2 ขั้วอำนาจ 2 ผลประโยชน์ ขุดปม 'ร้าวลึก' ใครเกลียดไทย/หนึ่งประเทศสองผู้นำ กลิ่นปฏิวัติกระหึ่มอมตะแห่งอำนาจ/ธาตุแท้ทหารพม่า 'คนตรง-คบได้' 'ยองข่า' ตำใจกลุ่มอำนาจใหม่

(นสพ.โลกวันนี้ พุธ 11 - ศุกร์ 13 พฤษภาคม 2548 หน้า 01A,06A)

ในทันทีที่สิ้นเสียงระเบิดกลางนครย่างกุ้ง บรรดาผู้นำอำนาจใหม่ของรัฐบาลทหารพม่าจะต้องคิดและหยั่งรู้โดยสัญชาตญาณการระแวดระวังว่ามาจากอะไร? สิ่งที่เป็น “ความจริง” จะถูกสั่งให้ปัดออกไปให้พ้นจากการเป็นข่าว โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจด้วยกัน เพราะถ้าหากมีความเข้าใจเช่นนั้นก็เท่ากับ “คลายนอต” อำนาจของตนเอง และยอมรับว่าอีกฝ่ายหนึ่งยังมีพลังอยู่และพร้อมที่จะกลับมา... ส่วนประเด็นการแสดงสินค้าไทยน่าจะเป็นเจตนายืม “ไทย” เพื่อเป็นจุดกระจายข่าวสาร จึงมีการวางระเบิดในสถานที่สำคัญอื่นๆ เพราะหากเกิดเฉพาะในส่วนการแสดงสินค้าไทย ข่าวที่ออกไปสู่โลกภายนอกก็อาจถูกมองว่ารัฐบาลทหารพม่า “สร้างสถานการณ์เอง” เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการปราบปรามใหญ่ชนกลุ่มน้อย แต่ถึงอย่างไรความรู้สึกที่ไม่ชอบ “ไทย” ก็มองข้ามไม่ได้ แต่มีคำถามว่าใครเป็นผู้ที่แสดงความเป็นปรปักษ์และเพราะอะไร...

การวางระเบิดบริเวณงานแสดงสินค้า ไทยที่ย่างกุ้ง เมืองหลวงของพม่า สามารถมองได้หลายประเด็นหลายทิศทาง โดยเฉพาะความสงสัยที่ว่าเป็นการแสดงพลังอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าที่ขัดแย้งกับรัฐบาล คือระหว่างกลุ่มเก่าของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกโค่นล้มอำนาจและยังถูกคุมขังอยู่ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ พล.อ.หม่อง เอ ผู้กุมอำนาจคนใหม่ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกมองก่อนอย่างอื่น และมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกน้องเก่าผู้จงรักภักดีต่อ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ โดยเฉพาะบรรดาสายลับหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเป็นหน่วยงานทรงอำนาจที่เป็นมือของรัฐบาลทหารพม่ามานาน และเป็นหน่วยงานที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ บังคับบัญชามาโดยตลอด

การวางระเบิดเวลาแบบมืออาชีพทำให้เกิดข้อสงสัยนี้ และได้รับการเสริมด้วยเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ขั้วอำนาจใหม่กำลังกวาดล้างฐานอำนาจของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ อย่างขุดรากถอนตอ โดยเฉพาะในหน่วยข่าวกรอง มีการปลด ย้าย และบางคนถูกจับกุมด้วย เพราะความไม่แน่ใจว่าคนเหล่านั้นจะจงรักภักดีกับอำนาจใหม่หรือไม่ โดย พล.อ.หม่อง เอ เข้ามา เป็นผู้ควบคุมสั่งการเป็น “นายใหม่” ของหน่วยนี้

การ “หัก” ทิ้งสายลับหน่วยข่าวกรอง ที่เคยเฟื่องอำนาจอาจทำให้เกิดการต่อต้าน แต่การวางระเบิดในงานแสดงสินค้าไทยที่เป็นเป้าหมายใหญ่คือความรู้สึกขัดแย้ง เพราะบรรดาสายลับบริวารของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ หากทำเรื่องนี้ด้วยความจงรักภักดีก็ไม่ควรจะเลือกสถานที่อันเกี่ยวข้องกับไทย เพราะสายลับเหล่านี้รู้ดีว่า พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ กับรัฐบาลไทยปัจจุบันมีความสัมพันธ์กันแนบแน่นเพียงใด “ตื้น-ลึก-หนา-บาง” ย่อมรู้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป จึงไม่น่าที่จะทำการใดๆ ให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อคนไทยหรือรัฐบาลไทย

แต่ต้องมองไปอีกทิศทางหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกันข้าม คือผู้กุมอำนาจในพม่าในวันนี้ว่ามีความรู้สึกเช่นไรต่อไทย หรือรัฐบาลไทย หรือบุคคลในคณะรัฐบาลของไทย เพราะกลุ่มอำนาจใหม่ย่อมรู้ถึงความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษระหว่างไทยกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เป็นอย่างดี

มีคำถามว่ากลุ่มอำนาจใหม่มีความรู้สึก “แฮปปี้” กับเรื่องนี้หรือไม่

ก็ต้องบอกว่า เขาอาจจะวางตัวเฉยๆ ตามมารยาท จับไม้จับมือกันได้ แต่ไม่ถึงขั้นจูบปากกัน เพราะในเบื้องลึกแล้วกลุ่มอำนาจใหม่ยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่จะ “คบกับใคร” มาก่อนหน้านี้แล้ว คือแบ่งกันคบ ตั้งโต๊ะไว้คนละวงตั้งแต่ครั้ง พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ยังอยู่ในอำนาจ โดยการแบ่งสายกัน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจข้ามชาติที่เข้าไปแย่งชิงตลาดพม่าผ่านทางขุมอำนาจหลายทาง

