวจในการตัดสินใจว่าจะฟ้องร้องคดีใดทางอาญาหรือไม่ การยกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เนืองๆ ได้ทำให้เกิดบรรยากาศการกระทำผิดได้โดยไม่ถูกลงโทษ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เด่นชัด และเป็นสาเหตุที่ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิตไม่อยากฟ้องร้องดำเนินคดี ในกระบวนการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตอย่างน่าสงสัย รวมทั้งการเสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจควบคุมตัว มีข้อกำหนดข้อหนึ่งให้อัยการ แพทย์นิติเวช และเจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นเข้าร่วมการสอบสวน และให้สมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตแต่งตั้งทนายเข้าร่วมการพิจารณาคดีด้วย อย่างไรก็ตาม มักไม่ค่อยมีการปฏิบัติตามกระบวนการนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่ค่อยใช้สิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดทางอาญาในระหว่างการจับกุมได้ ไม่มีข้อมูลระบุว่ามีคดีที่มีการยอมความกันนอกศาลจำนวนเท่าใด แต่ในกรณีที่มีการฟ้องร้องกันขึ้น เจ้าหน้าที่ผู้ถูกฟ้องร้องมักจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและคดีฟ้องร้องก็ยกเลิกไป จำนวนเงินที่ชดใช้มีตั้งแต่เพียง 150,000 บาท ไปจนถึง 3 ล้านบาท

ยังไม่มีความคืบหน้าในคดีตำรวจสังหารพลเรือนหลายคนที่ต้องสงสัยว่าค้ายาเสพติดที่จังหวัดเชียงราย เมื่อปี พ.ศ.2545

ตัวเลขจากกองการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี พ.ศ.2547 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหรือระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้งสิ้น 1,632 ราย ในจำนวนนี้ 131 ราย เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ดูหมวดที่ 1 ค.) โดยทางการแจ้งว่าส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตจากโรคภัยตามธรรมชาติ หลังการสอบสวนคดีผู้ต้องขังรายหนึ่งเสียชีวิตที่สถานีตำรวจในจังหวัดกาญจนบุรี อัยการจังหวัดได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับนายสิบตำรวจนายหนึ่ง การพิจารณาคดียังคงดำเนินต่อไปเมื่อถึงช่วงปลายปี

ยังไม่มีผู้ใดถูกตั้งข้อหาคดีผู้ต้องขังที่สถานีตำรวจจังหวัดสุราษฎร์ธานีเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2546 แม้ว่าคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะสอบสวนเรื่องนี้อย่างแข็งขันและสงสัยว่าผู้ต้องขังเสียชีวิตเพราะถูกตำรวจซ้อม นักโทษที่ถูกคุมขังในห้องเดียวกันถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม และถูกส่งฟ้องศาลอาญา แต่ไม่มีความคืบหน้าในคดีนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา

ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา มีข่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งครูและเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการถูกทำร้ายโดยโจรแบ่งแยกดินแดนเป็นประจำทุกวัน และมีเหตุการณ์วางระเบิดซึ่งบางครั้งเป็นการวางระเบิดในสถานที่สาธารณะทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติระบุว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 11 คน และบาดเจ็บ 8 คน จากทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน โดยบางส่วนเป็นทุ่นระเบิดตั้งแต่สมัยที่มีการสู้รบตามแนวชายแดนลาวและกัมพูชา และบางส่วนเป็นทุ่นระเบิดจากช่วงที่มีการสู้รบตามชายแดนพม่าเมื่อไม่นานมานี้

ข. การหายสาบสูญ

ในวันที่ 12 มีนาคม นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนได้หายตัวไป นายสมชายเป็นทนายความให้จำเลยชาวมุสลิม 5 คน ที่ถูกตั้งข้อหาว่าปล้นอาวุธจากค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 4 มกราคม และยังเป็นทนายความให้ผู้ต้องสงสัย 3 คน ที่ถูกสงสัยว่าเป็นสมาชิกองค์การก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) ในเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ถูกตั้งข้อหาลักพาตัวและลักขโมยในคดีการหายตัวของนายสมชายและได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อเดือนมิถุนายน การพิจารณาคดีมีกำหนดในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2548 ซึ่งจนถึงปลายปี พ.ศ.2547 นายสมชายยังคงหายตัวอยู่

สื่อมวลชน องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลเรียกร้องให้สอบสวนกรณีการหายตัวของบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายชาวมุสลิมในจังหวัดทางภาคใต้บางจังหวัด โดยเฉพาะนราธิวาส ในเดือนมิถุนายน ชาย 5 คนได้ทำการกักขัง ซูกิฟลี อาแซ ที่จังหวัดนราธิวาสอย่างผิดกฎหมาย หลังจากชาวบ้านสกัดจับยานพาหนะที่ใช้ลักพาตัวนายอาแซได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบก็ปล่อยตัวนายอาแซไป ต่อมาภายหลังจึงมีการเปิดเผยว่าชายทั้ง 5 คนนั้นคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อถึงปลายปี การสอบสวนภายในของตำรวจยังค้างคาอยู่ แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่นๆ

รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญามีบทบัญญัติห้ามการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชนและองค์กรทางด้านกฎหมายยังคงรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อบังคับให้รับสารภาพ ในช่วงปี พ.ศ.2547 หนังสือพิมพ์ได้รายงานหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรง ข่มขู่ว่าจะยัดเยียดข้อหา และเรียกร้องเงินสินบน คดีเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการสอบสวน รวมทั้งหลายคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหาถูกพักราชการระหว่างที่มีการสอบสวนภายใน

ในเดือนพฤศจิกายน ชายวัย 28 ปี และภรรยาวัย 17 ปี ซึ่งคลอดลูกระหว่างถูกคุมขัง ได้รับการปล่อยตัวจากสถานีตำรวจลุมพินีหลังจากถูกคุมขังมาเป็นเวลา 102 วัน ตำรวจไม่ได้ตั้งข้อหาอาญากับสามีภรรยาคู่นี้ ตำรวจกล่าวว่าได้จับกุมคนทั้งสองเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ในข้อหาขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คนทั้งสองอ้างว่าถูกตำรวจซ้อมและถูกขโมยทรัพย์สินส่วนตัวไป ต่อมา พ.ต.ต.เกรียงศักดิ์ ทิพย์จ้อย ได้ถูกสั่งพักราชการชั่วคราวเพื่อรอผลการสอบสวนของคณะกรรมการภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดอยุธยาและอุทัยธานี ทรมานชายผู้หนึ่งหลังจากจับกุมในข้อหาลักทรัพย์ โดยซ้อมและใช้ไฟฟ้าชอร์ตอวัยวะเพศของชายผู้นั้นเพื่อบังคับให้สารภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 23 นาย ถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างรอผลการสอบสวนภายในของตำรวจ

ในวันที่ 10 มีนาคม ผู้ต้องสงสัย 5 คน ในคดีปล้นปืนที่ค่ายทหารจังหวัดนราธิวาส อ้างว่าถูกตำรวจซ้อมและชอร์ตด้วยไฟฟ้าเพื่อบังคับให้สารภาพ ผู้ต้องสงสัยทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงยุติธรรมผ่านทนายความของตน คือ นายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งยังคงหายตัวอยู่เมื่อถึงช่วงปลายปี (ดูหมวด 1 ข.) ผู้ต้องสงสัยถูกย้ายไปที่เรือนจำแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ และเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีการยกฟ้องข้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม อย่างไรก็ดี มีผู้ต้องสงสัยเพียงหนึ่งรายเท่านั้นที่ถูกปล่อยตัว อีกสี่รายยังถูกตำรวจนราธิวาสควบคุมตัวไว้ในข้อหาอื่น ตำรวจเริ่มการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าทรมานผู้ต้องหาเป็นการภายใน แต่เมื่อถึงปลายปีก็ยังไม่มีการฟ้องร้องคดีอาญาแต่อย่างใด

ข้าราชการระดับท้องถิ่น 6 คน ยังคงเป็นอิสระ หลังจากได้รับการประกันตัวในคดีสังหารคนงานชาวพม่า 6 คน ที่ อ.แม่สอด เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2546 ข้าราชการเหล่านี้ถูกพักงานและคดีถูกส่งไปให้ศาลอาญาตัดสิน แต่เมื่อถึงปลายปีก็ยังไม่มีกำหนดวันพิจารณาคดี

ในเดือนกรกฎาคม สิบตำรวจเอกที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนผู้ต้องขังที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ในเดือนเดียวกัน ชายชาวกะเหรี่ยงวัย 36 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่ายิงรถนักเรียนที่จังหวัดราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.2545 ได้รับการยกฟ้องและปล่อยตัวเป็นอิสระ ชายผู้นี้ยังได้รับสถานภาพคนต่างด้าวพิเศษเพื่อที่จะสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยพร้อมกับครอบครัวได้

ไม่มีความคืบหน้าในการไต่สวนคดีทหารสามนายถูกตั้งข้อหาข่มขืนผู้ลี้ภัยหญิงชาวพม่าสองคนเมื่อปลายปี พ.ศ.2545

เรือนจำมีสภาพแย่และแออัดมาก แต่โดยทั่วไปแล้วสภาพดังกล่าวไม่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตหรือสุขภาพของผู้ต้องขัง จำนวนนักโทษทั้งหมดประมาณ 170,500 คน ถูกคุมขังในเรือนจำและสถานกักกัน 139 แห่ง ซึ่งออกแบบให้สามารถจุคนได้เพียง 100,000 คน สถานที่นอนมีไม่เพียงพอ และการรักษาพยาบาลก็ไม่ดีพอ แต่จำนวนเจ้าหน้าที่แพทย์ที่ทำงานเต็มเวลาเพิ่มขึ้นมาก กรมราชทัณฑ์จ้างแพทย์ที่ทำงานเต็มเวลา 17 คน พยาบาลจำนวนเต็มเวลา 147 คน และทันตแพทย์ทำงานเต็มเวลา 6 คน นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ที่ทำงานไม่เต็มเวลาอีก 17 คน สำหรับช่วยเสริม เมื่อไม่นานมานี้ โรงพยาบาลขนาด 500 เตียง ที่เรือนจำคลองเปรมเพิ่งก่อสร้างเสร็จสิ้น แต่เมื่อถึงปลายปียังไม่ได้เปิดให้บริการ บางครั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำใช้การขังเดี่ยวนานไม่เกิน 3 เดือน เพื่อทำโทษนักโทษชายที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของเรือนจำ และยังใช้โซ่ล่ามขาขนาดใหญ่เพื่อควบคุมนักโทษที่มีแนวโน้มว่าจะ แหกคุก และนักโทษที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต

นักโทษชายและหญิงในสถานกักขังและเรือนจำของทางการถูกคุมขังแยกกัน อย่างไรก็ดี ประมาณร้อยละ 11 ของนักโทษทั้งหมดเป็นนักโทษที่รอการพิจารณาคดี ซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังแยกจากนักโทษทั่วไป ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก มักถูกคุมขังรวมกันในห้องขังของสถานีตำรวจเพื่อรอคำสั่งฟ้อง ผู้ต้องโทษที่เป็นผู้เยาว์จะถูกกักกันแยกออกไปตามสถานพิทักษ์เยาวชน 34 แห่ง ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ในบางพื้นที่ก็ถูกกักกันรวมกับผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว

ศูนย์กักกันซอยสวนพลูของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ มีสภาพที่ดีขึ้น แต่สภาพของศูนย์กักกัน 9 แห่งในต่างจังหวัดยังต่ำกว่ามาตรฐานอยู่เช่นเดิม สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่ในความดูแลของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบหลายอย่างที่ใช้กับระบบเรือนจำโดยทั่วไป รายงานที่เชื่อได้กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของศูนย์กักกันบางแห่งทำร้ายร่างกายผู้ต้องขัง สภาพแออัดและการขาดบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานยังเป็นปัญหาร้ายแรง

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและกำลังถูกนำตัวส่งกลับประเทศที่ชายแดนพม่า เสียชีวิต 8 คน และบาดเจ็บสาหัส 18 คน ในอุบัติเหตุรถยนต์ พาหนะที่บรรทุกคนเหล่านี้ไป เป็นรถบรรทุกขนาด 20 ที่นั่ง แต่ผู้โดยสารที่อยู่ในรถมีจำนวนมากกว่า 100 คน ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย 4 คน

ไม่มีการจำกัดการเข้าเยี่ยมนักโทษ และรัฐบาลอนุญาตให้นักสิทธิมนุษยชนอิสระและองค์การกาชาดสากลเข้าเยี่ยมนักโทษได้

ง. การจับกุม การกักกัน หรือการลงโทษตามอำเภอใจ

รัฐธรรมนูญห้ามการจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ แต่เจ้าหน้าที่ของทางการบางส่วนยังคงจับกุมและกักกันตามอำเภอใจ ในทางปฏิบัติ ระบบการออกหมายจังอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจนำหลักฐานเท็จมาขอให้ศาลออกหมายจับได้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลต้องได้รับแจ้งข้อหาทันทีที่ถูกจับกุม และผู้ถูกจับกุมสามารถแจ้งข่าวการถูกจับกุมให้ผู้อื่นทราบ ผู้ถูกจับกุมมีสิทธิ์ที่จะมีทนายอยู่ด้วยในระหว่างการสอบปากคำ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ตำรวจมักเพิกถอนต่อสิทธินี้ ผู้ถูกจับกุมซึ่งในบางครั้งเป็นชาวต่างชาติถูกบังคับให้ลงนามรับสารภาพโดยไม่มีล่ามที่ชำนาญอยู่ด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่ภายใต้ความดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการตำรวจซึ่งมี 20 คน สตช.มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 200,000 คน ใน 10 ภูมิภาคของประเทศ ผู้บัญชาการ สตช.ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตำรวจตระเวนชายแดนมีอำนาจและความรับผิดชอบพิเศษบริเวณชายแดน ทั้งนี้ เพื่อต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบและขบวนการแบ่งแยกดินแดน

ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในหมู่ข้าราชการตำรวจยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจอ้างว่าได้เงินเดือนน้อยจึงทำให้ถูกแรงยั่วยวนจากสินบน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมาน ซ้อมและทารุณผู้ต้องขังและนักโทษ โดยทั่วไปไม่ถูกลงโทษ ผู้ต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทรมานผู้ต้องขังสามารถร้องเรียนโดยตรงต่อผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่ถูกกล่าวหา จเรตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักนายกรัฐมนตรีก็รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทรมานผู้ต้องขัง และการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกับสำนักงานผู้ตรวจการของรัฐสภา เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับคำร้องเรียน คณะกรรมการไต่สวนภายในจะเป็นผู้เริ่มการสอบสวนก่อน และอาจสั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาเป็นการชั่วคราวระหว่างที่ดำเนินการสอบสวน บทลงโทษทางวินัยสำหรับความผิดเหล่านี้มีอยู่หลายอย่าง และคดีที่เป็นความผิดร้ายแรงจะถูกส่งไปให้ศาลอาญาพิจารณาคดี ในช่วงปี พ.ศ.2547 จเรตำรวจได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของตำรวจทั้งสิ้น 77 เรื่อง ในจำนวนนี้มี 9 เรื่องที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง และได้รับโทษทางวินัยหรือโทษเนื่องจากประพฤติผิดในหน้าที่ ป.ป.ช.ได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของตำรวจทั้งสิ้น 157 เรื่อง แต่ไม่มีตัวเลขว่า ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตามกฎหมายไปแล้วกี่เรื่อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เพิ่มการฝึกอบรมตำรวจที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจและสถาบันฝึกอบรมตำรวจในจังหวัดต่างๆ ด้วยในปี พ.ศ.2547

รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในการขอประกันตัว และโดยทั่วๆ ไปรัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ดี กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มรายงานว่า มีบ่อยครั้งที่ตำรวจไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว หรือไม่ก็ปฏิเสธที่จะเสนอให้มีการประกันตัวหลังจากผู้ต้องหาได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายเกี่ยวพันกับการค้าประเวณีและการค้าสตรีและเด็ก (ดูหมวด 5) ในเดือนสิงหาคม หลังจากการสอบสวนภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเจ้าหน้าที่ตำรวจยศนายพันจำนวน 4 นาย เข้ารับราชการตามเดิม เจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านี้ถูกสั่งพักราชการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2546 หลังจากถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและใช้บริการหญิงโสเภณีฟรี อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกประมาณ 40 นาย ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีสถานภาพอย่างใด

