เศรษฐกิจไตรมาสแรก

(ดร.ชาติชัย พาราสุข คอลัมน์ เศรษฐกิจฉบับชาวบ้าน นสพ.โพสต์ TODAY ศุกร์ 6 พ.ค. 48 หน้า A10)

ก่อนที่จะพูดถึงภาพเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ซึ่งยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าจะมีอัตราการเติบโตเท่าใด ผมขออนุญาตเล่านิทานสั้นๆ ให้ท่านผู้อ่านฟังเรื่องหนึ่งก่อน นิทานเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ห้องอาหารสำหรับผู้บริหารในห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง คือว่ามีผู้จัดการสองคนนั่งเถียงกันหน้าดำหน้าแดงถึงตัวเลขยอดขายของห้างในไตรมาสที่ผ่านมา ผู้จัดการคนแรกบ่นว่ายอดขายไม่ดีเลย สู้ปีที่แล้วไม่ได้ สงสัยปีนี้จะแย่ทั้งปี แต่ผู้จัดการคนที่สองกลับแย้งว่ายอดขายยังดีอยู่ ดีกว่าปีที่แล้วเยอะ รับรองว่าปีนี้ขายได้ทะลุเป้าแน่ ทั้งสองต่างก็ไม่ยอมกัน และยกเหตุผลต่างๆ นานามาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนเอง ผู้จัดการคนที่สามที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็รำคาญการโต้เถียง จึงถามออกมาดังๆ ว่า ท่านทั้งสองเป็นคนตาบอดหรือไม่ ผู้จัดการทั้งสองคนก็งงและถามกลับว่าทำไมจึงถามเช่นนั้น

ผู้จัดการคนที่สามก็ตอบว่า หากทั้งสองไม่ใช่คนทุพพลภาพทางสายตาแล้วไซร้ ย่อมจะได้เห็นแล้วว่าในไตรมาสที่ผ่านมา ห้างของเราคึกคักมีลูกค้าเดินเข้าออกตลอดเวลาหรือไม่ ลานจอดรถมีรถจอดเต็มหรือไม่ อีกทั้งพนักงานทำโอทีกันมากไหม หากคำตอบคือใช่ ก็แสดงว่าห้างของเราขายดีในไตรมาสที่แล้ว แต่หากคำตอบคือพนักงานของเรานั่งหาวหวอดๆ และลานจอดรถว่างจนไปกางเต็นท์นอนได้ ไม่ต้องรอดูตัวเลขของฝ่ายบัญชีก็รู้ว่าขายไม่ได้ ทำไมจึงมาเถียงในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้จัดการทั้งสองมาทำงานทุกวัน เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ได้ยินพนักงานบ่นทุกวัน คำตอบมันน่าจะชัดเจน ตัวเลขทางบัญชีเพียงแต่ยืนยันสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

คงจะเถียงไม่ได้ว่าภาพเศรษฐกิจรวมนั้นมีขนาดใหญ่และซับซ้อนกว่าห้างสรรพสินค้าในนิทานมาก แต่ในขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจก็มีมากมายจากหลายหน่วยงานและมีการประกาศตัวเลขดังกล่าวออกมาตลอดเวลา อีกทั้งยังมีข่าวเศรษฐกิจตามสื่อต่างๆ ให้พิจารณาประกอบด้วย ทำให้การประเมินภาพเศรษฐกิจอาจจะง่าย และแม่นยำกว่าการรอตัวเลข GDP ประจำไตรมาส หรือตัวเลขอัตราเงินเฟ้อประจำเดือนอีก