ไทย-สิงคโปร์

ต้องหยิบประเด็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่มีไทยกับสิงคโปร์มากล่าวก่อน เพื่อชี้ให้เห็นว่ากลุ่มอำนาจในพม่านั้นต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ และประเด็นความขัดแย้งธุรกิจข้ามชาตินั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแตกหักแย่งชิงผลประโยชน์และนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจกันในที่สุด

ไทยและนักธุรกิจไทยในพม่าเข้าจับแกนอำนาจใหญ่ ซึ่งนักธุรกิจไทยตามประกบ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองและเลขาธิการคนที่ 1 ของสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) เป็นที่พึ่งพาพักพิงตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ

ส่วนสิงคโปร์ที่เข้าไปทำธุรกิจและลงทุนในพม่ามีมูลค่าไม่น้อยไปกว่าไทย ถือเป็นคู่แข่งทางธุรกิจในพม่าได้เข้าสู่ชายคาของ พล.อ.หม่อง เอ ผู้บัญชาการทหารบกมานานแล้วเช่นกัน เพราะถือว่าผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้คุมอำนาจทางทหารที่น่าจะมีความแข็งแกร่งยาวนานกว่า พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ที่คุมงานข่าวกรองซึ่งมีอำนาจในทางลับอย่างมหาศาลก็จริง แต่เป็นอำนาจที่ปราศจากอาวุธ

ความสัมพันธ์ของ 2 สาย คือ “ไทย-ขิ่น ยุ้นต์” และ “สิงคโปร์-หม่องเอ” ได้ดำเนินไปอย่างคู่ขนาน และมีการรักษาระดับความสัมพันธ์นี้มาเป็นเวลายาวนานมาก จนกระทั่งเมื่อเกิดจุดแตกหักทางอำนาจ ซึ่งไทยและสิงคโปร์ก็คงไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยกับการหักโค่นอำนาจหรือรัฐประหารเงียบ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ทางไทยต้องสะดุ้งตกใจ ในขณะที่สิงคโปร์น่าจะร่าเริงและเบิกบาน

ไทยหกคะเมน

การที่ พล.อ.หม่อง เอ เข้ามาเป็นผู้กุมอำนาจ โดยให้ พล.ท.โซ วิน ที่เป็นมือรองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.ท.เต็ง เส็ง เป็นเลขาธิการ คนที่ 1 ของเอสพีดีซี นับเป็นการพลิกอำนาจพลิกแผ่นดินครั้งใหญ่โดยไม่ต้องมีการประกาศคณะปฏิวัติ เพราะถือว่าไม่ใช่การปฏิวัติหรือโค่นล้ม แต่เป็นการจัดตำแหน่งหน้าที่ใหม่เป็นการภายในเพื่อความเหมาะสมของสถานการณ์

ที่สำคัญแผนการอนุมัติการลงทุนของสิงคโปร์ที่ค้างอยู่สมัย พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนและลงท้ายด้วยการอนุมัติ ในขณะที่ของไทยอยู่ในสภาพตรงกันข้าม อีกทั้งธุรกิจบางอย่างที่มีการลงทุนร่วมกับกลุ่มของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ก็ถูกยึดไปด้วย จากคำสั่งยึดทรัพย์และกิจการของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ กับครอบครัวผู้ใกล้ชิด

จนเป็นที่รู้กันว่าธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคมของผู้ลงทุนรายใหญ่จากไทยรายหนึ่งที่มีการลงทุนร่วมกับบุตรชายของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ที่ลงทุน ไปแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็ถูกกวาดรวบไปด้วย และธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคมรายนี้ก็ชะงักอยู่แค่นั้น พร้อมกับการสูญเสียเงินไปก้อนใหญ่

แต่ธุรกิจประเภทเดียวกันที่ลงทุนโดยนักธุรกิจสิงคโปร์ที่เป็นคู่แข่งสำคัญกลับก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด เรียกว่าจะเป็นผู้เข้าคุมกิจการสื่อสารโทรคมนาคมในพม่าแต่เพียงผู้เดียวหากบรรลุไปถึงระดับการ “ยิงดาวเทียม” เพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมให้กับพม่าได้

กลิ่น “ปฏิวัติ” ฟุ้งกระจาย

ขุมข่าวของเราซึ่งติดตามสถานการณ์ในพม่าอย่างใกล้ชิดบอกว่าต้องให้คำจำกัดความต่อสถานการณ์ในพม่าขณะนี้ว่ายังอยู่ในระดับที่สามารถเกิดการปรับเปลี่ยนอำนาจใหม่ได้ตลอดเวลา เพราะอิทธิพลของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ยังแข็งแกร่งอยู่ ส่วน พล.ท.โซ วิน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็เป็นแค่ร่างทรงของ พล.อ.หม่อง เอ อีกทั้ง พล.ท.เต็ง เส็ง เลขาธิการคนที่ 1 เอสพีดีซีก็ไม่มีความเข้มแข็งพอ การกวาดล้างบรรดาขุมกำลังเก่าของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ก็ทำได้ยากเพราะมีการหยั่งรากลึกมาก

ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ระเบิดประมาณ 1 สัปดาห์ มีข่าวแพร่มาว่าได้มีการยื่นข้อเสนอให้การควบคุมตัว พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ในค่ายทหารแห่งหนึ่งควรยุติและปล่อยตัวได้แล้ว หรือหาก พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ มีความผิดเรื่องทุจริตคอร์รัปชันอย่างไรในระหว่างการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ควรจะดำเนินคดีทางศาล โดยเฉพาะการสั่งยึดทรัพย์ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ พร้อมครอบครัวและบริวารนั้นถือว่าไม่เป็นธรรม

ข้อเสนอนี้เป็นการดำเนินการภายในของกลุ่มทหารพม่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ต้องการจะช่วยเหลือ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ด้วยการเป็นปากเสียงให้

การแสดงตัวและแสดงออกดังกล่าวทำให้เกิดข่าวตามออกมาว่า พล.อ.หม่อง เอ อาจจะถูกปฏิวัติซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจใหม่ในพม่าอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น มาตรการทางทหารเพื่อป้องกันเหตุนี้จึงเกิดขึ้น มีความเข้มงวดในการตรวจตราและความละเอียดในการหาข่าวกรองมากขึ้น เกิดสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ จะกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งนั้นยังมีความเป็นไปได้สูง

ไทยอยู่ในฐานะใด

ข่าวการปฏิวัติซ้อนของผู้จงรักภักดีต่อ พล.อ.ขิ่นยุ้นต์ ย่อมหลีกไม่ได้ที่จะต้องมีการกวาดตามองไปทั้งแถว คือมองทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการมองอย่างพิจารณาในพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาในพม่า ในสภาพการณ์ที่พลังอำนาจของคนที่เป็นใหญ่ที่สุดในการปกครองของพม่ายังเป็นรัฐบาลเผด็จการทางทหารเต็มรูปแบบ

จึงมีความเป็นไปได้ว่าการสูญเสียอำนาจของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ อาจมิใช่เป็นการสูญเสียอำนาจเฉพาะ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการสูญเสียทั้งเงินทองและโอกาสของธุรกิจที่ผูกพันอยู่กับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ด้วย จึงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการระแวงกันจนเกินเหตุว่า พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ จะได้รับการสนับสนุนโอบอุ้มให้กลับมาจากผู้ที่ยังจงรักภักดีและผู้ที่เสียผลประโยชน์

การระเบิดโดยมีเป้าหมายใหญ่ที่งานแสดงสินค้าไทย จึงมีความเป็นไปได้มากว่าอาจเกิดจากการหวาดระแวงจนเกินเหตุ จึงใช้เสียงระเบิดเป็นเครื่องเตือนหรือเป็นสัญญาณในเชิงบอกกล่าวว่า รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจากกระแสการปฏิวัติซ้อน แต่ถือเป็นการสื่อสารที่ค่อนข้างรุนแรงและเกิดความเสียหายเกินเหตุ เพราะมีคนตายและบาดเจ็บร้อยกว่าคน

การระเบิดจึงเป็นการเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องถอยห่างออกไป อย่าได้คิดหรือเข้ามาเกี่ยวข้องกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ อีก ให้คนพม่าจัดการกันเอง

หากข้อสันนิษฐานนี้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ก็อาจบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ พล.อ.หม่อง เอ ว่าเดินมาถึงจุดที่ยากจะประสานกันได้แล้ว เพราะ พล.อ.หม่อง เอ ได้แยกมิตรและแยกผู้ไม่ควรเป็นมิตรไว้อย่างชัดเจนแล้ว ความเสื่อมโทรม “ความสัมพันธ์” ระหว่างไทยกับพม่าก็จะทวีความรุนแรงตามมา

หนึ่งประเทศสองผู้นำ กลิ่นปฏิวัติกระหึ่มอมตะแห่งอำนาจ

หลังการระเบิดในงานแสดงสินค้าไทยในย่างกุ้ง ได้มีภาพที่ถูกจัดออกมาให้ดูสมจริงเพื่อให้สอดคล้องที่โยนใส่กองกำลังชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดนว่าเป็น “ตัวการ” เหมือนว่ารู้ที่มาและรู้ตัวคนวางระเบิด ทั้งๆ ที่ในพม่ามีกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่มีระเบิดนานาชนิดอยู่มากมายมหาศาล โดยไม่ต้องหาอุปกรณ์จากภายนอกเลย การสร้างภาพเช่นนี้เพื่อย้ายความสนใจของข่าวออกไปจากย่างกุ้งที่เหตุการณ์ตึงเครียดกับบรรยากาศการพยายามปฏิวัติซ้อน อันเป็นลักษณะการเสนอข่าวของหน่วยข่าวกรองที่รัฐบาลทหารพม่าถนัด การวิเคราะห์กระแสข่าวการปฏิวัติซ้อนจึงมองข้ามไม่ได้ เพราะสถานการณ์ “แย่งชิงอำนาจคืน” ของกลุ่ม “พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์” นั้นเป็นสถานการณ์ที่เป็นจริง หลังจากที่กลุ่มอำนาจเก่าที่กระเจิดกระเจิงไป เริ่มรวมตัวกันติดและกำลังเคลื่อนเข้าตอบโต้ด้วยยุทธวิธีต่างๆ...การกวาดล้างอิทธิพลของ “พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์” ไม่ต่างอะไรกับการวิดน้ำในแม่น้ำใหญ่ที่รับน้ำมาจากหลายสาขา เพราะการที่กุมอำนาจในหน่วยข่าวกรองมานาน ซึ่งชี้เป็นชี้ตายและนำทิศทางการเมืองเผด็จการทหารของพม่ามาตั้งแต่สมัย “พล.อ.ซอ หม่อง” ทำให้ “พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์” เกือบเป็น “อมตะแห่งอำนาจ” จึงมีคำถามว่าการขึ้นมาของ “พล.อ.หม่อง เอ” จะรักษาไว้ได้นานเพียงใด...