กฎหมายกำหนดให้ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีอาญาไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 48 ชั่วโมงหลังการจับกุม โดยกฎหมายอนุญาตให้ยืดเวลาดังกล่าวออกไปได้จนถึงไม่เกิน 3 วัน และตำรวจยังสามารถขออำนาจศาลขยายระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้เพื่อดำเนินการสอบสวนคดี (นานสูงสุดไม่เกิน 82 วัน สำหรับคดีร้ายแรงที่สุด) นอกจากนี้ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับในปัจจุบันยังกำหนดให้ความผิดที่มีระวางโทษสูงสุดไม่เกิน 3 ปีอยู่ในความรับผิดชอบของศาลแขวง ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างออกไป ในคดีเหล่านี้ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องภายใน 72 ชั่วโมงหลังการจับกุม ทนายรายงานว่าตำรวจไม่ค่อยส่งสำนวนต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง ในปี 2547 นักเคลื่อนไหวชาวพม่าหลายคนถูกจับกุมและกักกันตัวในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับในปีก่อนๆ

การคุมขังผู้ต้องหาคดีอาญาเพื่อรอการพิจารณาคดีนานถึง 60 วันถือเป็นเรื่องปกติ ชาวต่างชาติบางคนที่มาจากประเทศที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการทูตประจำอยู่ในประเทศไทยต้องรอการพิจารณาคดีนานหลายเดือน

นักโทษประมาณ 20,000 คน ได้รับพระราชทานอภัยโทษในเดือนสิงหาคม เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ระบบศาลมีความเป็นอิสระ อย่างไรก็ดี แม้จะถือกันโดยทั่วไปว่าฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นและการใช้อิทธิพล

นอกจากศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระแล้ว ระบบศาลพลเรือนยังแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ส่วนศาลทหารซึ่งแยกออกมาต่างหาก จะพิจารณาเฉพาะคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทหาร รวมทั้งคดีที่เกิดขึ้นระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก (ประกาศใช้ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2535) ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญ ส่วนศาลศาสนาอิสลาม (Shari'a) จะรับพิจารณาเฉพาะคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเท่านั้น กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ และรัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว

ในเดือนกุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบพระราชกฤษฎีกาต่อต้านการก่อการร้ายสองฉบับ ที่ออกโดยนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2546 พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวระบุบทลงโทษสำหรับการก่อการร้ายตั้งแต่โทษปรับไปจนถึงโทษประหารชีวิต ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่อนุญาตให้รัฐสภาส่งพระราชกฤษฎีกาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามาใช้

การพิจารณาคดีของศาลไทยไม่ใช้ระบบลูกขุน การพิจารณาความผิดลหุโทษใช้ผู้พิพากษานายเดียว ส่วนคดีความผิดที่ร้ายแรงกว่านั้นต้องใช้ผู้พิพากษาสองนายหรือมากกว่านั้น การพิจารณาคดีมักใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสร็จสิ้น เนื่องจากนานๆ ครั้งจึงจะมีการพิจารณา ซึ่งโดยปกติศาลมักจะใช้เวลาหนึ่งวันในการพิจารณาคดีแต่ละคดี และจะพิจารณาคดีทุกสองหรือสามเดือน ในเดือนมกราคมมีการประกาศใช้ขั้นตอนใหม่ในการพิจารณาคดีของศาล เพื่อที่การพิจารณาคดีจะได้มีความต่อเนื่อง แทนการกำหนดวันพิจารณาคดีห่างๆ กันในช่วงสองสามปี อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ค้างคาอยู่ที่ศาลเป็นจำนวนมาก ทำให้คดีส่วนใหญ่ต้องรอการพิจารณาคดีประมาณ 1-1.5 ปี โดยเฉลี่ย แม้ว่าการพิจารณาคดีส่วนใหญ่จะเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่ศาลอาจสั่งให้มีการพิจารณาลับได้ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ราชวงศ์ การทารุณเด็กและการล่วงละเมิดทางเพศ ผู้พิพากษาซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ประจำศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา ในขณะที่ผู้พิพากษาศาลอื่นๆ ทุกระดับเป็นข้าราชการพลเรือนโดยอาชีพ ซึ่งการแต่งตั้งไม่ต้องได้รับการรับรองจากสภา

รัฐธรรมนูญกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จำเลยที่ถูกพิจารณาคดีในศาลอาญาธรรมดาจะได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายหลายประการ ซึ่งรวมทั้งสิทธิ์ในการเลือกทนายด้วยตนเอง รัฐบาลมีโครงการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่คนยากจนโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่รัฐไม่ได้จัดหาทนายให้แก่จำเลยที่ยากจนโดยอัตโนมัติ ศาลต้องแต่งตั้งทนายให้ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้เยาว์ และในกรณีที่บทลงโทษเป็นการจำคุก การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มองค์กรเอกชน เช่น สภาทนายความแห่งประเทศไทย และสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย

รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญาให้สิทธิผู้ต้องขังคดีอาญาที่จะปรึกษาทนายความ อย่างไรก็ดี ทนายความและกลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่าตำรวจท้องถิ่นมักเพิกเฉยต่อขั้นตอนนี้และทำการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยโดยไม่ให้สิทธิปรึกษาทนายความ

ไม่มีรายงานเกี่ยวกับนักโทษการเมือง

ฉ. การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้าน หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ

รัฐธรรมนูญห้ามการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้าน หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการ ยกเว้นในบางกรณี และในทางปฏิบัติรัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าว รัฐธรรมนูญกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแสดงหมายค้นจากศาลก่อนเข้าทำการตรวจค้น ยกเว้นในบางกรณี เช่น การจับกุมคนร้ายขณะกระทำความผิดซึ่งหน้า ประมวลกฎหมายอาญาระบุมาตรฐานในการออกหมายค้น

ตำรวจยังทำการตรวจค้นยาเสพติดตามหมู่บ้านชาวเขาในจังหวัดทางภาคเหนือโดยไม่มีหมายค้น ทั้งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ให้อำนาจในการกระทำดังกล่าวได้ในกรณีที่มีข้อสงสัยที่สมเหตุสมผล และมีความจำเป็นต้องทำการค้นหาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางกลุ่มกล่าวว่าการเข้าค้นหมู่บ้านดังกล่าว เป็นการกระทำโดยพลการและถือเป็นการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน

หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ ที่มีแนวความคิดสุดกู่หรือขัดแย้งรุนแรง

หมวดที่ 2 การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง อันประกอบด้วย

ก. เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง และโดยทั่วไปรัฐบาลก็เคารพสิทธิ์ดังกล่าวในทางปฏิบัติและไม่ได้จำกัดสิทธิทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเหตุการณ์การคุกคามและข่มขู่ผู้สื่อข่าว และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ก็สนับสนุนให้มีการเซ็นเซอร์ข่าวด้วยตัวเองก่อน ในช่วงปี พ.ศ.2547 มีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเพื่อระงับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และมีการห้ามเผยแพร่ข้อมูลของอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์บางแห่งเป็นครั้งแรก

รัฐธรรมนูญและกฎหมายระบุว่า รัฐบาลอาจจำกัดสิทธิเสรีภาพด้านการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชนเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน คุ้มครองสิทธิ์ของผู้อื่น ปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชน ป้องกันการวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์หรือการลบหลู่พุทธศาสนา

โดยทั่วไป รัฐบาลให้ความเคารพเสรีภาพในการพูด ประชาชนสามารถตำหนิรัฐบาลทั้งอย่างเปิดเผยและลับๆ โดยไม่มีการตอบโต้อย่างเป็นทางการ รัฐบาลไม่ได้พยายามระงับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ควบคุมการชุมนุมทางการเมือง

รัฐธรรมนูญห้ามรัฐบาลตรวจพิจารณา ประกาศห้าม อนุญาตหรือตั้งข้อจำกัดสื่อสิ่งพิมพ์หรือวิทยุ โทรทัศน์ เว้นแต่จะมีการออกกฎหมายพิเศษในกรณีเกิดเหตุวิกฤติ โดยทั่วๆ ไปนักหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมของรัฐบาล โดยไม่ต้องเกรงว่าจะถูกตอบโต้ การที่สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมือง บุคคลที่มีชื่อเสียงและรัฐบาลอย่างรุนแรงถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนมีการตรวจพิจารณารายงานข่าวและบทความของตนในระดับหนึ่ง (เซ็นเซอร์ตัวเอง) ก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติ ในช่วงปี พ.ศ.2547 เห็นได้ชัดว่ามีการเซ็นเซอร์ตัวเองเนื่องจากกลัวผลกระทบทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ เช่น การย้ายไปทำหน้าที่อื่นในสิ่งพิมพ์ฉบับนั้น การเลิกรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ หรือการย้ายจากตำแหน่งผู้ผลิตหรือผู้เสนอรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ

ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2546 ศาลอาญาจังหวัดเชียงใหม่ได้ตัดสินปล่อยตัวทหารชั้นประทวนสี่นายที่ถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวข้องในคดีลอบยิงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.2543 บรรณาธิการได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว ตำรวจยังคงสอบสวนการเสียชีวิตของนายสุรพงษ์ ฤทธิ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐต่อไป

ผู้สังเกตการณ์หลายคนยังแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการทำงานอย่างอิสระของหนังสือพิมพ์ แม้จะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่รับประกันในเรื่องนี้อยู่แล้วก็ตาม ในวันที่ 3 พฤษภาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกรายงานที่ระบุว่า การท้าทายสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนมีมากขึ้นและร้ายแรงมากขึ้น ในวันที่ 1 กันยายน กลุ่มสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ประณาม "ความกดดันต่อสื่อมวลชนที่เพิ่มขึ้น" ของรัฐบาล และการนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้เพื่อระงับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยบางรายกล่าวว่า รัฐบาลใช้วิธีการต่างๆ เพื่อจะได้ควบคุมสื่อได้มากขึ้น รวมทั้งการควบคุมโดยตรงด้วยการเข้าเป็นเจ้าของกิจการสื่อ การขู่ว่าจะเลิกให้เงินสนับสนุนและค่าโฆษณา การจำกัดการให้ข้อมูล และการกดดันผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวที่ชอบวิจารณ์รัฐบาลโดยตรง

โดยทั่วๆ ไป หนังสือพิมพ์และนิตยสารเป็นของเอกชน ในช่วงปี พ.ศ.2547 นายทุนที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองได้ซื้อหุ้นจำนวนมากในธุรกิจหนังสือพิมพ์บางฉบับ รวมทั้งการซื้อหุ้นกว่าร้อยละ 10 ของบริษัทเนชั่นมัลติมีเดีย ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกมองโดยทั่วไปว่าเป็นสื่อที่ต่อต้านรัฐบาล

หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ควบคุมและเป็นเจ้าของสถานีวิทยุและโทรทัศน์เกือบทุกสถานี กองทัพยังคงถือกรรมสิทธิ์ในสถานีวิทยุและโทรทัศน์ 214 สถานี โดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคง ส่วนหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของสื่อกระจายเสียงของรัฐ ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์

สถานีโทรทัศน์และวิทยุต้องต่อใบอนุญาตทุกปี และสถานีวิทยุถ่ายทอดสัญญาณผ่านเครื่องส่งของรัฐบาล กฎหมายกำหนดให้สถานีโทรทัศน์และวิทยุทุกแห่งต้องถ่ายทอดรายการข่าวที่รัฐบาลผลิตวันละ 2 ช่วง ช่วงละ 30 นาที บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวนายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์อิสระแห่งเดียวในประเทศ อย่างไรก็ดี โดยทั่วๆ ไปแล้วผู้ผลิตรายการมีอิสระในการกำหนดรูปแบบและเนื้อหาของรายการ

ความพยายามในการปฏิรูปสื่อเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ขึ้นมาสำหรับจัดสรรคลื่นวิทยุและโทรทัศน์และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงยังประสบความชะงักงัน ในปี พ.ศ.2546 ศาลฎีกาปฏิเสธรายชื่อคณะกรรมการ กสช. ที่คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้คัดเลือกมา เนื่องจากกระบวนการสรรหาขาดความโปร่งใส เมื่อถึงปลายปี พ.ศ.2547 มีการส่งมอบรายชื่อคณะกรรมการ 14 คนต่อวุฒิสภา ซึ่งจะคัดเลือกเพียง 7 คน ให้เป็นคณะกรรมการ กสช.

ความล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่าในการปฏิรูปสื่อแพร่ภาพกระจายเสียงทำให้ผู้กระจายเสียงวิทยุชุมชนบางรายพยายามจัดตั้งห้องส่งและเครื่องส่งของตนเอง เนื่องจากระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการแพร่ภาพกระจายเสียงในปัจจุบันกำหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเท่านั้น โดยหลักแล้วการดำเนินงานของสถานีวิทยุชุมชนอิสระเหล่านี้จึงถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย นโยบายของรัฐเกี่ยวกับวิทยุชุมชนปี พ.ศ.2546 อนุญาตให้สถานีวิทยุชุมชนดำเนินงาน "นอกขอบข่ายกฎหมาย" ต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เมื่อถึงสิ้นปีมีสถานีวิทยุชุมชนอิสระกว่า 1,000 แห่ง ที่ดำเนินการอยู่ ในวันที่ 3 กันยายน กรมประชาสัมพันธ์ประกาศแผนการที่จะอนุญาตให้มีสถานีวิทยุชุมชน 1,500 แห่ง และให้สถานีเหล่านั้นโฆษณาได้วันละ 6 นาที แต่ตั้งข้อจำกัดว่าห้ามสถานีมีกำลังส่งเกิน 30 วัตต์ เสาอากาศสูงไม่เกิน 30 ฟุต และขอบเขตการกระจายเสียงต้องไม่เกิน 25-30 กิโลเมตร หรือ 15-18 ไมล์ กรมประชาสัมพันธ์พยายามที่จะกำกับดูแลสถานีวิทยุชุมชน โดยอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีปี พ.ศ.2546 ที่ให้อำนาจกรมฯ ในการกำกับดูแลสถานีวิทยุทุกแห่ง กรมประชาสัมพันธ์พยายามขึ้นทะเบียนสถานีวิทยุชุมชนทุกแห่งให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี ตามความเห็นชอบของรองนายกรัฐมนตรี แต่มีผู้ประกอบการของสถานีวิทยุชุมชนหลายรายทั่วประเทศที่คัดค้านความพยายามดังกล่าว

รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม สมาชิกสมาพันธ์วิทยุชุมชนประมาณ 200 คน ขู่ว่าจะทำการประท้วงถ้ากรมประชาสัมพันธ์ยังพยายามต่อไปที่จะขึ้นทะเบียนสถานีวิทยุชุมชนทั้งหมด คนเหล่านี้แสดงความวิตกว่าถ้าให้สถานีวิทยุชุมชนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอาจใช้สถานีวิทยุเป็นเครื่องมือในการหาเสียงได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมประชาสัมพันธ์จะออกคำเตือนแล้วว่าผู้ประกอบการวิทยุชุมชนทุกรายที่ไม่มีใบอนุญาตจะถูกจับกุมหลังเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 กรมประชาสัมพันธ์ก็ยังได้รับคำร้องขอใบอนุญาตจากสถานีวิทยุชุมชนเพียงประมาณ 500 แห่ง เมื่อถึงกลางเดือนธันวาคม

ในปี พ.ศ.2547 ไม่มีการจับกุมหรือใช้ความรุนแรงกับนักหนังสือพิมพ์โดยตำรวจหรือข้าราชการหน่วยอื่นๆ ซึ่งต่างกับเมื่อปี พ.ศ.2546 และไม่มีรายงานเกี่ยวกับการข่มขู่ผู้สื่อข่าวโดยอาชญากร ผู้เหยียดผิว กบฏ หรือผู้ก่อการร้าย นอกจากนี้ ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการยกเลิกวีซ่าของผู้สื่อข่าวต่างชาติหรือการยึดหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเช่นในปีก่อนๆ

รัฐบาลไม่ได้เซ็นเซอร์สื่อมวลชนโดยตรง กฎหมายอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดหนังสือพิมพ์หรือสำนักพิมพ์ได้ในภาวะสงครามหรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในประเทศ ทั้งนี้ จะต้องกระทำโดยคำสั่งของศาล พระราชบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจตำรวจในการจำกัดหรือยึดสิ่งพิมพ์และวัสดุอื่นๆ ซึ่งก่อกวนความสงบเรียบร้อย รบกวนความปลอดภัยของสาธารณชน หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2547 ไม่มีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือยึดสิ่งพิมพ์ฉบับใด และไม่มีการส่งจดหมายเตือนอย่างเป็นทางการโดยตำรวจสันติบาล โดยปกติ ไม่มีการเซ็นเซอร์หนังสือและได้รับอนุญาตให้จำหน่ายอย่างเสรี ตำรวจมีอำนาจในการสั่งระงับการนำเข้าสิ่งพิมพ์ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าวในปี พ.ศ.2547

การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อดูจะมีมากขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ได้รับความเชื่อถือคือ บางกอกโพสต์ ได้ย้ายบรรณาธิการออกจากตำแหน่งโดยเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น แม้ว่าทางหนังสือพิมพ์จะยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาจากสาเหตุด้านธุรกิจ แต่คนในวงการสื่อมวลชนต่างเชื่อกันว่าการโยกย้ายดังกล่าวมีสาเหตุมาจากจุดยืนของบรรณาธิการที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล หลังการโยกย้ายนี้ไม่นาน นักหนังสือพิมพ์ของบางกอกโพสต์จำนวน 80 คน ได้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ซึ่งแสดงความเสียใจต่อ "สัญญาณร้าย" ของการแทรกแซงทางการเมืองและเรียกร้องความอิสระในการทำงานของกองบรรณาธิการ อย่างไรก็ตาม บรรณาธิการรายนี้ยังตีพิมพ์บทบรรณาธิการที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและระบุชื่อผู้เขียนด้วย

ยังมีรายงานว่ารัฐบาลพยายามแทรกแซงกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ โดยการกดดันผู้ลงโฆษณาหรือพันธมิตรของหนังสือพิมพ์ให้เลิกสนับสนุนถ้าหนังสือพิมพ์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่อไป

รายได้จากการโฆษณาถูกระบุว่าเป็นสิ่งที่ทำให้กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มีความอิสระในการทำงานน้อยลง ในปี พ.ศ.2547 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยอ้างว่าหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ทบทวนบทวิจารณ์เกี่ยวกับบุคคลในคณะรัฐบาล เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นซื้อเนื้อที่โฆษณาหรือควบคุมการลงโฆษณาของหน่วยงานใหญ่ๆ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

สถานีโทรทัศน์มีการเซ็นเซอร์หรือ "ตัด" บางส่วนของรายการที่ทางสถานีเห็นว่ามีเนื้อหาทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนหรือลามกอนาจารเป็นครั้งคราว การเซ็นเซอร์ตัวเองดังกล่าวมักทำโดยสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐมากกว่า มีรายงานว่าคณะกรรมการตรวจพิจารณารายการโทรทัศน์วิทยุซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้คำแนะนำแก่นักวิทยุโทรทัศน์ด้วยการบอกกล่าวหรือส่งจดหมายเตือนเมื่อเห็นว่ารายการใดไม่เหมาะสมหรือก้าวร้าวและเตือนผู้จัดรายการให้ใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต

ในช่วงปี พ.ศ.2547 หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐได้นำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้ฟ้องร้องต่อศาล เพื่อระงับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนหลายคดี ในเดือนมิถุนายน ศาลอาญารับฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และบรรณาธิการไทยโพสต์สามคน สาเหตุของการฟ้องร้องครั้งนี้มาจากบทความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2546 ซึ่งตีพิมพ์คำพูดของ น.ส.สุภิญญา ที่กล่าวว่าบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ดูจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายใหญ่จากนโยบายของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ยังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 400 ล้านบาท จากจำเลยเหล่านี้ในคดีแพ่งด้วย ศาลมีกำหนดพิจารณาคดีอาญาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2548 และมีกำหนดพิจารณาคดีแพ่งหลังจากนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่าคดีฟ้องร้องทำให้ตนหมดกำลังใจที่จะวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจบางแห่งอีกต่อไป

อีกคดีหนึ่งที่โด่งดังเช่นกันได้แก่ คดีหมิ่นประมาทที่ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ 4 นาย และอัยการรัฐเป็นโจทก์ฟ้องร้องต่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าของคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ในปี พ.ศ.2545 น.ต.ประสงค์ ได้เขียนบทความกล่าวอ้างคำพูดของนักวิชาการ ที่ตำหนิคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดในคดีซุกหุ้นเมื่อปี พ.ศ.2544 ในวันที่ 3 ธันวาคม ศาลอาญาตัดสินว่า น.ต.ประสงค์ ไม่มีความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีความผิดในข้อหาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่เคารพคำตัดสินของศาล น.ต.ประสงค์ ถูกตัดสินให้รอลงอาญาเป็นเวลาหนึ่งปี และต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 7,000 บาท คำตัดสินนี้ถือว่าเป็นชัยชนะของ น.ต.ประสงค์

ต่อคำกล่าวหาที่ว่า การนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการพูดที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบในช่วงปี พ.ศ.2547 ว่าเสรีภาพในการพูด "ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและมีกฎหมายที่ประชาชนสามารถนำมาใช้ฟ้องร้องได้"

ตำรวจสันติบาลส่ง "จดหมายขอความร่วมมือ" ไปยังสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง และขอให้สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังในการรายงานประเด็นทางการเมืองหรือสังคมที่มีความละเอียดอ่อน รวมทั้งข่าวที่อาจมีผลลบต่อความมั่นคงของประเทศ แม้ว่า "จดหมายขอความร่วมมือ" ดังกล่าวจะไม่มีผลในทางกฎหมาย แต่อาจเป็นสิ่งจูงใจให้สื่อมวลชนเซ็นเซอร์ข่าวของตนเอง ในเดือนมีนาคม หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นรายงานว่า ตนมีสำเนาจดหมายขอความร่วมมือดังกล่าวฉบับหนึ่ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งไปยังหัวหน้าสถานีวิทยุของตำรวจแห่งหนึ่ง จดหมายดังกล่าวสั่งให้หัวหน้าสถานีวิทยุตรวจสอบให้แน่ใจว่ารายการสนทนาข่าวภาคค่ำจะต้องไม่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จดหมายซึ่งลงชื่อโดยร้อยตำรวจเอกนายหนึ่งระบุว่า กรมประชาสัมพันธ์ต้องการเทปของรายการที่จัดโดยนายสมาน ศรีงาม นักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกวัน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการนำคำวิพากษ์วิจารณ์แผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาออกอากาศ หลังจากนั้นไม่นานรายการของนายสมานก็ถูกถอดออกจากสถานี ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่ออกจดหมายนี้ บอกเจ้าหน้าที่ทางการทูตว่าตนไม่ได้ออกจดหมายดังกล่าว

การแสดงทางวัฒนธรรมถูกเซ็นเซอร์โดยตรงมากกว่า โดยปกติด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความเหมาะสมทางด้านสังคม พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.2473 กำหนดให้เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงส่งฟิล์มภาพยนตร์ที่ต้องการจะฉายให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตรวจสอบก่อน คณะกรรมการฯ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย กองทัพ กรมการศาสนา และกระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการอาจสั่งระงับการฉายภาพยนตร์ได้ ถ้าเจ้าของภาพยนตร์ไม่ยอมตัดบางส่วนของภาพยนตร์ออกตามที่คณะกรรมการฯ สั่ง เหตุผลให้การตัดหรือห้ามฉายมี อาทิ ละเมิดบรรทัดฐานด้านวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงาม และขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของชาติ มีอยู่บ่อยครั้งที่เจ้าของโรงภาพยนตร์และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงจะตรวจพิจารณาตัดต่อภาพยนตร์ของตน ก่อนส่งมอบฟิล์มภาพยนตร์ให้คณะกรรมการฯ คณะกรรมการฯ กล่าวว่า จากภาพยนตร์ที่ส่งเข้ามาให้ตรวจพิจารณา 282 เรื่อง ใน พ.ศ.2546 มี 4 เรื่องที่ถูกห้ามฉาย ในจำนวนนี้เป็นภาพยนตร์เกาหลี 3 เรื่อง และภาพยนตร์อเมริกัน 1 เรื่อง คณะกรรมการให้เหตุผลหลักของการห้ามฉายว่า ภาพยนตร์ดังกล่าวมีเรื่องทางเพศและฉากเปลือย

ปี พ.ศ.2547 นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตโดยตรง หนังสือพิมพ์รายงานว่าในเดือนธันวาคม พ.ศ.2546 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้แต่งตั้งกลุ่มงานตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขึ้น เพื่อจับตาดูและสั่งระงับเว็บไซต์ที่เผยแพร่ภาพลามกอนาจารและเรื่องที่ไม่เหมาะสม หัวหน้ากลุ่มดังกล่าวซึ่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กลุ่มฯ ได้รับการจัดตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2546 และมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกว่า 100 ราย คอยสำรวจเว็บไซต์ที่ "ไม่เหมาะสม" เช่น เว็บไซต์ลามกอนาจารและเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลเริ่มแจกจ่ายรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกขึ้นบัญชีดำทั้งของไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของรัฐและเอกชน และขอให้ผู้บริการระงับเว็บไซต์เหล่านั้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตปฏิบัติตามคำขอโดยทั่วกัน เว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ถูกห้ามเป็นเว็บไซต์ที่ถือว่าลามกอนาจาร อย่างไรก็ตาม มีเว็บไซต์บางแห่งที่ถูกห้ามเนื่องจากส่งเสริมการต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง หรือการแบ่งแยกดินแดน กลุ่มงานตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบุว่า เมื่อถึงวันที่ 13 พฤษภาคม ได้มีการ "ปิด" เว็บไซต์ทั้งหมด 1,574 แห่ง ทุกเว็บไซต์มีเนื้อหาหรือภาพลามกอนาจาร หรือมีข้อความที่ต่อต้านสินค้าและบริการของไทยหรือสินค้าและบริการผิดกฎหมาย รัฐบาลประกาศว่ามีเว็บไซต์อีก 2,500 แห่ง ที่ถูกระงับในเดือนธันวาคม ซึ่งมีเว็บไซต์ของไทยและต่างประเทศรวมอยู่ด้วย

หลังเหตุความรุนแรงทางภาคใต้ รัฐบาลเพิ่มความพยายามที่จะระงับเว็บไซต์ที่เห็นว่าคุกคามความมั่นคงของประเทศ ในวันที่ 15 สิงหาคม รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ระงับการเข้าเว็บไซต์ขององค์การกู้เอกราชสหปาตานี (พูโล) ซึ่งมีนโยบายแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมทางภาคใต้และการใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวหาว่าพูโลให้การสนับสนุนความไม่สงบทางภาคใต้ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ระงับการเข้าเว็บไซต์ดังกล่าวและแจ้งให้ลูกค้าทราบ

ข. เสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม

รัฐธรรมนูญประกันเสรีภาพในการชุมนุมและจัดตั้งสมาคม และรัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ ประชาชนไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจัดการประชุมหรือการชุมนุม เว้นแต่จะจัดในสถานที่สาธารณะหรือในกรณีที่ผู้จัดเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งปกติก็จะได้รับอนุญาตตามที่ร้องขอ สมาคมของเอกชนต้องจดทะเบียนกับรัฐบาลและมักได้รับการอนุมัติ

ในวันที่ 25 ตุลาคม มีคนจำนวนกว่า 80 คน เสียชีวิตที่จังหวัดปัตตานี โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตในขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง หลังจากการประท้วงที่มีการใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องให้ทางการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมข้อหาค้าอาวุธเถื่อน 6 ราย (ดูหมวดที่ 1 ก.) ไม่มีรายงานข่าวอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ประท้วงโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในช่วงปี พ.ศ.2547

ในเดือนธันวาคม ผู้ประท้วงโครงการท่อก๊าซที่ อ.หาดใหญ่ จำนวน 20 คน จากผู้ประท้วงทั้งหมด 32 คน ที่ถูกจับกุมเมื่อปี พ.ศ.2545 ได้รับการยกฟ้อง และอีก 12 คน ได้รับการประกันตัว ในเดือนกรกฎาคม ศาลจังหวัดสงขลารับฟ้องคดี ซึ่งมีองค์กรเอกชนของไทยแห่งหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องผู้บังคับการตำรวจภูธรนายหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องในการปะทะระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงเมื่อปี พ.ศ.2545 ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน

ค. เสรีภาพในการนับถือศาสนา

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และโดยทั่วๆ ไปรัฐบาลก็เคารพสิทธิดังกล่าวในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้จำกัดกิจกรรมของกลุ่มศาสนาบางกลุ่ม รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ในทางปฏิบัติแล้วศาสนาประจำชาติคือ พุทธศาสนา นิกายเถรวาท แต่ไม่มีการกำหนดเช่นนั้นอย่างเป็นทางการ

รัฐบาลแสดงบทบาทสำคัญในกิจการศาสนา กรมการศาสนาซึ่งตั้งอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบเรื่องการจดทะเบียนองค์กรศาสนาต่างๆ พระราชบัญญัติองค์กรศาสนากำหนดว่า กรมการศาสนาจะให้การยอมรับศาสนาใหม่ ถ้าสำมะโนประชากรบ่งชี้ว่ามีผู้นับถือศาสนาดังกล่าว 5,000 คน เป็นอย่างน้อย มีหลักการศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะและได้รับการยอมรับ และไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในการขอจดทะเบียนองค์กรศาสนานั้นๆ จะต้องได้รับการยอมรับจากกลุ่มศาสนาที่ทางการให้การยอมรับเสียก่อน กลุ่มดังกล่าวมีอยู่ 5 กลุ่ม ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มพุทธศาสนา กลุ่มมุสลิม คาทอลิก (ซึ่งรวมกลุ่มย่อยของโปรเตสแตนด์อีก 4 กลุ่ม) กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู และซิกซ์ นับตั้งแต่ พ.ศ.2527 เป็นต้นมา รัฐบาลยังไม่ให้การยอมรับกลุ่มศาสนาใหม่ใดๆ การจดทะเบียนขององค์กรศาสนาทำให้ได้สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น สิทธิในการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ การยกเว้นภาษี และการพิจารณาออกวีซ่าพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่องค์กร องค์กรศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วสามารถดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างเสรี

รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาล "อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนาและศาสนาอื่น" รัฐให้เงินอุดหนุนกิจกรรมของกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดสามกลุ่ม (พุทธ อิสลาม และคริสต์) โดยจัดสรรงบประมาณราว 1,830 ล้านบาท ในช่วงปีงบประมาณ เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มศาสนาเหล่านี้ เงินงบประมาณนี้ใช้เพื่อสนับสนุนสถาบันการศึกษาขั้นสูงของชาวพุทธและชาวมุสลิม อุดหนุนโครงการศาสนศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน จ่ายเบี้ยเลี้ยงรายวันสำหรับพระสงฆ์และผู้นำศาสนามุสลิมที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารและผู้นำศาสนาอาวุโส และเพื่อช่วยค่าเดินทางและการดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์และผู้นำศาสนาอิสลาม เงินจำนวนนี้ยังรวมงบประมาณประจำปีสำหรับการซ่อมบำรุงวัดและสุเหร่า การซ่อมบำรุงสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา และค่าบำรุงรักษาประจำวันของสุเหร่ากลางในจังหวัดปัตตานี รัฐบาลได้จัดสรรเงินให้องค์กรคริสเตียนเพื่อสนับสนุนในโครงการด้านสวัสดิการสังคม กลุ่มคาทอลิกและโปรเตสแตนต์อาจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการทำนุบำรุงโบสถ์ได้ แต่ไม่ได้รับงบประมาณประจำเพื่อการนี้ และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการช่วยเหลือนักบวชของโบสถ์ รัฐบาลกำหนดให้เงินที่บริจาคให้องค์กรศาสนาสามารถนำมาหักภาษีได้

ทางการกำหนดให้มีการสอนศาสนาพุทธและอิสลามในโรงเรียนรัฐบาลทั้งในระดับประถมศึกษา (ปีที่ 1-6) และระดับมัธยมศึกษา (ม.1-ม.6) นักเรียนแต่ละชั้นยังศึกษาวิชา "สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม" ด้วย ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับศาสนาที่ได้รับการยอมรับห้าศาสนาในประเทศไทย นักเรียนที่ประสงค์จะศึกษาต่ออย่างละเอียดเกี่ยวกับศาสนาหนึ่งศาสนาใด อาจศึกษาต่อได้ที่โรงเรียนศาสนาและสามารถโอนหน่วยกิตไปยังโรงเรียนของรัฐได้

ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มจดทะเบียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม หรือ "ปอเนาะ" กว่า 200 แห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในอดีตโรงเรียนซึ่งไม่เคยจดทะเบียนเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลและไม่ได้รับเงินสนับสนุน