ขอยกสักตัวอย่างหนึ่ง ทุกๆ เดือนกระทรวงพาณิชย์จะประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขล่าสุดของเดือนเมษายนคือ 3.6% หมายความว่าหากเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งตอนนี้ขายอยู่ชามละ 25 บาท และบ่นว่าต้นทุนสูงขึ้น และต้องการปรับราคาตามเงินเฟ้อ ก็ควรจะปรับขึ้นเพียง 90 สตางค์ต่อชามเท่านั้นเอง ปรับมากกว่านั้นต้องถือว่าขูดเอากำไร ค่าแรงก็เหมือนกัน จะมาบ่นว่าจะตายอยู่แล้วและขอปรับขึ้นทีเดียว 27% จาก 170 บาทต่อวัน เป็น 233 บาทต่อวัน เอาเหตุผลมาจากไหน เงินเฟ้อนั้นนิดเดียว ยกเว้นอัตราว่าเงินเฟ้อ 3.6% ที่ว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ใช้ในกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น พอข้าราชการกระทรวงฯ เดินออกมาข้างนอก ก็ต้องซื้อข้าวของที่แพงขึ้นปีละ 10-15% เหมือนประชาชนอย่างพวกเรา สรุปแล้วคือ กระทรวงฯ อยากจะประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเท่าใดก็เชิญตามสบาย แต่พอผมออกมาแล้วเจอก๋วยเตี๋ยวปรับราคาขึ้นจากชามละ 25 บาท เป็น 30 บาท และค่ารถเมล์กลับบ้านขึ้นจาก 5 บาท เป็น 6 บาท อัตราเงินเฟ้อของผมก็คือ 20% ซึ่งหมายความว่าผมจนลง 20% และต้องลดการบริโภคลง 20% เพราะเงินไม่พอ

ภาพเศรษฐกิจของไตรมาสแรกก็เช่นเดียวกัน ไตรมาสแรกได้จบไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และในระหว่างทางเราก็ได้เห็นตัวเลขย่อยของเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และเมื่อปลายเดือนที่แล้วก็ได้เห็นตัวเลขของเดือนมีนาคม หลังจากนี้กองบัญชีรายได้ประชาชาติ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็จะนำตัวเลขเหล่านั้นมาประมวลและปรับปรุงเพื่อทำการรวบรวมเป็นบัญชีรายได้ประชาชาติสำหรับไตรมาสที่ 1 ของปี 2548 ซึ่งก็จะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการราวต้นเดือนมิถุนายน สำนักวิจัยอื่นและนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายก็สามารถนำเอาตัวเลขรายเดือนที่ได้ประกาศออกมาแล้ว มาทำการประมวลหาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องรอถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งการประมวลดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นเรื่องลำบากและคงจะไม่คลาดเคลื่อนกับตัวเลขของสภาพัฒน์เท่าใด ผมเองยังทำการประมาณตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาสที่ 1 นี้เสร็จแล้วเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นว่าตัวเลขที่ให้ข่าวกันออกมาต่างกันเกือบครึ่งๆ โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ผ่านมาอาจจะสูงถึง 5% ในขณะที่บางสถาบันวิจัยเอกชนกลับบอกว่าอาจจะต่ำถึง 2.7%

เรื่องนี้มีเหตุผลทางเทคนิคเหมือนกันคือ ตัวเลขของเดือนมีนาคมดีกว่าสองเดือนแรกของปีมาก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การลงทุน การส่งออก และการใช้กำลังการผลิต ดังนั้น หากประเมินบนตัวเลขของสองเดือนแรก อาจจะทำให้ประเมินไปในทางที่ต่ำ นอกจากนี้ รัฐบาลมีตัวเลขรายละเอียดมากกว่าเอกชน เพราะเป็นผู้เก็บตัวเลขเอง จึงอาจสามารถประมาณการได้แม่นยำกว่า

ผมเองไม่อยากเป็นเหมือนผู้จัดการสองคนแรกที่นั่งเถียงกันบนสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ขอเป็นผู้จัดการคนที่สามที่บอกให้ย้อนไปดูสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริง ข้อเท็จจริงตรงนี้มีอยู่ 2 ประการ ประการแรก หากเศรษฐกิจดี คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจเขาจะบอกเองว่าดี เช่น พ่อค้าขายของได้เยอะ ขายได้กำไรมาก, แรงงานหางานง่าย ได้ค่าแรงดี, ศูนย์การค้าดูคึกคัก คนจับจ่ายใช้สอยกันหนาแน่น, แบงก์ปล่อยสินเชื่อได้มาก หนี้เสียลดลง, บริษัทเร่งขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ฯลฯ ลองมองดูรอบตัวท่านซิครับ และตอบตัวท่านเองว่า เศรษฐกิจดีขึ้นมาก ดีขึ้นบ้าง ทรงๆ หรือว่าทรุด ซึ่งก็เหมือนกับกรณีอัตราเงินเฟ้อ คนทั่วไปเขาจะบอกเองว่าข้าวของที่เขาใช้อยู่ประจำวันขึ้นราคามากกว่า 3.6% มาก ดังนั้นหากจะให้ร้านก๋วยเตี๋ยวปรับราคาขายขึ้นชามละ 90 สตางค์ หรือให้แรงงานปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก 6.12 บาทต่อวัน เขาคงจะไม่ยอมแน่