การหายตัวไปของ “จาย เส่ง” และลูกน้องอีก 7 คน ก่อนเทศกาลสงกรานต์บริเวณพื้นที่อิทธิพลใหม่ของว้าแดงด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่ง “จาย เส่ง” เป็นชาวไทยใหญ่ แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลใดจึงมาอยู่กับกองทัพว้า และได้รับหน้าที่เป็นผู้รวบรวมฝิ่นที่มีการปลูกปีเว้นปี หรือปีเว้นสองปี เมื่อได้ฝิ่นมาพอเพียงแล้วก็จะเปิดสายการผลิตเฮโรอีนหรือผงขาว ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ของว้าที่นำออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป นอกเหนือไปจากการมียาบ้าสำหรับไทยและประเทศในแถบนี้ หลังจากจาย เส่ง และพรรคพวกหายตัวไปและเชื่อว่าถูกฆ่าตาย โรงงานผลิตผงขาวก็ถูกโจมตีอย่างเงียบๆ พร้อมกับเฮโรอีนแท่งหนักถึง 48 กิโลกรัม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทางว้าแดงโดยเฉพาะ “เหวย เซี๊ยะ กัง” ผู้บัญชาการกองพล 171 ผู้รับผิดชอบพื้นที่และการผลิตผงขาว-ยาบ้า ฟันธงลงไปว่าทหารของกองทัพไทยใหญ่ SSA กลุ่ม พ.อ.เจ้ายอดศึก คือตัวการปล้นยาเสพติดและฆ่าจาย เส่ง จึงเปิดศึกล้างแค้นส่งกำลังเข้าถล่มที่มั่นของ พ.อ.เจ้ายอดศึก ที่บ้านป่าค่า ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทันที โดยโจมตีด้วยอาวุธหนักระยะไกลเป็นหลัก ใช้เครื่องยิงลูกระเบิดหรือ ค. ขนาด 60-120 มม. ที่มีอานุภาพเท่าปืนใหญ่ ยิงถล่มฐานกองทัพไทยใหญ่อย่างต่อเนื่องมา จนกระทั่งบัดนี้ประมาณว่าใช้กระสุน ค. ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 นัด

“นายไพโรจน์ เสมอใจนึก” ผู้บัญชาการ กองกำลังสูงสุดของกองทัพว้า เป็นผู้ประสานกับผู้บังคับบัญชาทหารพม่าในพื้นที่และทางย่างกุ้งในการบังคับบัญชาหรือให้นโยบายกับเหวย เซี๊ยะ กัง อีกทอดหนึ่ง

นายไพโรจน์เป็นผู้ออกหน้าสู่ทางสากลในชื่อไทย ซึ่งการเปิดเผยชื่อนายไพโรจน์ออกไปนี้น่าจะทำให้มีนักธุรกิจไทยทางภาคเหนือและกรุงเทพฯ ทบทวนได้ว่าพ่อค้าหรือนักธุรกิจที่รู้จักหรือติดต่อด้วยนั้นเป็นคนคนเดียวกับผู้ที่เป็นผู้บัญชาการกองกำลังสูงสุดของว้าหรือไม่

สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่งและน้ำมันยิ่งต้องทบทวนให้มากขึ้น เพราะนายไพโรจน์ผู้นี้ทำธุรกิจด้านนี้อยู่ในประเทศไทย แม้ขณะนี้จะมีการถ่ายเทเปลี่ยนโอนไปสู่บุคคลอื่นแล้วก็ตาม หลังจากที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ออกหมายจับพร้อมค่าหัว 80 ล้านบาท

การถล่มกองบัญชาการกู้ชาติไทยใหญ่ SSA ที่ป่าค่า มองดูผิวเผินอาจเป็นสงครามยาเสพติดที่ว้าแดงเคืองแค้นไทยใหญ่ แต่ในความเป็นจริงนั้นอาจไม่ใช่สาเหตุเดียว เพราะเกมนี้มีการเดินหมากหลายชั้น ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายตัวไปของจาย เส่ง พร้อมลูกน้องและผงขาว 48 กิโลกรัม ซึ่งอาจเป็นฝีมือของทหารพม่าเพื่อก่อชนวนให้ว้าเข้าห้ำหั่นกับไทยใหญ่

หรืออาจเป็นเพราะผู้นำพม่าคือ พล.อ. หม่อง เอ ไม่วางใจนักกับกองทัพว้าแดง ซึ่งรู้ดีว่าเขตปกครองตนเองของกองทัพว้าที่ดอยลางนั้นเกิดจากนโยบายหรือการตัดสินใจของ พล.อ. ขิ่น ยุ้นต์

มีคำถามว่า “ว้า” ยังมีความภักดีต่อเจ้านายของเขามาจนถึงบัดนี้หรือไม่

จึงต้องมีการพิสูจน์ด้วยคำสั่งและการบังคับบัญชาว่า เมื่อสั่งให้ทำอะไรแล้วจะน้อมรับคำสั่งทำทันที และทำอย่างเต็มที่เหมือนสมัย พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ หรือไม่