รัฐบาลอนุญาตให้กลุ่มสอนศาสนาต่างชาติดำเนินกิจกรรมได้อย่างเสรีทั่วประเทศ จำนวนนักสอนศาสนาชาวต่างชาติที่จดทะเบียนกับทางการไว้ จะเป็นไปตามโควตาที่กรมการศาสนากำหนดเอาไว้แต่เดิมใน พ.ศ.2525 แต่องค์กรทางศาสนารายงานว่า นักสอนศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทางการก็ยังสามารถเผยแพร่ศาสนาได้ กิจกรรมของนักวิชาการและนักบวชมุสลิมจะถูกตรวจสอบมากกว่าปกติ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

ชาวมุสลิมซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5-10 ของประชาชนทั่วประเทศ และเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสี่ในห้าจังหวัดทางใต้สุดของประเทศ ยังต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจบ้าง รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยปฏิบัติตามนโยบายเดิมที่มีมาช้านาน คือ พยายามดึงชุมชนมุสลิมเข้ามาสู่สังคมไทยด้วยการช่วยพัฒนาและขยายโอกาสทางการศึกษาของชุมชนเหล่านี้

พระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2478 กำหนดว่าข้าราชการสตรีมุสลิมไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ผ้าคลุมศีรษะเมื่อแต่งเครื่องแบบข้าราชการ ส่วนข้าราชการสตรีมุสลิมที่ไม่ต้องสวมเครื่องแบบข้าราชการสามารถใช้ผ้าคลุมศีรษะได้ ในทางปฏิบัติ ข้าราชการสตรีมุสลิมส่วนใหญ่มักได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้ใช้ผ้าคลุมศีรษะได้ โดยเฉพาะในจังหวัดทางใต้สุดของประเทศ

พระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ.2505 ห้ามการหมิ่นประมาทหรือว่าร้ายศาสนาพุทธและพระสงฆ์ ประมวลกฎหมายอาญายังห้ามการดูหมิ่น หรือสร้างความวุ่นวายในสถานที่หรือพิธีทางศาสนาของทุกศาสนาที่ได้รับการยอมรับในประเทศ

การใช้ความรุนแรงของผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิมในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี สงขลา และยะลา ทำให้พระสงฆ์บางส่วนในภูมิภาคที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจทางศาสนาอย่างเต็มที่ได้ ในช่วงปี พ.ศ.2547 คนร้ายไม่ทราบชื่อได้สังหารพระสงฆ์อย่างน้อย 4 รูป และทำลายวัดหลายแห่งรวมทั้งศาลเจ้าจีนแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์คนร้ายตัดศีรษะพลเรือนชาวพุทธและทิ้งจดหมายขู่ว่าชาวพุทธคนอื่นๆ อาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง พระสงฆ์จำนวนหนึ่งรายงานว่าตนไม่สามารถเดินทางไปตามชุมชนต่างๆ ในภาคใต้ได้อย่างอิสระ และอ้างว่าฆราวาสเองก็ปฏิเสธที่จะช่วยในภารกิจประจำวันของสงฆ์ เนื่องจากกลัวว่าจะตกเป็นเป้าของผู้ฝักใฝ่ความรุนแรง

ผู้ก่อความไม่สงบยังคงลอบสังหารข้าราชการ เช่น ครูและเจ้าหน้าที่การรถไฟในภาคใต้เกือบรายวัน เจ้าหน้าที่ทางการหลายรายสันนิษฐานว่า การสังหารพระสงฆ์และฆราวาสซึ่งดูเหมือนจะมีสาเหตุมาจากความเชื่อทางศาสนานั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตึงเครียดระหว่างศาสนา ความตึงเครียดระหว่างศาสนาแตกต่างกันมากในแต่ละอำเภอ แต่ละชุมชนและแต่ละหมู่บ้านความรุนแรงทำให้เกิดบรรยากาศของความกลัวและความไม่ไว้วางใจในจังหวัดทางภาคใต้ แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทอย่างเปิดเผยใดๆ

รัฐบาลได้ส่งกองทหารไปประจำการในภาคใต้ เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติกิจทางศาสนาและสิ่งก่อสร้างทางศาสนาในชุมชนที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ และสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธคอยคุ้มกันพระสงฆ์ในกรณีที่จำเป็น รัฐบาลยังเสนอที่จะจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวของผู้ก่อความไม่สงบ 106 คน ที่ถูกสังหารระหว่างโจมตีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเมื่อวันที่ 28 เมษายน และได้จัดงบประมาณไว้สำหรับบูรณะมัสยิดกรือเซะ ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารยิงเสียหายในระหว่างการปะทะกัน (ดูหมวดที่ 1 ก.)

ยังมีรายงานว่า รัฐบาลยังจับตาดูกลุ่มฟาหลุนกงต่อไปแม้ว่าจะไม่มากเท่าเดิม กลุ่มฟาหลุนกงในไทยยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมาคมกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และขอใบอนุญาตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการตีพิมพ์และแจกจ่ายนิตยสารรายสัปดาห์ เมื่อถึงช่วงเวลาใกล้สิ้นสุดการทำรายงานฉบับนี้ คำร้องทั้งสองเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ไทย แต่กลุ่มฟาหลุนกงสามารถแจกจ่ายเอกสารทางศาสนาทั้งภาษาไทยและจีนจำนวนเล็กน้อยอย่างไม่เป็นทางการได้

(ท่านที่ประสงค์จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติประจำปี พ.ศ.2547)

ง. เสรีภาพในการเดินทางภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ การย้ายถิ่นฐาน และการส่งกลับประเทศ

รัฐธรรมนูญให้สิทธิประชาชนในการโยกย้ายภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงาน และเจ้าหน้าที่ก็เคารพสิทธิ์ดังกล่าวในทางปฏิบัติ แต่ก็ยังคงมีข้อยกเว้นในบางกรณี ข้อจำกัดที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรด้านการเดินทางและการตั้งถิ่นอาศัยของคนต่างด้าวเชื้อสายเวียดนาม ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2488-2489 และคนต่างด้าวเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2496-2504 ที่บังคับใช้มานานยังคงมีผลอยู่ นอกจากนั้นผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมานานแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ซึ่งรวมทั้งชาวไทยใหญ่หลายแสนคนและชาวเขาเผ่าต่างๆ หลายหมื่นคน จะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือกองทัพบก เมื่อต้องการเดินทางไปต่างประเทศหรือภายในประเทศ

ยังมีรายงานที่ไม่ได้รับการยืนยันอยู่เป็นระยะๆ ว่ารัฐบาลยังคงติดตามสอดส่องกิจกรรมของนักเคลื่อนไหวชาวทิเบตและนักเรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งกลุ่มฟาหลุนกง

รัฐบาลตั้งข้อจำกัดสำหรับแรงงานต่างด้าว ว่าจะสามารถทำงานในภาคธุรกิจใดและในจังหวัดใดได้บ้าง และเสนอว่าจะจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย มีแรงงานต่างด้าวจำนวนราว 1.2 ล้านราย มาจดทะเบียนกับทางการ (ดูหมวดที่ 6 จ.)

รัฐบาลไม่ได้ให้สถานภาพผู้พลัดถิ่นแก่ชาวไทยใหญ่จำนวนมาก ซึ่งหลบหนีข้ามชายแดนเข้ามาในไทย เนื่องจากถูกบังคับให้โยกย้ายภูมิลำเนา ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลบหนีการต่อสู้ประปรายที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน ประเทศพม่า อย่างไรก็ดี ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2545 รัฐบาลได้ให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ชาวไทยใหญ่ประมาณ 450 คน ที่หลบหนีการต่อสู้ในพม่าและข้ามชายแดนเข้ามาในไทยทางด้านจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2545 รัฐบาลได้ประกาศแผนการที่จะส่งตัวคนเหล่านี้กลับประเทศ แต่หลังจากได้รับการอุทธรณ์จากองค์กรเอกชน รัฐบาลได้เลื่อนกำหนดการส่งตัวกลับดังกล่าว และไม่ได้พยายามที่จะส่งตัวคนเหล่านี้กลับประเทศอีกโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและเจ้าหน้าที่ทางทหารของท้องถิ่นกล่าวว่า คนเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อไปตราบใดที่ภูมิลำเนาเดิมที่พม่ายังไม่ปลอดภัยพอ เมื่อถึงปลายปีกลุ่มชาวไทยใหญ่เหล่านี้ซึ่งมีประมาณ 650 คน ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศ โดยบางส่วนอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวที่รัฐบาลจัดหาให้ และบางส่วนก็อาศัยอยู่กับญาติที่อยู่ในไทย

รัฐธรรมนูญไทยห้ามการบังคับลี้ภัย และรัฐบาลก็มิได้ทำการบังคับลี้ภัย

กฎหมายไทยไม่ได้ระบุว่าจะต้องให้ที่พักพิงหรือสถานภาพผู้ลี้ภัยแก่บุคคล ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และพิธีสารของอนุสัญญาดังกล่าว พ.ศ.2510 อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ให้ความร่วมมือแก่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรมนุษยธรรมอื่นๆ ในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ในปี พ.ศ.2547 รัฐบาลยังคงให้ความคุ้มครองชั่วคราวแก่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวลาวและชาวพม่าจำนวนมาก รัฐบาลยังอนุญาตให้ UNHCR สอดส่องดูแลและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยชาวพม่า 140,000 คน ซึ่งรัฐบาลและ UNHCR ระบุว่าเป็น "บุคคลที่น่าห่วงใย" และพักพิงอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย-พม่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลห้าม UNHCR ประจำการอย่างถาวรตามค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งอยู่ตามชายแดนเหล่านี้ และห้ามขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยใหม่อย่างเป็นทางการ

ในเดือนกรกฎาคม รัฐบาลเนรเทศบุคคลสัญชาติลาว 16 คน ด้วยข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยอาวุธ UNHCR ไม่ได้รับอนุญาตให้พบบุคคลเหล่านี้เพื่อประเมินข้ออ้างขอลี้ภัยทางการเมืองผ่านทนายความ

โดยทั่วๆ ไป รัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายในการให้ความคุ้มครองชั่วคราวแก่ผู้พลัดถิ่นที่เพิ่งลี้ภัยเข้ามาในไทยตามแนวชายแดนที่ติดกับพม่า ในปี พ.ศ.2542 มีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้ลี้ภัยประจำจังหวัดขึ้น เพื่อตัดสินว่าผู้ใดมีคุณสมบัติที่จะเข้าพักในค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนได้ โดยใช้เกณฑ์ตัดสินที่แคบมากซึ่งกำหนดว่าต้องเป็นผู้ที่หลบหนีการต่อสู้มา แทนที่จะใช้เกณฑ์กว้างๆ ว่าต้องเป็นผู้ที่หลบหนีการถูกข่มเหงเนื่องจากเชื้อชาติ ศาสนา การเป็นชนกลุ่มน้อย ชนชั้นทางสังคม หรือความเห็นทางการเมือง อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยในจังหวัดชายแดนไม่ได้เรียกประชุมคณะกรรมการคัดเลือก UNHCR และกระทรวงมหาดไทยยังคงหารือเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ จำนวนผู้ลี้ภัยในค่ายที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังคงเพิ่มขึ้น ในปลายเดือนพฤศจิกายน UNHCR เริ่มปรับปรุงข้อมูลสำมะโนประชากรในค่าย โดยใช้การทำทะเบียนด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งรวมภาพถ่ายลายนิ้วมือและประวัติครอบครัวของผู้ที่พักในค่ายทั้ง 9 แห่ง คาดว่ากระบวนการนี้จะแล้วเสร็จกลางปี พ.ศ.2548

รัฐบาลไทยอนุญาตให้องค์กรเอกชนเป็นผู้จัดหาอาหาร ให้บริการรักษาพยาบาล ที่พักอาศัย และบริการอื่นๆ แก่ผู้ลี้ภัยชาวพม่าใกล้แนวชายแดน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้องค์กรเอกชนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวฉานหรือไทยใหญ่ เจ้าหน้าที่ทางการจับกุมชาวพม่าที่อยู่นอกค่ายในข้อหาคนต่างด้าวผิดกฎหมายอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งผู้ที่ทาง UNHCR ระบุว่าเป็น "บุคคลที่น่าห่วงใย" โดยทั่วๆ ไปผู้ที่ถูกจับได้จะถูกนำตัวไปที่ชายแดนและปล่อยตัว โดยไม่ได้ถูกส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ทางการของพม่า

หมวดที่ 3 การเคารพสิทธิทางการเมือง : สิทธิของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่พลเมืองในการเลือกหรือเปลี่ยนรัฐบาลอย่างสันติผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมบนพื้นฐานของสิทธิในการเลือกตั้งที่เป็นสากล ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา ได้มีการเลือกตั้งทั่วไประบบหลายพรรคทั้งหมด 5 ครั้ง ซึ่งเป็นการถ่ายโอนอำนาจระหว่างรัฐบาลชุดเก่าไปสู่รัฐบาลชุดใหม่ ตามกระบวนการประชาธิปไตยโดยสันติวิธี พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระบารมีของพระองค์อย่างไม่เป็นทางการ และที่ผ่านมายังไม่เคยทรงใช้พระราชอำนาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญในการยับยั้งกฎหมายหรือยุบสภา ซึ่งเป็นระบบสองสภาที่มาจากการเลือกตั้ง การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งถือเป็นเรื่องที่ต้องกระทำ ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ์ของตนจะสูญเสียสิทธิ์บางประการ รวมทั้งสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งในอนาคต ยกเว้นผู้ที่ไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงได้ รัฐธรรมนูญห้ามพระภิกษุและแม่ชีลงสมัครรับเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดคือ ในเดือนมกราคม พ.ศ.2544 โดยทั่วๆ ไป กระบวนการเลือกตั้งได้รับการมองว่าเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม ทว่ามีเรื่องด่างพร้อยจากการซื้อเสียงกันอย่างกว้างขวางซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้ง ด้วยการประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ถึง 5 รอบ ใน 72 เขตเลือกตั้ง เนื่องจากมี "การทุจริตในการเลือกตั้ง" ในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งปี พ.ศ.2544 มีการสังหารหัวคะแนน 25 คน และส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากเรื่องการเมือง (ดูหมวด 1 ก.) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นโดยมีพรรคไทยรักไทยของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นแกนนำ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไปกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2548

การฉ้อราษฎร์บังหลวงของฝ่ายบริหารเป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่ประชาชน การรับสินบนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการดำเนินงานประจำเป็นสิ่งปกติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) รายงานว่าจนถึงเดือนมิถุนายน สำนักงานฯ มีกรณีสอบสวนการทุจริตของข้าราชการซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณากว่า 6,000 ราย ในจำนวนนี้ มี 1,122 ราย ได้รับรายงานในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อเดือนพฤศจิกายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายรักเกียรติ สุขธนะ เข้ารับโทษจำคุกตามคำพิพากษา 15 ปี ฐานทุจริตอีก 2 คดี ที่โด่งดังเป็นเรื่องของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ศาลรัฐธรรมนูญสั่งห้ามอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนี้ ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมการเมืองเป็นเวลา 5 ปี รองผู้ว่าราชจังหวัดถูกปลดจากหน้าที่ และถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินยึดทรัพย์บางส่วน ในเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรีประกาศสงครามปราบการทุจริต เมื่อสิ้นปี ไม่มีการรายงานรายละเอียดผลงานนี้ให้ประชาชนรับทราบ

ทั้งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการปี พ.ศ.2540 อนุญาตให้มีการรับทราบข้อมูลข่าวสารสาธารณะได้ หากหน่วยงานรัฐบาลใดปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลแก่ประชาชนตามคำร้อง ประชาชนอาจยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ จากเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม มีการร้องทุกข์ทั้งหมด 124 เรื่อง และการอุทธรณ์ 103 ครั้ง ประมาณร้อยละ 99 ของคำร้องทุกข์ได้รับอนุมัติ คำขอข้อมูลข่าวสารของราชการอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของประเทศ การบังคับใช้กฎหมายและความปลอดภัยของประชาชน

ในสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกที่เป็นสตรีอยู่ 40 คน จากจำนวนสมาชิกที่เหลือ 453 คน ของสภาที่มีสมาชิก 500 คน และในวุฒิสภามีวุฒิสมาชิกที่เป็นสตรีอยู่ 21 คน จากจำนวนวุฒิสมาชิกทั้งหมด 200 คน (ในช่วงปีที่ผ่านมามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 47 คน ลาออกตามกฎที่บังคับให้ลาออกก่อนจะสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคใหม่ ซึ่งลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหลือ 453 คน) ในคณะรัฐมนตรีจำนวน 35 คน มีรัฐมนตรีที่เป็นสตรี 2 คน แม้ว่าครึ่งหนึ่งของข้าราชการพลเรือนจะเป็นสตรี แต่มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่อยู่ในตำแหน่งสูง มีชนกลุ่มน้อยเพียงไม่กี่คนที่ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองระดับชาติ ชาวมุสลิมจากภาคใต้หลายคนได้รับเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะยังคงมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรในตำแหน่งหน้าที่การบริหารระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด มีวุฒิสมาชิกที่เป็นชาวมุสลิม 8 คน และวุฒิสมาชิกที่นับถือศาสนาคริสต์ 2 คน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นมุสลิม 16 คน สมาชิกฯ ที่นับถือศาสนาคริสต์ 3 คน และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 คน ที่เป็นชาวเขา กฎหมายห้ามชาวเขาที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยเข้าร่วมกระบวนการทางการเมือง (ดูหมวดที่ 5)

หมวดที่ 4 ทัศนะของรัฐบาลเกี่ยวกับการสืบสวนโดยองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเอกชนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยทั่วๆ ไป องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศหลายประเภท สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัดจากรัฐบาลโดยสืบสวนสอบสวนตลอดจนตีพิมพ์ผลการสืบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลมักให้ความร่วมมือและรับฟังข้อคิดเห็นขององค์กรเหล่านี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่งมีที่ทำการถาวรในประเทศไทย รวมทั้งองค์การกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross) และองค์การต่างๆ ของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชนที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน เช่น ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า ต้องเผชิญกับการคุกคามเป็นระยะๆ

มีองค์กรเอกชนเพียงไม่กี่รายที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ซึ่งบางครั้งก็เป็นอุปสรรคต่อการที่องค์กรสิทธมนุษยชนในประเทศจะหาทุนได้อย่างเพียงพอ

รัฐบาลพบและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากองค์การกาชาดสากล และ UNHCR ตลอดปี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ผู้เสนอรายงานพิเศษของ UNHCR เรื่องวิสามัญฆาตกรรม การสังหารอย่างรวบรัดและการสังหารตามอำเภอใจ ได้ขออนุญาตมาประเทศไทยหลังเกิดเหตุการณ์ที่ตากใบในเดือนตุลาคม (ดูหมวดที่ 1 ก.) เมื่อถึงสิ้นปีรัฐบาลก็ยังไม่ได้ประกาศวันที่จะอนุญาตให้เข้ามาสังเกตการณ์

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีการดำเนินการอย่างขันแข็งตลอดปีในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐบาลที่เป็นเอกเทศ คณะกรรมการฯ เสนอรายงานประจำปีประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา เสนอนโยบายและข้อแนะนำในการแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา ส่งเสริมมาตรการที่จะให้ความรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชน และสืบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การที่มีบุคลากรและทรัพยากรสนับสนุนน้อยรวมทั้งขาดอำนาจในการดำเนินคดีหรือลงโทษผู้กระทำผิดเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ในเดือนสิงหาคม คณะกรรมการฯ ออกร่างรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในช่วงปี พ.ศ.2544 ถึง 2546 ในรายงานกล่าวหารัฐบาลว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งการทำวิสามัญฆาตกรรมในช่วง "การทำสงครามปราบยาเสพติด" เมื่อปี พ.ศ.2546 ข้อกล่าวหาอื่นๆ ได้แก่ การแทรกแซงสื่อและการที่ฝ่ายบริหารกีดกันฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จำเป็นต้องให้ความเห็นชอบในโครงการต่างๆ ของรัฐ รายงานกล่าวหารัฐบาลว่า "ถดถอยกลับไปหาลัทธิอำนาจนิยม แทนที่จะพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมแห่งสิทธิมนุษยชน"

ในเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าตรวจค้นบริเวณที่พักของนักศึกษา 15 คน จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่อาสาเป็นนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การอุปถัมภ์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากการแถลงของคณะกรรมการฯ นักศึกษากลุ่มนี้เลิกทำงานด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการฯ เนื่องจากกลัวอันตรายต่อสวัสดิภาพของตนเอง ในเดือนพฤษภาคม รายงานของสื่อมวลชนชี้ว่า เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบางคนได้รับจดหมายขู่เอาชีวิต เมื่อทำการสอบสวนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ของประเทศ

ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภายังคงมีคณะอนุกรรมการดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน คณะอนุกรรมการของวุฒิสภาดำเนินการอย่างขันแข็งในการสอบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้

หมวดที่ 5 การเลือกปฏิบัติ การกระทำโดยมิชอบในสังคมและการค้ามนุษย์

รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปฏิบัติทางกฎหมายต่อบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความพิการ ภาษา หรือสถานภาพทางสังคม แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่บ้าง ทั้งยังมีความไม่เท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียมกันนี้ด้วย

สตรี

การประทุษร้ายต่อสตรีในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงและเกิดขึ้นกับสังคมทุกชนชั้น ยังไม่มีการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับกรณีการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว มีการดำเนินคดีการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวบางคดี ภายใต้บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงต่อร่างกาย โดยปกติผู้เสียหายมักจะไม่ค่อยแจ้งความการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มักไม่กระตือรือร้นติดตามดำเนินการกับคดีประเภทนี้ เป็นการยากที่จะหาสถิติอัตราการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวที่น่าเชื่อถือได้ การศึกษาโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคมของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2546 พบว่าสตรีถึงร้อยละ 41 ที่ได้รับการสำรวจในกรุงเทพฯ ประสบกับการใช้ความรุนแรงทางร่างกายหรือทางเพศรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มีโครงการต่างๆ ขององค์กรเอกชนที่มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายผู้เคราะห์ร้าย อาทิ บริการโทรศัพท์สายด่วน การจัดที่พักพิงชั่วคราว บริการให้คำปรึกษาแนะนำและรายการโทรทัศน์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ และปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับสตรี ศูนย์วิกฤตการณ์ "เบ็ดเสร็จ" ของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลรัฐยังคงให้การดูแลบำบัดสตรีและเด็กที่ถูกประทุษร้าย แต่ศูนย์ฯ เหล่านี้เผชิญกับปัญหางบประมาณขาดแคลน

การข่มขืนกระทำชำเราถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตลอดเดือนกรกฎาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า มีการแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราทั่วประเทศ 2,966 คดี ไม่มีกฎหมายให้ดำเนินคดีกับชายที่ข่มขืนภรรยาของตน นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิสตรีระบุว่า ไม่ค่อยมีการแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเรา หรือการประทุษร้ายบุคคลในครัวเรือน ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเชื่อที่ว่า หน่วยงานรักษากฎหมายไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ฝ่ายตำรวจได้พยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อดังกล่าว และสนับสนุนให้สตรีแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเพศ ด้วยการจัดหาพนักงานสอบสวนที่เป็นตำรวจหญิงไว้ประจำตามสถานีตำรวจ ในเขตกรุงเทพมหานครและอีกสามจังหวัด กฎหมายอาญาระบุโทษสำหรับการข่มขืนกระทำชำเรา หรือการใช้กำลังทำร้ายทางเพศ โดยขึ้นอยู่กับอายุของผู้เสียหาย ความรุนแรงของการทำร้าย และสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสียหายหลังถูกทำร้าย โทษต่ำสุดคือ จำคุก 4 ถึง 20 ปีและปรับ 200 ถึง 1,000 ดอลลาร์ (8,000 ถึง 40,000 บาท) หากมีการใช้อาวุธปืนหรือระเบิด หรือเป็นคดีข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้งต่อเนื่อง โทษจะเพิ่มเป็น 15 ถึง 20 ปีและปรับ 750 ถึง 1,000 ดอลลาร์ (30,000 ถึง 40,000 บาท) อาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายบาดเจ็บหรือถูกฆ่าตาย โทษจำคุก 4 ถึง 20 ปีและปรับ 200 ถึง 1,000 ดอลลาร์ (8,000 ถึง 40,000 บาท) สำหรับการข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี หากผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 13 ปี จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ปีจนถึงตลอดชีวิต กฎหมายอาญายังระบุว่า หากอาชญากรคนใดก่อคดีลักษณะเดิมเป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลา 2 ปี จะต้องโทษเพิ่มด้วยข้อหาไม่เข็ดหลาบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้อำนาจนี้เพิ่มขึ้น และรัฐบาลรายงานว่ามีบุคคล 221 ราย (ใน 103 คดี) ถูกจับกุมในปี พ.ศ.2546 มีการดำเนินคดี 86 คดี มีการพิพากษาลงโทษ 11 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีที่จับกุมในปี พ.ศ.2545 และ 2546 ผู้เสียหายจากการกระทำทารุณทางเพศมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐเป็นจำนวนถึง 750 ดอลลาร์ (30,000 บาท)

แม้ว่าการค้าประเวณีจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นอาชีพที่เฟื่องฟูและมักจะได้รับการปกป้องจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ได้ผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ (ดูหมวดที่ 1 ง. และ 5 ว่าด้วยการค้ามนุษย์) การค้าสตรีและเด็กเป็นปัญหาร้ายแรง (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์) ตัวเลขโสเภณีหญิงและเด็กที่รัฐบาลและองค์กรเอกชนได้ประมาณไว้แตกต่างกันอยู่มาก องค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งรายงานว่ามีโสเภณีจำนวน 200,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขประเมินอย่างต่ำ คณะกรรมาธิการกิจการสตรีประเมินว่าในปี พ.ศ.2543 ประมาณร้อยละ 20 ของโสเภณีเป็นเด็ก มีรายงานว่าสตรีที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนถูกบังคับให้ค้าประเวณี แต่เป็นการยากที่จะยืนยันตัวเลขที่แน่นอนว่ามีจำนวนเท่าใด โสเภณีส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักขัง แต่มีจำนวนมากที่ต้องทำงานใช้หนี้เจ้าของซ่องโสเภณี (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์) พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ถือว่าการค้าประเวณีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และยังกำหนดไว้ด้วยว่าผู้ที่ไปใช้บริการโสเภณีเด็กจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย บิดามารดาที่ยอมให้บุตร (ตามกฎหมายคือ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18) เข้าสู่ธุรกิจค้าประเวณีก็มีความผิดตามกฎหมายด้วย ในปี พ.ศ.2547 มีการจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีประเภทนี้ 3 ราย แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับบิดามารดาที่ปล่อยให้บุตรทำธุรกิจค้าประเวณีแม้แต่รายเดียว องค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐบาลยังคงให้ที่พักพิง ให้การฟื้นฟูบำบัด และจัดโครงการกลับสู่สังคมสำหรับเด็กและสตรีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเพศ

การท่องเที่ยวเพื่อจุดประสงค์ทางเพศยังคงเป็นปัญหาอยู่ (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์)

กฎหมายคุ้มครองแรงงานระบุว่า การคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่กฎหมายฉบับนี้มีอำนาจครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ทำงานในภาคเอกชนเท่านั้น องค์กรเอกชนอ้างว่าคำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่า "การคุกคามทางเพศ" ที่บัญญัติไว้ มีความคลุมเครือและทำให้การดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก ตลอดปี พ.ศ.2547 ไม่มีการยื่นฟ้องคดีการคุกคามทางเพศ นักการเมืองอาวุโสคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศผู้สื่อข่าวหญิงรายหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2545 ได้ถอนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกับหนังสือพิมพ์ที่ผู้สื่อข่าวหญิงผู้นี้สังกัดอยู่ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวประกาศว่าเหตุการณ์ตามที่กล่าวหาเป็นเพียง "เรื่องเข้าใจผิด"

รัฐธรรมนูญให้ความเท่าเทียมแก่พลเมืองทุกคน อย่างไรก็ดี ความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงและชายตามกฎหมายก็ยังคงมีอยู่เช่น ชายสามารถฟ้องหย่าภรรยาของตนได้โดยอ้างว่าภรรยาคบชู้ แต่สตรีต้องพบกับภาระเพิ่มเติมทางกฎหมาย ที่ต้องพิสูจน์ว่าสามีของตนได้ยกย่องสตรีอื่นเป็นภรรยาอย่างเปิดเผย เมื่อมีการหย่าร้างทรัพย์สินจะแบ่งสองฝ่ายเท่าๆ กัน บุตรที่เกิดจากการสมรสได้รับมรดกจากบิดามารดาเท่าเทียมกันทั้งหญิงและชาย ส่วนบุตรที่เกิดนอกสมรสต้องพิสูจน์ต่อศาลว่าเป็นบุตรจริงก่อนจะมีสิทธิ์ได้รับมรดก

สตรีมีโอกาสเข้ารับการศึกษาขั้นสูงเท่าเทียมกับชาย และกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นสตรี อย่างไรก็ตาม สถาบันการศึกษาของตำรวจและทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับสตรีเข้าศึกษา แม้ว่าสถาบันทางทหารเหล่านี้จะมีอาจารย์ผู้สอนที่เป็นสตรีอยู่จำนวนมาก แรงงานสตรีมีสัดส่วนร้อยละ 48 ของแรงงานทั่วประเทศ และอยู่ในตำแหน่งวิชาชีพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ สตรียังมีสิทธิ์เป็นเจ้าของและบริหารกิจการได้อย่างเสรี ระเบียบข้อบังคับทางราชการกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าแรงและผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานเหมือนกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงว่าเป็นหญิงหรือชาย อย่างไรก็ตาม การเลือกปฏิบัติในการว่าจ้างยังคงมีอยู่ทั่วไป และระดับรายได้โดยเฉลี่ยระหว่างชายกับหญิงยังคงมีช่องว่างห่างกันมากพอควร เนื่องจากสตรีจำนวนมากมักประกอบอาชีพที่มีค่าจ้างต่ำ ในทางปฏิบัติผู้หญิงยังได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชายในงานประเภทเดียวกันในภาคเศรษฐกิจเกือบทุกภาค ผลการสำรวจของกระทรวงแรงงานเมื่อ พ.ศ.2544 ชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายมีรายได้สูงกว่าผู้หญิงร้อยละ 17

พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุไว้ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องมีสมาชิกสตรีอย่างน้อย 1 ใน 3 และสมาชิกคณะกรรมการฯ ชุดปัจจุบันซึ่งมีอยู่ 11 คน ก็เป็นสตรี 5 คน เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ (The Women and Constitution Network) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่มสตรี 52 องค์กร สนับสนุนให้มีการปฏิรูปทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติต่อสตรีอย่างไม่เท่าเทียม เครือข่ายดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญต่อไปในการผลักดันให้มีการบรรจุข้อความว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศไว้ในกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ

เด็ก

รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองแก่เด็กอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายการศึกษาภาคบังคับกำหนดให้เด็กต้องเรียนหนังสือจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และสามารถเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยทั่วไปมีเด็กหญิงและชายเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นจำนวนเท่าๆ กัน มีเด็กประมาณร้อยละ 96 ที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 และร้อยละ 48 ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ศาสนาห้ามเด็กหญิงเข้าศึกษาในโรงเรียนศาสนาที่จำกัดให้เฉพาะพระสงฆ์และสามเณรเท่านั้น

แม้ไทยจะมีศูนย์สังเกตการณ์และควบคุมเยาวชน 52 แห่ง แต่ในบางจังหวัดของประเทศ เยาวชนต้องขึ้นศาลเดียวกับผู้ใหญ่และถูกคุมขังในเรือนจำเดียวกัน

ประมวลกฎหมายอาญามีบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองเด็กจากการกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้ง ได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก ในช่วงปี พ.ศ.2547 เจ้าหน้าที่ตำรวจมักไม่เต็มใจสอบสวนคดีประเภทนี้ และกฎว่าด้วยพยานหลักฐานก็ทำให้การดำเนินคดีการกระทำทารุณเด็กเป็นด้วยความลำบากมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองพยาน ผู้เสียหายและผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี กระบวนการนี้จะเปิดโอกาสให้บันทึกคำให้การของเด็กลงเทปวีดีทัศน์เป็นการส่วนตัว มีนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือนักสังคมสงเคราะห์อื่นๆ ร่วมฟังโดยได้รับความยินยอมจากศาล อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาหลายคนปฏิเสธไม่รับคำเบิกความของพยานที่บันทึกเทปวิดีทัศน์ โดยอ้างปัญหาทางเทคนิคและการที่ไม่สามารถซักค้านโจทก์และจำเลยได้โดยตรงในศาล ผู้ต้องหาคดีอนาจารเด็กจะถูกฟ้องตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการบรรลุนิติภาวะและกฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณี การเบิกความของผู้เสียหายจะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 (การสืบพยานเด็ก)

การค้าเด็ก รวมทั้งการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กเพื่อการพาณิชย์ยังเป็นปัญหาร้ายแรง (ดูหมวด 5 การค้ามนุษย์) คดีอนาจารเด็กยังคงมีอยู่ ซึ่งมีผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเพื่อบริการทางเพศ รัฐบาล นักวิจัยของมหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนคาดว่า มีโสเภณีวัยต่ำกว่า 18 ปีมากถึง 30,000-40,000 คน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงคนต่างด้าว พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ถือว่าการค้าประเวณีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และยังกำหนดไว้ด้วยว่าผู้ที่ไปใช้บริการโสเภณีวัยต่ำกว่า 18 ปีจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย บิดามารดาที่ยอมให้บุตรเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณีก็มีความผิดตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ตาม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยทำให้เด็กไม่ค่อยกล่าวหาบิดามารดาในการพิจารณาความในศาล แม้ว่าหนังสือพิมพ์จะรายงานข่าวเกี่ยวกับคดีประเภทนี้หลายคดีโดยละเอียด แต่มีการจับกุมผู้ต้องหาเพียง 3 รายเท่านั้น

การใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ (ดูหมวด 6 ง.)