การเปิดฉากต่อสู้กับไทยใหญ่ SSA ที่ป่าค่า คือการทดสอบคำสั่ง และยังมองได้อีกว่าเป็นการลดกำลังคนและอาวุธของว้าแดงลงหรือไม่ เพราะจากการที่ทหารว้าต้องตายไป 200 กว่าคน และต้องหมดเปลืองกระสุนปืน ค. ไปเป็นจำนวนมาก ทำให้กองทัพว้าอ่อนแอลงนั้น เท่ากับเป็นการปลดอาวุธของว้าไปโดยปริยาย

ก่อนหน้านี้ทหารพม่าได้มายึดรถยนต์บรรทุก โดยเฉพาะรถยนต์ 6 ล้อ ไปจากว้าหลายสิบคัน โดยบอกว่าเป็นการขอยืมไปชั่วคราวเพื่อเคลื่อนย้ายกำลังทหารพม่า ซึ่งทางว้าก็ยอมให้ไปเท่าที่พม่าต้องการโดยไม่ขัดขืนอะไร

นายเก่ากับบุญคุณ

พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ให้ความสำคัญต่อว้าอย่างที่คนคาดไม่ถึง เพราะเดิมว้าเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถือว่าเป็นกลุ่ม “เล็กในน้อย” นั้น จากการเป็น “กลุ่ม” ที่ไม่ใช่ “เผ่าพันธุ์” ในพื้นที่ และอยู่กระจัดกระจายทางดินแดนตอนใต้ของจีน ภาษาพูดและวัฒนธรรมก็เป็นแบบจีนใต้ แต่ว้าก็มิใช่ “ฮ่อ” ที่เป็นจีนภูเขาอีกพวกหนึ่ง แต่ก็ไม่ปฏิเสธซึ่งกันและกัน...มิใช่มิตรแท้ แต่ก็มิใช่ศัตรู คือต่างคนต่างอยู่

ว้าได้มีบทบาทสูงขึ้นด้วยการโอบอุ้มทางนโยบายของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ที่ให้ว้าเข้ามาเป็นอาสาสมัครเพื่อเข้าปฏิบัติการกดดันและเปิดศึกกับกองกำลังของขุนส่า “จาง สี ฝู่” จนกระทั่งได้รับชัยชนะ สามารถสลายกองทัพขุนส่าได้

ว้าจึงได้รับบำเหน็จในการมอบพื้นที่การปกครองตัวเอง นอกจากบริเวณระหว่างดอยลางและดอยผ้าห่มปกแล้ว ยังได้พื้นที่เดิมบางส่วน ของ “ขุนส่า” ทางด้านที่ติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน อีกด้วย

การที่ว้าได้รับมอบพื้นที่ปกครองตนเองจนเกือบจะเป็นประเทศในอารักขาของพม่า ขาดแต่การมีธงชาติที่ต้องอยู่ใต้ร่มธงพม่าเท่านั้น จึงเป็นชนวนความไม่พอใจในกองทัพที่เหมือนว่าทหารพม่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้กำลัง จึงต้องหาทางออกด้วยการยอมให้ชนกลุ่มน้อยปกครองตัวเอง และแผนสันติภาพหรือโรดแม็พ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นผู้ชี้นำ และรัฐบาลของ พล.อ. ขิ่น ยุ้นต์ ก็เห็นด้วยกับแผนนั้น

จึงมองว่าอาจเป็นความไม่พอใจลึกๆ ของกลุ่มทหารพม่าส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องการจะเห็นสันติภาพหรือความปรองดองที่มาจากการใช้กำลังทหารนำหน้าเท่านั้น ความรู้สึกขัดแย้งกันค่อนข้างรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์หลังสุดที่ พล.อ.โบเมียะห์ ผู้นำกะเหรี่ยงป่วยหนัก

รัฐบาลของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ โดยเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของพม่าได้ดำเนินการประสานกับทางไทยให้รับตัว พล.อ.โบเมียะห์ มารักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยรัฐบาลพม่าที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล (หรือใครจะเป็นคนออกเงินแทนให้ก็ตาม แต่เป็นในนามรัฐบาลพม่า)

การแสดงความเอื้ออาทรดังกล่าวทำให้ทหารที่อยู่ตรงข้ามยิ่งไม่พอใจมากขึ้น เพราะถือว่า พล.อ.โบเมียะห์ ควรถูกจับเป็นเชลยและนำมาควบคุม

การปฏิบัติอย่างดีต่อ พล.อ.โบเมียะห์ เช่นนี้ ทำให้มองกันว่าหากบรรลุข้อตกลงกับกะเหรี่ยงแล้ว พล.อ.โบเมียะห์ ก็อาจได้รับสิทธิ์การปกครองตนเองแบบว้าภายใต้ร่มเงาของรัฐบาลพม่า ซึ่งเท่ากับเป็นการเสียดินแดนครั้งใหญ่ตั้งแต่เขตติดต่อจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปจนถึงจังหวัดระนอง และต่อไปก็คงจะมีการจัดตั้งเป็นรัฐฉานหรือไทยใหญ่

หนึ่งประเทศ-สองผู้นำ

จากรายงานและการวิเคราะห์ฉบับวานนี้ ว่าธุรกิจในพม่าเหมือนกับสังเวียนมวย โดยมุมของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ คือไทย และมุมของ พล.อ.หม่อง เอ เป็นสิงคโปร์ และยังเป็นเช่นนี้อยู่ แต่ทางไทยคงต้องปรับตัวแบบกลับหลังหันหลังจาก พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ถูกยึดอำนาจ พร้อมกับเม็ดเงินการลงทุนของนักธุรกิจรายหนึ่งที่ถูกยึดไป 4,000 ล้านบาท