แม้เป็นเรื่องยากที่จะประเมินตัวเลขเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนในเขตใจกลางเมืองใหญ่ๆ แต่เชื่อว่าน่าจะมีจำนวนประมาณ 20,000 คน เชื่อกันว่าในจำนวนเด็กเหล่านี้มีอยู่จำนวนมากที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาและเมียนมาร์ เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้พยายามจัดหาที่พักพิงให้เด็กเหล่านี้ แต่ยังขาดแคลนด้านทรัพยากร และมีรายงานว่าเด็กจำนวนมากไม่ต้องการอาศัยอยู่ในที่พักพิงเหล่านั้น เนื่องจากเกรงว่าจะถูกกักตัวและขับออกจากประเทศ

มีองค์กรเอกชนท้องถิ่นหลายแห่งที่ช่วยส่งเสริมเรื่องสิทธิเด็กในประเทศ องค์กรนายจ้างต่างๆ เช่น สภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแรงงานเด็กด้วยเช่นกัน การทำงานขององค์กรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาล

การค้ามนุษย์

กฎหมายห้ามการค้ามนุษย์ แต่ประเทศไทยก็เป็นทั้งแหล่ง ทางผ่าน และจุดหมายปลายทางสำหรับการค้าสตรีและเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมทั้งการใช้แรงงานเพื่อหักล้างหนี้ การบังคับใช้แรงงานและการค้าประเวณี มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้ามนุษย์ หรือรับสินบนแลกกับการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ความรุนแรงของบทลงโทษขึ้นอยู่กับอายุของผู้เสียหายและวิธีการค้า โดยทั่วไปกฎหมายกำหนดโทษจำคุก 1 ปีถึงตลอดชีวิต และปรับ 50 ถึง 1,000 ดอลลาร์ (2,000 ถึง 40,000 บาท) สำหรับความผิดที่ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี โทษจะเป็นจำคุก 3 ถึง 15 ปีและปรับ 150 ถึง 1,000 ดอลลาร์ (6,000 ถึง 40,000 บาท และสำหรับความผิดที่ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โทษจะเป็นจำคุก 5 ถึง 20 ปีและปรับ 250 ถึง 1,000 ดอลลาร์ (10,000 ถึง 40,000 บาท) หากความผิดนั้นกระทำด้วยการใช้กลการหลอกลวง การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การใช้อิทธิพลที่ขัดต่อศีลธรรม หรือการบีบบังคับจิตใจ โทษจำและปรับอาจเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนสาม

ในเดือนมกราคม รัฐสภาได้แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้รวมมาตรการที่ระบุในพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าสตรีและเด็ก พ.ศ.2540 ว่าเป็นความผิดมูลฐาน เจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจริบทรัพย์ของบุคคลที่ต้องสงสัยว่าทำการค้ามนุษย์จำนวน 6 คดี

โดยทั่วไป รัฐบาลไทยให้ความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ ประเทศปลายทางการค้ามนุษย์มักเป็นประเทศที่เริ่มการสืบสวนคดีค้ามนุษย์ ในกรณีที่ประเทศไทยเป็นประเทศต้นทาง รัฐบาลไทยได้เพิ่มความพยายามสืบสวนกลุ่มมิจฉาชีพที่เกี่ยวข้องกับการลอบนำผู้หญิงไทยไปค้าต่างประเทศ กฎหมายไทยอนุญาตให้ส่งผู้กระทำผิดสัญชาติไทยไปรับการพิจารณาคดีในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีคนถูกส่งข้ามแดนในข้อหาที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ บุคคลสัญชาติญี่ปุ่น ออสเตรเลียนและเยอรมนี ที่ถูกตั้งข้อหาว่าประกอบอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ซึ่งรวมทั้งคดีอนาจารเด็ก ได้ถูกส่งกลับประเทศตามคำขอของประเทศนั้นๆ

ไม่มีตัวเลขประมาณการขอบเขตการค้ามนุษย์ในประเทศไทยที่น่าเชื่อถือได้ บางส่วน (ซึ่งองค์การสหประชาชาติ องค์กรเอกชนต่างๆ และรัฐบาลไทยคิดว่าเป็นเพียงส่วนน้อย) ของผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมค้าประเวณีในประเทศไทยที่ประมาณว่ามีจำนวน 200,000 ถึง 300,000 คน เป็นผู้เยาว์หรือถูกบังคับหรือต้องกระทำเพื่อหักล้างหนี้ องค์กรเหล่านี้เชื่อว่าสตรีและเด็ก (โดยเฉพาะเด็กหญิง) มักจะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ มีหลักฐานจากการสังเกตและการศึกษาเฉพาะรายแสดงว่า การค้าชาย/หญิงและเด็กในธุรกิจแรงงานอื่นๆ เช่น การประมงพาณิชย์และงานตามโรงงานเถื่อนมีเป็นจำนวนมากในธุรกิจการค้ามนุษย์นี้ และพบว่ามีกลุ่มสตรีและเด็กหญิงต่างถิ่นจำนวนมากโดยเฉพาะจากประเทศลาว ถูกบังคับรับจ้างทำงานในโรงงานเถื่อนตามสัญญาผูกมัด องค์กรเอกชนได้ช่วยเหลือให้ผู้เคราะห์ร้ายได้เงินค่าจ้างคืนจากนายจ้างที่ทารุณ

ภายในประเทศนั้น มีการนำหญิงไทยที่ยากจนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมาสู่ธุรกิจทางเพศที่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การค้าหญิงไทยในประเทศดูเหมือนจะลดลง เนื่องจากโครงการป้องกันและปราบปราม และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการค้าหญิงจากไทยไปต่างประเทศด้วย เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย บาห์เรน ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เพื่อป้อนธุรกิจทางเพศ แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกส่งไปทำงานในโรงงานเถื่อน ผู้ชายก็ถูกนำเข้ามาค้าในประเทศไทยด้วยเพื่อทำประมงพาณิชย์ ทำงานในไร่นา โรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้าง การดำเนินคดีผู้ทำธุรกิจค้าขายเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าสตรีและเด็ก พ.ศ.2540 ไม่ได้ครอบคลุมประเด็นนี้

มีหญิงและชายจากประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน และลาว ถูกลักลอบนำเข้ามากดขี่ใช้แรงงานและป้อนธุรกิจทางเพศ ส่วนเด็ก ผู้หญิงและเด็กผู้ชายที่ถูกลักลอบนำเข้าประเทศส่วนใหญ่มาจากเมียนมาร์และกัมพูชาเพื่อนำมาป้อนธุรกิจทางเพศ และทำงานให้กับกลุ่มขอทานเป็นหลัก เด็กเล็กที่กำพร้าพ่อแม่หรือถูกครอบครัวนำมาขายก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย มีบางครั้งที่มีการลักลอบนำสมาชิกทั้งครอบครัวเข้ามาใช้แรงงานในโรงงานเถื่อน มีรายงานการนำเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าประเทศ เพื่อทำงานเฉพาะอย่างที่การใช้คนงานที่มีรูปร่างเล็กจะสร้างความได้เปรียบ องค์กรเอกชนของไทยระบุว่า ยังมีการค้าเด็กหญิงวัย 12-18 ปีจากพม่า ภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนและลาวเพื่อป้อนธุรกิจทางเพศอยู่

นักสังคมสงเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าเด็กหญิงที่มีอายุน้อยจะมีราคาสูง เนื่องจากลูกค้าเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ปลอดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชาวจีนที่ถูกนำมาค้ามักใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศอื่นๆ แต่โดยทั่วๆ ไป สตรีและเด็กจากมณฑลยูนนานนั้นมักถูกส่งไปทำงานในซ่องโสเภณีในภาคเหนือของไทย โดยปกติแล้วผู้เคราะห์ร้ายจากมณฑลยูนนานมักถูกล่อลวงเข้ามาในประเทศ โดยได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้ทำงานในร้านอาหารหรือตามบ้าน แต่แล้วก็จะถูกกดดันหรือบังคับให้ค้าประเวณี

สภาสังคมและเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติ และองค์กรเอกชน เชื่อว่า การที่สตรีและเด็กชาวเขาบางรายไม่ได้รับสัญชาติไทย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นเพียงส่วนน้อยของเหยื่อการค้ามนุษย์ แต่ก็นับเป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

การค้ามนุษย์ภายในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้านส่งไปยังประเทศที่อาชญากรรมดำเนินงานโดยกลุ่มย่อยที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ที่มักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชนที่เป็นแหล่งสินค้า คนพม่า ลาว กัมพูชา และไทย มีส่วนพัวพันในการค้ามนุษย์ตามชายแดนเพื่อใช้เป็นแรงงาน มักใช้คนที่รู้จักกันเป็นผู้ช่วยหาเหยื่อ ในบางกรณีผู้ค้ามนุษย์เคยเป็นเหยื่อมาก่อน โดยเฉพาะในการค้ามนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม การให้บริการทางเพศ มีรายงานที่น่าเชื่อถือกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชั้นผู้น้อย ส่งผู้หญิงจากชายแดนและที่อื่นๆ ไปกรุงเทพฯ เพื่อทำงานในซ่องโสเภณี

การส่งโสเภณีไทยไปต่างประเทศ และการส่งโสเภณีจีนโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ดำเนินการโดยกลุ่มอาชญากรนานาชาติที่ได้รับเงินสนับสนุนเป็นอย่างดีและมีระบบการทำงานที่ทันสมัย บางครั้งกลุ่มเหล่านี้จะร่วมมือกัน บางครั้งก็แข่งขันกันรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองระดับล่างและระดับกลางที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก็มีส่วนพัวพันในการอำนวยความสะดวกการเดินทางของผู้ให้บริการทางเพศทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติจีน โดยใช้หนังสือเดินทางและเอกสารปลอมอื่นๆ

เจ้าหน้าที่ตำรวจมีรายได้ต่ำและเคยชินกับการรับสินบนเพื่อเสริมรายได้

โสเภณีส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่มีจำนวนมากที่ต้องทำงานใช้หนี้ มีรายงานว่าผู้จัดหาสตรีส่งซ่องโสเภณีมักจ่ายเงินล่วงหน้าก้อนใหญ่ให้แก่พ่อแม่ของเด็ก จะหักจากรายได้ของเด็กในภายหลัง บ่อยครั้งตกลงกันโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเด็กซึ่งจะต้องทำงานในซ่องโสเภณีเพื่อหาเงินมาใช้หนี้นั้น

หญิงไทยจำนวนมากถูกส่งไปค้าบริการทางเพศที่ญี่ปุ่น โดยนายหน้าให้สัญญากับเหยื่อว่าจะได้ทำงานถูกกฎหมาย เงินเดือนดี หรือไม่ก็หลอกลวงเรื่องค่าจ้างแรงงาน สภาพทำงานหรือลักษณะของงานที่จะทำ รายงานขององค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ระบุว่าหญิงไทยที่ถูกหลอกมาทำงานที่ญี่ปุ่นจะถูกนายหน้าค้ามนุษย์ยึดหนังสือเดินทางไว้เมื่อเดินทางมาถึง และถูกเรียกร้องเงินที่นายหน้าจ่ายเป็น "ค่าซื้อตัว" ไป รวมทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับการกินอยู่ การดูแล และค่าปรับในกรณีที่เหยื่อประพฤติตนในทางที่ไม่สมควร นายหน้านักค้ามนุษย์มักจะจำกัดความเคลื่อนไหวของผู้หญิงเหล่านี้ ข่มขู่ตัวผู้หญิงและครอบครัว จับแยกเดี่ยวและลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อไม่เชื่อฟัง

เนื่องจากสตรีต่างชาติมักพูดภาษาไทยไม่ได้ และถือว่าเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายจึงมักจะตกเป็นเหยื่อถูกทำร้ายร่างกายและแสวงประโยชน์ได้โดยง่าย บางรายก็ถูกหลอกให้เข้าประเทศไทยโดยสัญญาว่าจะมีงานให้ทำ เช่น เป็นพนักงานในร้านอาหารหรือคนรับใช้ตามบ้าน แต่กลับลงเอยด้วยการเป็นโสเภณี ผู้ลักลอบเข้าเมืองไม่ได้รับสิทธิปรึกษาทนาย หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลในกรณีที่ถูกจับ รวมทั้งไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติว่าด้วยการนิรโทษกรรมของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในเดือนพฤษภาคม บันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานรัฐบาลด้วยกันและระหว่างรัฐบาลกับองค์กรเอกชนของไทย ได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการของตำรวจโดยละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกนำมาค้าและถูกเจ้าหน้าที่คุมขังไว้ บันทึกดังกล่าวระบุว่าการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าว ในฐานะบุคคลที่เป็นผู้เสียหายของการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และแทนที่จะถูกเนรเทศกลับประเทศ คนเหล่านี้จะได้รับการดูแลจากกรมประชาสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2547 การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจยังคงมีความผิดพลาดอยู่ เนื่องจากดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายได้ไม่เพียงพอ และเจ้าหน้าที่ไม่คุ้นเคยกับกฎหมายฉบับดังกล่าว

การทุจริตของเจ้าหน้าที่ของทางการ ในการอำนวยความสะดวกแก่รูปแบบการค้ามนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ มักจะอยู่ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับกลางและล่าง ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้รับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์หรือช่วยปกป้องการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุจริตปกป้องซ่องโสเภณีและสถานบริการทางเพศอื่นๆ จากการเข้าตรวจค้นแบบไม่ให้ทันรู้ตัว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตช่วย (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) การขนส่งสตรีและเด็กหญิงชาวเมียนมาร์ ลาวและจีนเข้าประเทศไทย และส่งเหยื่อชาวจีนไปยังสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ไม่ค่อยมีการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่ถูกสืบทราบว่าสมรู้ร่วมคิดในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ แต่จะสั่งย้ายไปยังตำแหน่งอื่นที่ไม่ค่อยมีโอกาสทำการทุจริตในอนาคต

องค์กรเอกชนของไทยและระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมทั้งหน่วยงานของรัฐยังคงทำงานร่วมกับผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายของการค้ามนุษย์ต่อไป อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนงบประมาณอย่างหนัก ในการต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์และการให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นผู้เสียหาย

โดยทั่วไปเหยื่อการค้ามนุษย์จะได้รับให้เข้าพักพิงในที่พักของรัฐบาลหรือขององค์กรเอกชน ในกรณีที่เหยื่อเป็นบุคคลสัญชาติอื่น กระบวนการส่งกลับประเทศเดิมใช้เวลาสูงสุด 6 เดือน จนถึงเดือนกันยายน สถานที่พักพิงหลักที่รัฐบาลจัดหาให้ในกรุงเทพฯ รองรับสตรีและเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 385 คน และคนไทย 287 คน ซึ่งรวมถึงสตรีที่สมัครใจเป็นโสเภณีและสตรีในคดีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ไม่มีสถิติจำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์ที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลไทยจัดหาอาหาร การรักษาพยาบาล และคำปรึกษาด้านจิตวิทยาให้อย่างจำกัด

เหยื่อการค้ามนุษย์ได้รับการช่วยเหลือด้านกฎหมายเล็กน้อยจากองค์กรเอกชนและเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ และเหยื่อการค้ามนุษย์จะได้รับแจ้งว่าตนมีสิทธิ์เลือกว่าจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ค้ามนุษย์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีผู้เสียหายไม่กี่รายที่ตกลงเลือกดำเนินการด้วยเหตุหลายประการ เช่น อุปสรรคด้านภาษา การไม่รู้หนังสือ ความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ทางการ กระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน และความหวาดกลัวผู้ค้ามนุษย์ เหยื่อการค้ามนุษย์ที่เข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศขณะคอยการส่งกลับประเทศเดิม แม้จะมีส่วนในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ค้ามนุษย์

ในเดือนกุมภาพันธ์ ตำรวจเริ่มโครงการให้ข้อมูลในกรุงเทพฯ และพัทยาเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาการค้ามนุษย์ มีการติดโปสเตอร์กว่า 50,000 แผ่น ตามสถานีขนส่งมวลชน ตามถนนที่มีการจราจรหนาแน่นและบริเวณที่พักอาศัย โดยได้อธิบายถึงอาชญากรรมการค้ามนุษย์ไว้อย่างละเอียด มีการแจกแผ่นพับตามสถานีตำรวจและกล่องสายตรวจในบริเวณที่พักอาศัย โครงการนี้จะแจ้งหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนสำหรับแจ้งเหตุน่าสงสัยด้วย

รัฐบาลได้ทำข้อตกลงร่วมมือกับอุตสาหกรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการโรงแรม ในการสนับสนุนเยาวชน (โดยเฉพาะเด็กหญิง) ให้หางานอื่นทำที่ไม่ใช่งานบริการทางเพศ หรืองานกดขี่แรงงานประเภทอื่นๆ โครงการฝึกงานสายอาชีพที่มีจุดประสงค์มุ่งให้การศึกษาแก่นักเรียนระดับมัธยมก็ได้รับเงินสนับสนุนเช่นกัน แม้ว่าการฝึกงานสายอาชีพไม่ได้มีจุดประสงค์ป้องกันการค้ามนุษย์อย่างชัดแจ้ง แต่ผลที่ได้รับคือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักเรียนมัธยมที่เพิ่งเรียนจบ

บุคคลพิการ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนวยความสะดวกในการใช้สถานที่สาธารณะแก่ผู้พิการ และห้ามเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในการว่าจ้างเข้าทำงานหรือการศึกษา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

รัฐธรรมนูญกำหนดให้จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้พิการสามารถเข้าใช้บริการตามอาคารสถานที่ราชการได้ แต่ยังไม่มีการออกกฎหมายเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว และในช่วงปี พ.ศ.2547 ก็ไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบซึ่งกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการมีสิทธิได้รับบริการตรวจโรค รถเข็นสำหรับคนพิการ และไม้เท้ายันรักแร้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นักเคลื่อนไหวยังคงพยายามแก้กฎหมาย ที่อนุญาตให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในการว่าจ้างเข้าทำงาน

รัฐบาลให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 5 ปี แก่ผู้พิการที่ดำเนินธุรกิจขนาดย่อม เมื่อถึงช่วงปลายปีมีผู้พิการ 4,820 คน ที่ได้รับเงินกู้ประเภทนี้ รวมเป็นยอดเงินกู้ทั้งสิ้น 96 ล้านบาท

ในช่วงปี พ.ศ.2547 มีการประมาณตัวเลขว่ามีเด็กพิการจำนวน 225,000 คน ศึกษาอยู่ในโรงเรียน รัฐบาลรายงานว่าในจำนวนนี้มีเด็ก 12,550 คน ที่ได้เข้าโรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กพิการ 43 โรง ส่วนที่เหลือเข้าโรงเรียนทั่วไปของรัฐ ในทั่วประเทศมีศูนย์ฝึกอบรมสำหรับผู้พิการที่รัฐบาลดำเนินการ 9 แห่ง และที่องค์กรเอกชนดำเนินการอีก 15 แห่ง อย่างไรก็ดี ด้วยพื้นฐานการศึกษาต่ำ ผู้พิการที่สามารถหางานทำได้จึงมีน้อยรายมาก และในกลุ่มผู้ที่หางานทำได้ก็ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติด้านค่าจ้างแรงงาน กฎหมายปี พ.ศ.2534 กำหนดให้บริษัทเอกชนว่าจ้างผู้พิการ 1 คนต่อพนักงาน 200 คน หรือไม่ก็บริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อประโยชน์ต่อผู้พิการ แต่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายนี้เลย เจ้าหน้าที่ทางการประมาณตัวเลขว่าบริษัทห้างร้านร้อยละ 20-30 ไม่สนใจปฏิบัติตามกฎหมายนี้ รัฐวิสาหกิจบางแห่งก็มีนโยบายการจ้างงานที่เลือกปฏิบัติ

ชนกลุ่มน้อยทางสัญชาติ/เชื้อชาติ/ชาติพันธุ์

คนสัญชาติจีนที่ยังคงเหลืออยู่ในประเทศ และลูกหลานของผู้อพยพชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ภายใต้กฎหมายและกฎข้อบังคับที่จำกัดการเคลื่อนไหวที่อยู่อาศัย การศึกษาและอาชีพของคนเหล่านี้ (ดูหมวด 2 ง.)

คนพื้นเมือง

ชาวเขาที่ไม่มีเอกสารที่ถูกต้องโดยจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนชาวเขาประมาณ 1,000,000 คน ยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดอัตราแรงงานขั้นต่ำ กฎหมายกำหนดว่าจะไม่มีการให้สัญชาติโดยอัตโนมัติแก่บุตรของบุคคลที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมาย หรือไม่มีสถานภาพในประเทศไทย การไม่มีสัญชาติทำให้ชาวเขาตกเป็นเหยื่อการกระทำทารุณและการแสวงประโยชน์ได้โดยง่าย เช่น การค้ามนุษย์ (ดูหมวดที่ 5 การค้ามนุษย์) บางครั้งคนเหล่านี้ก็ไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะเข้ารับการศึกษาและการรักษาพยาบาลที่ดีเพียงพอ ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตสงวนพันธุ์สัตว์จะถูกขับไล่ และในฐานะที่ไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทย คนเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองด้วย (ดูหมวดที่ 3)

ในปี พ.ศ.2543 กระทรวงมหาดไทยโดยผ่านมติคณะรัฐมนตรี 2 ครั้ง ได้กำหนดคำจำกัดความใหม่สำหรับชาวเขาที่มีสิทธิ์ได้สัญชาติไทย โดยให้ครอบคลุมถึงกลุ่มชาวเขาที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเอกสารประจำตัว ที่ปัจจุบันนี้เรียกโดยรวมว่า "คนที่สูง" คำจำกัดความใหม่นี้ยังครอบคลุมผู้ที่เคยถูกจำแนกไว้ในกลุ่มคนพื้นเมืองหรือผู้อพยพ กฎข้อบังคับใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อผ่อนคลายระเบียบการให้สัญชาติไทย ด้วยการยอมรับหลักฐานที่หลากหลายมากขึ้น เช่นคำให้การจากบุคคลอ้างอิง และการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด นับตั้งแต่บังคับใช้กฎระเบียบนี้ มีการให้สัญชาติไทยประมาณกึ่งหนึ่งของผู้ที่อาจมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติ นักเคลื่อนไหวได้รายงานว่า มีการทุจริตอย่างกว้างขวางและการปฏิบัติงานที่ขาดประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ รวมถึงผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการสมัครขอสัญชาติคั่งค้าง ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับชาวเขาในการได้รับสัญชาติไทยอย่างบริบูรณ์

ในวันที่ 23 กรกฎาคม มีการจับกุมบุคคล 41 คน ในข้อหาบุกรุกที่ดินในเขตวนอุทยานแห่งชาติ คนเหล่านี้เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย เมื่อถึงปลายปีคนเหล่านี้ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำในจังหวัดเชียงใหม่

บุคคลจำนวน 105 จาก 1,243 ราย ในอำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่ถูกถอนสัญชาติในปี พ.ศ.2545 เมื่อเจ้าหน้าที่อ้างว่าเอกสารขอสัญชาติของบุคคลเหล่านี้เป็นโมฆะ ได้สัญชาติไทยกลับคืนมาโดยการตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์สายเลือด ขณะที่ศาลปกครองพิพากษาให้คนที่เหลือได้รับสัญชาติไทยคืน แต่รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อถึงปลายปียังคงมีการยื่นอุทธรณ์ขอสัญชาติไทยคืนกับกระทรวงมหาดไทยเป็นรายบุคคล

ชาวเขายังคงเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติทางสังคม เนื่องมาจากความเชื่อโดยทั่วไปที่ว่า ชาวเขามักจะเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม บางครั้งชาวเขาถูกเจ้าหน้าที่ทางการเข้าตรวจค้นหายาเสพติด โดยไม่ได้มีการพิจารณาหลักฐานอย่างดีก่อน (ดูหมวด 1 ฉ.) เจ้าหน้าที่จังหวัดเชียงรายได้เรียกร้องให้ผู้ติดยาเสพติดทุกคนลงทะเบียนกับคณะกรรมการหมู่บ้าน และให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ติดยาเสพติดที่ลงทะเบียนแล้วจะได้รับความคุ้มครองไม่ต้องถูกฟ้องร้อง โครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์ในการแยกผู้ติดยาเสพติดออกจากผู้ค้ายา

การประพฤติโดยมิชอบและการเลือกปฏิบัติทางสังคมอื่นๆ

มีการประเมินว่าประชาชนประมาณร้อยละ 1.8 ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ ในปี พ.ศ.2547 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปรับปรุงการให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ให้ดีขึ้น เช่น มอบเงินสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ จัดอภิปรายโดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเข้าร่วมด้วย ให้ความรู้ประชาชนและโฆษณารณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดโรค ริเริ่มโครงการนำร่องที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนำนโยบายในเรื่องนี้ และดึงทุกหน่วยในสังคมเข้ามามีส่วนในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อ การเลือกปฏิบัติทางสังคมต่อผู้ติดเชื้อเอดส์มักจะอยู่ในรูปแบบการทำให้กระทบกระเทือนใจและการถูกปฏิเสธจากครอบครัว เพื่อนฝูงและชุมชน มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเนื่องจากสูญเสียความอบอุ่นทางจิตใจที่เคยได้รับ หลังจากที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ศูนย์โทรศัพท์สายด่วนโรคเอดส์ของท้องถิ่นได้รับรายงานว่ามีการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าหลังจากการตรวจเลือดตามที่นายจ้างบังคับให้ตรวจ นายจ้างบางรายปฏิเสธจ้างพนักงานที่ตรวจพบว่ามีเชื้อเอชไอวี

หมวดที่ 6 สิทธิของคนงาน

ก. สิทธิในการตั้งสมาคม

กฎหมายให้เสรีภาพคนงานภาคเอกชนทุกคนในการก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานใดๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากทางการล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมสหภาพแรงงานอย่างเพียงพอ ผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆ และผู้สังเกตการณ์ฝ่ายวิชาการรายงานว่า นายจ้างมักเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างที่พยายามก่อตั้งสหภาพตลอดปี พ.ศ.2547 นายจ้างได้อาศัยช่องโหว่ของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ในการไล่ผู้นำสหภาพออกจากงานก่อนที่รัฐบาลจะให้การรับรองสหภาพแห่งใหม่ ผู้นำสหภาพแรงงานอาจถูกไล่ออกด้วยเหตุผลใดก็ได้ หากมีการให้ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ในสถานการณ์ดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดบังคับให้มีการให้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม ในกรณีที่ศาลแรงงานพบว่าเหตุผลการไล่ออกมาจากกิจกรรมสหภาพแรงงาน และเป็นเหตุผลที่ไม่ต้องด้วยกฎหมาย กฎหมายกำหนดว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างกลับเข้ารับตำแหน่งเดิม แต่ไม่มีการบังคับกำหนดโทษสำหรับนายจ้าง

เจ้าหน้าที่สหภาพต้องเป็นพนักงานทำงานเต็มเวลาขององค์กรนั้นๆ ข้อห้ามการเป็นเจ้าหน้าที่สหภาพประจำเป็นการจำกัดความสามารถของสหภาพ ในการจัดการกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างขันแข็ง นอกจากนี้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ยังอนุญาตบุคคลนอกองค์กรเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับอนุญาตจากรัฐเพียง 2 คน ผู้นำสหภาพและที่ปรึกษาภายนอกร้องทุกข์ว่า ข้อจำกัดนี้ขัดขวางความสามารถในการฝึกเจ้าหน้าที่สหภาพ และการพัฒนาความเชี่ยวชาญในการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน

น้อยกว่าร้อยละ 4 ของแรงงานทั่วประเทศ แต่เกือบร้อยละ 11 ของคนงานภาคอุตสาหกรรม และกว่าร้อยละ 50 ของคนงานรัฐวิสาหกิจเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ประเพณี วัฒนธรรม ความไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมสัมพันธ์ ความพยายามของรัฐบาลในการลดการรวมตัวกันของสหภาพ และอัตราการจ้างงานซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม มักถูกยกเป็นเหตุผลที่องค์กรด้านแรงงานมีจำนวนน้อย

สหภาพแรงงานของรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าร่วมองค์กรแรงงานในภาคเอกชน แต่อยู่ในระดับสมาพันธ์เท่านั้น ข้อจำกัดนี้แบ่งแยกการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังมีการติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างพนักงานของรัฐและเอกชนในระดับสหภาพแรงงานอยู่ และรัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้

นักการเมืองหรือนายจ้าง ได้แสวงผลประโยชน์จากผู้นำสหภาพแรงงานภาคเอกชนที่ฉ้อฉลบางคน แต่โดยทั่วไปสหภาพแรงงานของรัฐจะดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลและองค์กรอื่นๆ ข้อขัดแย้งภายใน การทุจริตและการขาดผู้นำที่มีอำนาจ ยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้การเคลื่อนไหวด้านแรงงานอ่อนแอ

ข. สิทธิในการจัดตั้งองค์กรและการร่วมเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน

กฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานภาคเอกชน ในการจัดตั้งองค์กรและดำเนินการร่วมเจรจาต่อรอง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้พยายามปกป้องสิทธินี้อย่างเต็มที่ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ได้กำหนดกลไกสำหรับการร่วมเจรจาต่อรองดังกล่าว รวมทั้งขั้นตอนการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกรณีพิพาทโดยฝ่ายรัฐบาล ในทางปฏิบัติมีการร่วมเจรจาต่อรองอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในสถานที่ทำงานเพียงไม่กี่แห่ง และส่วนใหญ่ก็ดำเนินไปในลักษณะที่กลุ่มลูกจ้างขาดทักษะความเชี่ยวชาญในการต่อรอง ส่วนนายจ้างก็ยึดถือทัศนคติที่ว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า การขึ้นค่าจ้างแรงงานส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ มากกว่าจะเป็นผลของการร่วมเจรจาต่อรอง กระบวนการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำในระดับท้องถิ่นโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีประจำจังหวัด อาจจำกัดอำนาจของสหภาพแรงงานยิ่งขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีประจำจังหวัดในหลายจังหวัดให้ผู้จัดการโรงงานเข้าไปเป็นสมาชิกคณะกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ ในฐานะตัวแทนผลประโยชน์ฝ่ายผู้ใช้แรงงาน แต่กีดกันตัวแทนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานไม่ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี พ.ศ.2547 น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 รัฐบาลเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างทั้งของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ดูหมวด 6 จ.)