การพยายามที่จะต่อสายสัมพันธ์กับ พล.อ.หม่อง เอ โดยพุ่งไปที่ พล.อ.ตัน ฉ่วย ประธานสภาปรองดองและสันติภาพแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) นั้นน่าจะช่วยได้ เพราะ พล.อ.ตัน ฉ่วย ได้รับการยกย่องเป็นพลเอกอาวุโส (เท่าจอมพล) เพียงคนเดียวของพม่า และยังมีอำนาจที่ทุกฝ่ายให้ความเคารพนับถือต่อนายทหารผู้นี้

ฝ่ายไทยที่อยู่คนละมุมกับ พล.อ.หม่อง เอ จึงพยายามอย่างมากที่จะติดต่อผู้นำคนใหม่ให้ได้โดยผ่าน พล.อ.ตัน ฉ่วย ซึ่ง พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ “บิ๊กจิ๋ว” ถือว่าเป็นผู้อาวุโสรุ่นเดียวกันและมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ พล.อ.ตัน ฉ่วย ตั้งแต่ครั้งสมัย พล.อ.ซอ หม่อง อยู่ในอำนาจ ซึ่งขณะนั้น พล.อ.ตัน ฉ่วย ยังเป็นมือรอง แต่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า พล.อ. ชวลิตจะรับ “ทำงาน” ลักษณะนี้อีกหรือไม่หลังจากที่ประกาศวางมือทางการเมืองอย่างเด็ดขาดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของไทยต่อพม่าในทางการเมืองก็ต้องยอมรับ พล.อ.หม่อง เอ แต่ในทางลึกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการลงทุนนั้นจะทิ้ง พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ และโอนเข้าหา พล.อ. หม่อง เอ ทันทีย่อมจะเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการแทงกั๊กหรือรับทั้งสองแนวทางไปอีกระยะหนึ่งจากการที่เห็นว่าการเมืองในพม่าเปลี่ยนแปลงได้เร็ว และที่สำคัญคือ ต้องประเมินค่าหรือพลังของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ว่าจะหวนกลับมาได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบน่าจะอยู่ที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ยังเป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บอยู่ แม้ขณะนี้จะเป็นเสือที่อยู่ในกรงแล้วก็ตาม

การวางน้ำหนักต่ออำนาจในพม่าขณะนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและพลาดไม่ได้ เพราะมีความหมายต่อการเมืองและการลงทุนของนักธุรกิจไทยในพม่า ซึ่งล้วนเป็นโครงการใหญ่ทั้งสิ้น

ผลจากระเบิดในย่างกุ้งจึงยังเป็นสัญญาณที่ยังยากที่จะวิเคราะห์ เพราะ “ข่าว” ที่เป็นของจริงนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในพม่า จึงต้องหาสิ่งที่ใกล้ความจริงหรือใกล้ข้อเท็จจริงมากที่สุดมาวิเคราะห์เท่านั้น

ธาตุแท้ทหารพม่า 'คนตรง-คบได้' 'ยองข่า' ตำใจกลุ่มอำนาจใหม่

ทหารพม่าเป็นคนตรงไปตรงมา พูดคำไหนคำนั้น รักษาคำพูดและยึดมั่นระเบียบวินัย การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องยากที่เมื่อไทยจับขั้ว "ขิ่น ยุ้นต์" แล้วจะมาจับขั้ว "หม่อง เอ" ทันทีทันใด เพราะเส้นทางอำนาจใหม่มีน้ำหนักไปทางสิงคโปร์และมาเลเซีย มิหนำซ้ำข่าวการปฏิวัติซ้อนของฝ่ายที่ยังจงรักภักดีกับ "ขิ่น ยุ้นต์" การระเบิดกลางย่างกุ้ง จึงน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าที่ฝ่ายไทยจะปรับสภาพให้มีมิตรภาพกับอำนาจใหม่ในพม่าได้ ธุรกิจที่เคยปูทางไว้กับผู้นำเก่าจึงถูกพลิกกลับหรือปฏิเสธเกือบทั้งหมด ทั้งเรื่องภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะแผนพัฒนาหลายอย่างที่ไทยข้ามแดนเข้าไปถูกทบทวนหมด โดยเฉพาะโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่น "ยองข่า" ในเขตว้าที่ผู้นำใหม่ของพม่าไม่เข้าตา เพราะถือเป็นดินแดนพม่า พม่าจึงควรทำเอง...