รัฐบาลมีอำนาจที่จะห้ามภาคเอกชนก่อการประท้วง ในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนโดยรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใช้ข้อบังคับนี้น้อยมากและไม่ได้นำมาใช้เลยในช่วงปี พ.ศ.2547 กฎหมายแรงงานยังห้ามกลุ่มที่ให้ "บริการที่จำเป็นแก่ประชาชน" ก่อการประท้วง โดยรัฐบาลให้คำจำกัดความกลุ่มดังกล่าวกว้างกว่าเกณฑ์ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กำหนดไว้ บริการที่จำเป็นตามคำจำกัดความของรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานต่างๆ เช่น โทรคมนาคม การไฟฟ้า การประปา และการขนส่งมวลชน กฎหมายยังห้ามการเลิกจ้างผู้ประท้วงที่ทำการประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีนายจ้างบางคนที่แกล้งมอบหมายงานไม่ดี ลดชั่วโมงการทำงาน และลดโบนัสเพื่อเป็นการลงโทษผู้ประท้วง กฎหมายอนุญาตให้นายจ้างมีสิทธิ์จ้างคนมาทำงานแทนผู้ประท้วง กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ยังให้สิทธิ์ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในการจัดตั้งองค์กรเช่นเดียวกับในภาคเอกชน กฎหมายดังกล่าวห้ามนายจ้างปิดกิจการชั่วคราวเพื่อต่อรองกับลูกจ้างที่ประท้วงอยู่ และห้ามลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจประท้วง การประท้วงการแปรรูปอย่างต่อเนื่องของพนักงานรัฐวิสาหกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถูกบ่อนทำลายด้วยคำขู่จากฝ่ายบริหารว่าจะลดตำแหน่ง และมอบหมายงานที่ไม่พึงประสงค์แก่ผู้ที่รวมตัวกันประท้วงนอกเวลางาน การประท้วงของภาคเอกชนถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดให้มีการเรียกประชุมทั่วไปของสมาชิกสหภาพแรงงาน และการประท้วงจะต้องได้รับการเห็นชอบจากสมาชิกกว่าร้อยละ 50 ในช่วงปี พ.ศ.2547 มีการประท้วงถูกกฎหมายซึ่งมีพนักงานร่วมประท้วง 1,700 คน 1 ครั้ง มีการปิดกิจการชั่วคราว 4 ครั้ง ซึ่งมีลูกจ้างเข้าร่วมจำนวน 1,876 คน

กฎหมายห้ามนายจ้างดำเนินมาตรการต่อต้านสหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ยังกำหนดด้วยว่า สมาชิกคณะกรรมการสหภาพแรงงานจะต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัท ซึ่งทำให้พนักงานที่เป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน หรือพยายามก่อตั้งสหภาพแรงงานเสี่ยงต่อการถูกนายจ้างลงโทษ

ระบบศาลแรงงานทำหน้าที่พิจารณาคดีแรงงานในภาคเอกชนเกือบทุกเรื่องที่กฎหมายแรงงานครอบคลุม พนักงานที่มีปัญหาเดือดร้อนสามารถยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไตรภาคีเพื่อหาทางแก้ไขได้ กฎหมายให้อำนาจกระทรวงแรงงานให้ส่งเรื่องกรณีพิพาทด้านแรงงานของภาคเอกชนไปให้กลุ่มที่รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย แทนที่จะส่งไปให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการ แม้จะไม่ใคร่มีการใช้อำนาจดังกล่าว แต่องค์การแรงงานระหว่างประเทศก็พิจารณาว่าระเบียบนี้เป็นที่ยอมรับได้ เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับงานบริการที่กำหนดเท่านั้น คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นคำร้องทุกข์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยทั่วไปแล้วผู้นำแรงงานพอใจกับการแก้ปัญหาโดยองค์กรเหล่านี้ แม้จะมีคำอุทธรณ์ว่าผู้นำสหภาพแรงงานที่ถูกไล่ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรมได้รับเพียงเงินเดือนย้อนหลัง แต่นายจ้างไม่ได้ถูกลงโทษแต่อย่างใด เรื่องนี้ทำให้นายจ้างไม่รู้สึกว่าไม่ควรไล่ผู้จัดตั้งสหภาพและนักเคลื่อนไหวออก

ยังไม่มีกฎหมายพิเศษหรือข้อกำหนดยกเว้นจากกฎหมายแรงงานที่ใช้เฉพาะกับเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งมักจะให้อัตราค่าจ้างและมีสภาพการทำงานที่ดีกว่าเกณฑ์ปกติของประเทศ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหภาพแรงงานกล่าวหาว่าสมาคมนายจ้างจัดตั้งขึ้นเพื่อร่วมมือกันกีดกันไม่ให้มีการก่อตั้งสหภาพแรงงาน มีสหภาพแรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์และการปิโตรเลียมที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

แรงงานอพยพที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือขณะนี้ยังผิดกฎหมายอยู่ ไม่มีสิทธิ์จัดตั้งหรือเข้าร่วมเป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม แรงงานอพยพถูกกฎหมายอาจเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่จัดตั้งโดยพนักงานสัญชาติไทยได้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน กระทรวงแรงงานเสนอโครงการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ในจำนวนคนงานต่างด้าว 1.2 ล้านคน ไม่มีคนเข้าร่วมสหภาพ หรือถ้ามีก็เป็นจำนวนที่น้อยมาก

การที่คนงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนทำงานตามโรงงานพยายามนัดหยุดงาน เพื่อขอค่าจ้างขั้นต่ำสุดและค่าจ้างที่ค้างชำระ ทำให้คนงานถูกเนรเทศเป็นจำนวนมาก และดูเหมือนจะเป็นผลมาจากการทำข้อตกลงระหว่างเจ้าของโรงงานและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองท้องถิ่น

ค.การห้ามการบังคับใช้แรงงาน

รัฐธรรมนูญห้ามการบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งแรงงานเด็ก ยกเว้นในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เกิดสงคราม หรือมีการประกาศกฎอัยการศึก

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิผลกับภาคธุรกิจที่ไม่เป็นทางการขนาดใหญ่ ในช่วงปีที่รายงานมีรายงานข่าวเกี่ยวกับโรงงานเถื่อนที่นายจ้างหน่วงเหนี่ยวคนงาน (ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว) ไม่ให้ออกไปภายนอกบริเวณโรงงาน ไม่มีการประมาณตัวเลขว่ามีโรงงานประเภทนี้อยู่เท่าใด แต่จำนวนชาวเมียนมาร์ กัมพูชา และลาวที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้มีการบังคับใช้แรงงานเช่นนี้มากขึ้น องค์กรเอกชนและองค์การแรงงานระหว่างประเทศรายงานว่า มีการนำเด็กชายหญิงอายุต่ำกว่ากำหนดหลายพันคนเข้าประเทศเพื่อใช้แรงงานในไร่นาและในโรงงานเถื่อน นอกจากนั้นเด็กเล็กๆ ยังถูกนำมาใช้ขอทานตามถนนด้วย

มีการบังคับใช้แรงงานเด็กอยู่ (ดูหมวดที่ 6 ง.)

ง.การใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน

โดยทั่วไป เด็กในภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเพียงพอ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายสำคัญที่ควบคุมการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี กฎหมายห้ามจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ 138 ซึ่งรัฐบาลไทยให้สัตยาบันใช้ในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมภาคเกษตรกรรม และภาคงานอย่างไม่เป็นทางการซึ่งเป็นตลาดแรงงานส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่ งานบ้านที่มีเด็กทำมาก เกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงานสอดคล้องกับการศึกษาภาคบังคับของประเทศ เพื่อปฏิบัติตามอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ 182 รัฐบาลไทยได้ร่างแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด เมื่อถึงปลายปีแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งรอการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อนำแผนยุทธศาสตร์มาปฏิบัติ แรงงานเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมขนาดย่อม สถิติของหน่วยงานราชการที่ขัดแย้งกัน และไม่ได้นำแรงงานเด็กต่างชาติและแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมผิดกฎหมายมาพิจารณา ทำให้การประเมินขอบเขตของปัญหาไปได้ยาก

กฎหมายอนุญาตให้จ้างแรงงานเด็กอายุ 15-18 ปี ได้เฉพาะในกรณีที่เป็น "งานเบา" ซึ่งมีความจำเป็นในการยกของหนัก สัมผัสกับสารพิษ หรือใช้อุปกรณ์ หรือเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายโดยจำกัด นอกจากนั้นกฎหมายยังห้ามการจ้างงานเด็กในช่วงกลางคืน (ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น.) หรือในสถานที่ที่ให้บริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ประมาณว่ามีเด็กที่ทำงานในไร่นาของครอบครัวของตนเองอยู่ราว 1 ล้านคนทั่วประเทศ องค์กรเอกชนรายงานว่าร้อยละ 2-4 ของเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปี ทำงานอยู่ในเมืองอย่างผิดกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิด้านอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายแรงงาน เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทำงานอยู่ในเมืองส่วนใหญ่จะทำงานในภาคบริการโดยส่วนใหญ่จะอยู่ตามปั๊มน้ำมัน กิจการขนาดเล็กและร้านอาหาร ไม่มีหลักฐานชัดเจนของการใช้แรงงานเด็กในโรงงานขนาดใหญ่ที่เน้นผลิตสินค้าเพื่อส่งออก อย่างไรก็ดี ไม่มีการสำรวจการใช้แรงงานเด็กในธุรกิจขนาดเล็กอย่างถ้วนทั่ว เนื่องจากองค์กรเอกชนไม่มีสิทธิ์เข้าไปตรวจตามโรงงานห้องแถว การสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2545 ระบุว่า มีเด็ก 10,728 คน ที่ทำงานรับใช้ตามบ้าน องค์กรเอกชนรายงานว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวจากเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ทำให้โอกาสที่จะถูกแสวงประโยชน์มีมากขึ้น บทบัญญัติเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำและอายุขั้นต่ำในการจ้างงานของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้ครอบคลุมถึงเด็กรับใช้ตามบ้าน ซึ่งเชื่อกันว่าบางคนมีอายุต่ำกว่า 15 ปี

ไทยยังมีรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด เด็ก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ) ถูกแสวงประโยชน์โดยให้ขายสินค้าตามถนน เป็นขอทานและโสเภณีในเมือง ซึ่งบางครั้งก็เป็นการทำงานล้างหนี้ เด็กบางคนถูกพ่อแม่หรือญาตินำมาขาย (ดูหมวด 5) ผลการศึกษาของ ILO ตั้งข้อสังเกตว่า พ่อค้ายาเสพติดในกรุงเทพฯ ใช้เด็กผู้ชายทำหน้าที่ส่งสินค้า ผู้ค้ายาเสพติดชอบใช้เด็กผู้ชายเพราะเด็กมักไม่เรียกร้องอะไรมาก และหากถูกจับก็ไม่มีโทษเท่าผู้ใหญ่ เพียงถูกส่งไปฝากขังที่สถานพินิจที่ดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบบังคับใช้นโยบายและกฎหมายแรงงานเด็ก ในปี พ.ศ.2547 มีเจ้าหน้าที่ตรวจการแรงงานจำนวนทั้งสิ้น 2,354 คน ซึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงทะเบียนเป็นผู้ตรวจการแรงงาน การบังคับใช้กฎหมายแรงงานเด็กขาดความเข้มงวด และโดยทั่วไปผู้ตรวจการจะดำเนินการต่อเมื่อมีการร้องทุกข์ เมื่อได้รับรายงานจากครูว่มีเด็กนักเรียนหายตัวไป หรือเมื่อเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์เท่านั้น และเมื่อมีผู้ละเมิดในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่มักจะขอให้ผู้ละเมิดให้สัญญาว่าจะปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้น แทนที่จะดำเนินคดีและลงโทษ อุปสรรคในการดูแลสวัสดิการของคนงานหรือเด็กรับใช้ตามบ้านเรือนก็คือ การที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องมีหมายค้น ในปี พ.ศ.2546 มีการตรวจสอบและการสอบสวนการใช้แรงงานเด็ก 1,869 กรณี และมีการลงโทษปรับหรือบทลงโทษอื่นๆ 64 กรณี

รัฐบาลให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนและเด็กไร้สัญชาติ (เด็กชนกลุ่มน้อยที่เกิดในประเทศไทย) จำนวน 200,000 ทุน จุดประสงค์ของทุนการศึกษานี้คือ ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่อาจต้องออกจากโรงเรียนไปหางานทำเพราะยากจน ในเดือนกรกฎาคมรัฐบาลจดทะเบียนเด็กต่างด้าวอายุ 15 ปี และต่ำกว่า จำนวน 79,200 คน นับเป็นครั้งแรกที่ผู้เยาว์ได้รับอนุญาตให้อาศัยในประเทศได้ชั่วคราวตามนโยบายแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวว่า มาตรการใหม่นี้จะอนุญาตให้เด็กต่างด้าวเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ องค์กรเอกชนรายงานว่ากฎข้อนี้จะบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างของพ่อแม่เด็กต่างด้าวยื่นหลักฐานสถานภาพของพ่อแม่เด็กแก่โรงเรียน แต่ส่วนใหญ่นายจ้างมักจะไม่ยื่นหลักฐาน

จ.สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

อัตราค่าแรงขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 133 ถึง 169 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับระดับค่าครองชีพในแต่ละจังหวัด คณะกรรมการจังหวัดเป็นผู้กำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งในบางครั้งคณะกรรมดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้แทนของนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ค่าจ้างดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสมสำหรับคนงานและครอบครัว แต่การที่สมาชิกครอบครัวใหญ่อยู่รวมกันและต่างช่วยกันจ่ายเงินเลี้ยงครอบครัว ค่าแรงงานขั้นต่ำดังกล่าวก็เพียงพอสำหรับดำรงชีพอย่างค่อนข้างกระเบียดกระเสียร อัตรารายได้ที่ถือว่าต่ำอย่างเป็นทางการคือวันละ 31 บาท ซึ่งพออยู่ได้ในบางพื้นที่ที่ทำการเกษตรเลี้ยงชีพ กระทรวงแรงงานมีหน้าที่ดูแลให้นายจ้างปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ (ใช้กับภาคแรงงานที่เป็นทางการ) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคาดว่า 1 ใน 3 ของแรงงานในภาคที่เป็นทางการทั่วประเทศได้รับค่าแรงต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัดแม้จะสนับสนุนให้ลูกจ้างร้องเรียนต่อผู้ตรวจการด้านแรงงานเมื่อตนถูกละเมิดสิทธิ์ก็ตาม แต่การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำก็ยังมีความสับสนอยู่ กฎหมายแรงงานหลายฉบับ รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานที่ไม่ถือเอกสารแสดงสัญชาติ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ได้แก่ชาวเขาและคนต่างด้าวผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือหรือกึ่งไร้ฝีมือประมาณ 1 ถึง 2 ล้านคน ได้ค่าแรงประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราค่าแรงขั้นต่ำ

รัฐบาลได้กำหนดเวลาทำงานตายตัวขึ้น คือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามกฎหมายแล้วลูกจ้างที่ต้องทำงาน "เสี่ยงอันตราย" เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี เหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และห้ามทำงานล่วงเวลา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับการยกเว้นจากกฎข้อบังคับเหล่านี้

สภาพการทำงานของสถานที่ต่างๆ จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก อัตราอย่างเป็นทางการของผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในระดับคงที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือร้อยละ 4.5 ของแรงงานทั้งหมด กระทรวงแรงงานฯ ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตอันมีสาเหตุเนื่องมาจากการทำงานในแต่ละปีคือ 15 คนต่อคนงาน 100,000 คน อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวเป็นอัตราของคนงานในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น อัตราอุบัติเหตุในภาคแรงงานนอกระบบและภาคเกษตรกรรมที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น รวมทั้งในกลุ่มแรงงานต่างด้าว คาดว่าน่าจะสูงกว่านี้ ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยอันมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับงานอาชีพ มักไม่ค่อยได้รับการวินิจฉัยเช่นนั้นจากแพทย์หรือได้รับเงินชดเชย และไม่ค่อยมีแพทย์หรือคลินิกเฉพาะทางสำหรับโรคที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับงานอาชีพ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่รักษาสตรีต่างด้าวอายุน้อยที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมการทอผ้าตามชายแดนเมียนมาร์จำนวน 50,000 คน ว่าได้ตรวจพบโรคที่เกิดจากความเครียดและอาการแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ไม่สำเร็จ ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่จะมีการใช้มาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ทางการกำหนดไว้ แต่การบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยหย่อนยาน ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีขนาดใหญ่ การให้ความคุ้มครองสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยจะต่ำกว่ามาตรฐาน

บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ได้ขยายความคุ้มครองสำหรับพนักงานมีครรภ์ โดยกำหนดมิให้ทำงานกะกลางคืน ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด ใช้เครื่องจักรที่มีอันตรายหรือทำงานในเรือ นายจ้างของสตรีต่างด้าวมักไล่คนงานที่ตั้งครรภ์ออก

กระทรวงแรงงานเป็นผู้ประกาศกฎระเบียบด้านสุขอนามัย และความปลอดภัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงาน แต่ผู้ตรวจการแรงงานขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรด้านบุคลากรและการเงิน ไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่พนักงานที่ขอย้ายหน้าที่จากสภาพการทำงานที่มีอันตราย

การจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม มักเชื่องช้าหรือไม่เพียงพอ มีไม่กี่ครั้งที่ศาลตัดสินลงโทษผู้บริหารหรือเจ้าของสถานที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

-----------------------------------




[BACK] [HOME]