รายงานและวิเคราะห์สุดท้ายจะมองทั้งด้านกว้างและลึกของเหตุการณ์ทั้งหมดมาประมวล เพื่อหาความจริงหรือใกล้ความจริงที่สุด หลังจากการ “ระเบิด” ที่งานแสดงสินค้าไทย เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งรายงานที่ผ่านมาได้ให้ข้อเท็จจริงหรือจุดบกพร่องอย่างตรงไปตรงมาในหลายอย่างหลายประเด็น แม้จะพูดตรงๆ หรือฟันธงชัดๆ ไม่ได้ ต้องอ้อมซ้ายขวา

รัฐบาลทหารพม่ากับรัฐบาลทหารอื่นๆ รวมทั้งรัฐบาลทหารไทยในอดีต มีความแตกต่างกันไม่มากนัก โดยเฉพาะการที่จะให้ตนดำรงอยู่ในอำนาจได้นานที่สุด แต่สิ่งที่แตกต่างกับพม่าคือ การสืบทอดอำนาจซึ่งเป็นไปโดยสันติมากกว่าการแย่งชิงกัน นับตั้งแต่ยุค พล.อ.เนวิน เข้ายึดอำนาจการปกครองจาก “อูนุ” และมีการสืบทอดอำนาจกันมาเป็นทอดๆ โดยมีการเตรียมผู้นำคนใหม่มารอคิว เมื่อถึงเวลาก็มีการผ่องถ่ายกันอย่างเป็นระบบ

นับตั้งแต่ พล.อ.เนวิน พล.อ.ซอ หม่อง มาถึง พล.อ.ตัน ฉ่วย และ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ หรือ พล.อ.หม่อง เอ ก็เป็นผู้ถูกวางตัวไว้ให้ขึ้นแทน พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ แต่การปฏิวัติเงียบที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานอกกติกาและเหนือความคาดหมาย เพราะไม่มีใครคิดว่า พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ จะถูกโค่นอำนาจ แม้กระทั่งหน่วยข่าวกรองของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เองก็ไม่ระแคะระคายเรื่องนี้เลย การหักโค่นกันเองจึงทำสำเร็จได้โดยง่าย

สิ่งที่ทำให้มีความมั่นใจว่าจะไม่มีการโค่นล้มกันเองนั้น มาจากกฎเกณฑ์และความเชื่อมั่นที่มีต่อกัน โดยเฉพาะอุปนิสัยของทหารพม่าที่ต้องยอมรับว่าในบรรดาประเทศรอบบ้านเรา ทหารพม่าน่าคบที่สุด เพราะเป็นคนรักษาคำพูด พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้นอย่างทหาร มิใช่พูดอย่างนักการทูต จึงมีความเชื่อมั่นและความไว้วางใจกันเองสูง แต่หลังจากที่ พล.อ.หม่อง เอ แหกกฎและทำลายความน่าเชื่อถือครั้งนี้แล้ว เชื่อว่าต่อไปการเปลี่ยนอำนาจของรัฐบาลทหารพม่าจะมีกติกาใหม่ คือ เปลี่ยนกันตามระบบหรือข้อตกลง หรือถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนโดยการปฏิวัติรัฐประหาร

ด้วยเหตุผลนี้จึงนำไปสู่การวิเคราะห์ทางหนึ่งว่า เพราะผู้มีอำนาจคนอื่นๆ ในรัฐบาลทหารเหลืออดเหลือทนกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ จึงต้องใช้อำนาจบังคับให้ลงจากอำนาจก่อนเวลา โดยความไม่พอใจอาจมีมากมายหลายเรื่อง และเป็นสิ่งที่ทางทหารเห็นว่าปล่อยให้ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เป็นผู้นำต่อไปไม่ได้แล้ว

สำหรับหน่วยข่าวกรองที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เป็นผู้คุมกลไกและได้ชื่อว่ามีอำนาจมาก ขอบข่ายการปฏิบัติงานสูงจนยกย่องให้เป็นองค์กรที่มีขีดความสามารถในระดับ 5 ของโลกทีเดียว ที่จัดให้ซีไอเอของสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ เคจีบีของรัสเซีย องค์กรมอสซาดของอิสราเอล เจไอ-5 ของอังกฤษ และหน่วยข่าวกรองของพม่า

พม่าไม่ใช่ขนมหวาน

ขณะนี้รัฐบาลใหม่และผู้นำใหม่ของพม่าไม่แฮปปี้กับไทยมากนัก นั่นหมายถึงไทยที่เป็นประเทศ รัฐบาลไทย นโยบายของรัฐบาลไทยที่มีต่อพม่าและบุคคลในรัฐบาลไทย โดยต้องยอมรับว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว และนโยบายของพม่าที่มีต่อไทยก็ไม่หวานชื่นเหมือนครั้ง พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ และโอกาสที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ จะกลับมาสู่อำนาจอีกก็น่าจะยาก เพราะการปฏิวัติของ พล.อ.หม่อง เอ มิใช่แค่โค่นล้มเท่านั้น แต่ทำอย่างถอนรากถอนโคน

ผู้ใกล้ชิดกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ถูกจับ หน่วยข่าวกรองอันทรงอิทธิพลถูกยุบ ทุกอย่างมีการจัดใหม่กันหมด นโยบายของรัฐบาลใหม่พม่าดูเหมือนจะไม่แคร์กับชาวโลกมากกว่าเดิม และพร้อมจะปิดประเทศกลับไปสู่การเป็นสังคมนิยมแบบพม่าดังที่เคยเป็นมาในอดีต

จากการเปิดเผยของขุมข่าวที่จับตามองความเคลื่อนไหวในพม่าบอกว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่เห็นว่า พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ และรัฐบาลเก่าทำผิดพลาด คือการนำพม่าก้าวเดินตามประเทศอื่นๆ เร็วเกินไป ปล่อยให้ผู้อื่นเข้ามาเป็นผู้นำทั้งความคิดและการปฏิบัติ แม้ประเทศในโลกและในภูมิภาคนี้จะเห็นว่า พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ทำถูกที่ปรับเปลี่ยนทีท่าของประเทศใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโลกมากยิ่งขึ้น

แต่ทหารพม่าไม่พอใจการยอมรับรัฐบาลของชนกลุ่มน้อยที่เพิ่มความสำคัญให้กับผู้ที่ทางทหารถือว่าเป็น “กบฏ” ไม่ว่าจะเป็นกรณีของว้า หรือทีท่าอันผ่อนปรนต่อกะเหรี่ยงของนายพลโบเมี๊ยะ ไม่พอใจการพัฒนาร่วมกับต่างประเทศโดยเฉพาะกับไทย โดยกล่าวกันว่ามีนายทหารระดับสูงได้แย้งในที่ประชุมขุนศึกพม่าว่า เวลานี้ประเทศพม่าเป็นอะไร เป็นขนมหวานชิ้นใหญ่หรือที่จะต้องทำเหมือนตัดแบ่งกัน โดยเฉพาะด้านตะวันออก (หมายถึงไทย) ที่มีการขีดเส้นสร้างแผนพัฒนาในพม่า เช่น การสร้างถนนชั้นดี จากแม่สอดเข้าเมืองผาอ่างไปย่างกุ้ง สร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากน้ำอิรวดี และแผนการสร้างถนนจากด่านพระเจดีย์สามองค์เข้าตะนาวศรีไปเมืองผาอ่าง ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับคือพม่าหรือประเทศทางตะวันออก เพราะถนนจากแม่สอดก็ผ่านแดนกะเหรี่ยง ผ่านพระเจดีย์สามองค์ ผ่านเขตอิทธิพล ของมอญ กะเหรี่ยงและมอญจึงได้รับประโยชน์เต็มที่

“ยองข่า” หนามแทงใจ

รายงานนี้สะท้อนให้เห็นความเป็นจริง การย้อนดูตัวเองเป็นสิ่งที่สมควรทำโดยเร็ว เพื่อปรับเข้ากับทีท่าใหม่ของพม่า โดยต้องยอมรับกันว่าความไม่พอใจต่อทางตะวันออก (ไทย) อยู่ในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะโครงการที่คนทั่วไปถือเป็นสิ่งที่ดี แต่รัฐบาลใหม่พม่าไม่ชอบใจนัก คือโครงการพัฒนาพื้นที่/ปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนการปลูกฝิ่น หรือ “โครงการยองข่า” ในภาษาพม่าเป็นโครงการที่ไทยได้ข้ามแดนเข้าไปทำในเขตปกครองของว้าในรัฐฉาน

โครงการยองข่าทำที่บ้านยองข่า ติดกับอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยพม่ารู้สึกในเรื่องอธิปไตยและดินแดน ที่การเข้ามาพัฒนาและส่งเสริมนี้มีการควักกระเป๋าออกทุนให้เอกชนเป็นผู้เข้าไปดำเนินการในนาม “บริษัท นวุติ จำกัด” มีการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว ทั้งไม้ดอกและผลไม้ โดยบริษัทนวุฒิเข้าไปเป็นผู้จัดการโครงการโดยความเห็นชอบของผู้นำว้าที่ปกครองเขตนั้น ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อตกลงกับรัฐบาล พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์

แม้ว่าโครงการยองข่าจะดำเนินการโดยบริษัทเอกชน แต่การไปทำธุรกิจในแผ่นดินของพม่าก็เป็นของเอกชน แม้ “บุคคล” ที่เข้าไปดำเนินการจะไปจากโครงการพัฒนาดอยตุง หรือจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของทางราชการไทย

การที่ผู้นำและผู้รับผิดชอบการพัฒนายองข่าไปพบกับ “เปา เยา ยี่” ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของว้า ได้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเรื่องศักดิ์ศรีในหมู่ทหารพม่าว่า นโยบายการมอบดินแดนให้ชนเผ่าว้าปกครองตนเองเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อย่างน้อยก็ทำให้ทหารพม่าขาดศักดิ์ศรีของการเป็นผู้พิทักษ์รักษาแผ่นดิน และมีความรู้สึกมากยิ่งขึ้นที่ว่าในดินแดนที่เป็นของพม่า กลับมีชาวว้าและคนไทยเข้าไปดำเนินการแบบโครงการอิสระโดยทางการพม่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลย

รีบกลับก่อนถูกไล่

ความไม่พอใจดังกล่าวแม้จะมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหายาเสพติด แต่ถือว่ากระทบกระเทือนต่อความรู้สึกและศักดิ์ศรีของทหารพม่า และทวีความไม่พอใจมากขึ้นที่มีข่าวแต่ “ว้ากับไทย” เท่านั้น เหมือนกับว่าดินแดนนั้นถูกลบออกจากแผนที่พม่าแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการดำเนินงานของบริษัทนี้จะอยู่ภายใต้นโยบายหรือเป้าหมายเช่นใด จะใช้เงินทองของใครในการไปดำเนินการก็ตาม สถานการณ์ขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ถูกต้อง ผิดเวลา ผิดสถานที่ และผิดโอกาส จึงน่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีต่อเรื่องนี้เสียใหม่ เพราะหากโครงการนี้ดำเนินต่อไปภายใต้ความยินยอมของ “เปา เยา ยี่” ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ว้ามิใช่เจ้าของประเทศ แต่เป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษทางการเมืองเท่านั้น

เมื่อการเมืองของพม่าเปลี่ยนไปก็ต้องพิจารณาโครงการยองข่าและการดำเนินงานของบริษัทนวุติเสียใหม่ การรีบถอนตัวออกมาเสียก่อนที่จะถูกกดดันจากพม่าแบบ “ไล่ออก” มา หรือพม่าจะเข้ามาไล่เองย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่