ประการที่สอง มันมีตัวเลขย่อยให้เปรียบเทียบ ซึ่งเป็นตัวเลขจริง สภาพัฒน์ก็แอบแก้ตัวเลขไม่ได้ ถึงจะแอบแก้ อย่างน้อยจะมีผมที่จับได้ ลองดูตารางการขยายตัวของดัชนีเศรษฐกิจสำคัญของไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว และไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เหตุที่นำไตรมาสที่ 4 มาให้ดูเปรียบเทียบด้วย เพราะไตรมาสดังกล่าวมีอัตราการขยายตัวของ GDP ที่ 5.1% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราที่ทางรัฐมนตรีคลังท่านว่าไตรมาสแรกจะขยายตัว จะได้เปรียบเทียบได้ง่ายว่าหากจะมีอัตราเติบโตเช่นนั้น ดัชนีเศรษฐกิจน่าจะมีหน้าตาเช่นใด

การขยายตัวของดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ (%)

ไตรมาส 1 ปี 2547 ดัชนีการบริโภค (C) 4.4 ดัชนีการลงทุน (I) 18.2 ปริมาณสินค้าส่งออก (X) 3.9 ปริมาณสินค้านำเข้า (M) 14.3 ดุลบัญชีเดินสะพัด (ล้านเหรียญ) 2,158 ปริมาณเงินในระบบ (M2A) 7.3 GDP 6.7

ไตรมาส 4 ปี 2547 ดัชนีการบริโภค (C) 1.4 ดัชนีการลงทุน (I) 3.4 ปริมาณสินค้าส่งออก (X) 5.0 ปริมาณสินค้านำเข้า (M) 2.3 ดุลบัญชีเดินสะพัด (ล้านเหรียญ) 3,024 ปริมาณเงินในระบบ (M2A) 6.3 GDP 5.1

ไตรมาส 1 ปี 2548 ดัชนีการบริโภค (C) 0.4 ดัชนีการลงทุน (I) 3.1 ปริมาณสินค้าส่งออก (X) -1.2 ปริมาณสินค้านำเข้า (M) 12.6 ดุลบัญชีเดินสะพัด (ล้านเหรียญ) -1,499 ปริมาณเงินในระบบ (M2A) 4.5 GDP ???

เห็นตัวเลขเปรียบเทียบเช่นนี้แล้ว ยังจะต้องให้ผมสรุปอะไรเพิ่มเติมอีกไหมครับ ผมขอแทรกไว้หน่อยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไตรมาสที่ 4 มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิน 5% เป็นเพราะว่าภาคการค้าระหว่างประเทศดีมากๆ โดยที่ปริมาณสินค้าส่งออกขยายตัวเร็วกว่าปริมาณสินค้านำเข้า ทำให้เกิดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 3 พันล้านเหรียญ หากดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เป็นบวกเช่นนั้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าวจะต่ำกว่า 4% ทันที

อย่างที่กล่าวแล้ว ผมเองได้ทำการประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจของไตรมาสที่ 1 แล้ว ซึ่งก็ทำได้ไม่ยากเลยเพราะ GDP = C + I + G + X - M และจากตารางข้างบน ผมมีครบทุกตัวแล้ว ยกเว้น G หรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญ และผมเองก็ได้ตั้งสมมติฐานแล้วว่าจะขยายตัวราว 4.1% ตัวเลขการขยายตัวของ GDP ที่ผมได้ยังต่ำกว่าที่ บล.ภัทร ทำไว้ที่ 2.7% มาก แต่ตัวเลขเป็นเท่าใด ผมขอไม่บอกก็แล้วกัน เพราะผมขอเป็นผู้จัดการคนที่สาม ไม่อยากเปิดศึกโต้เถียงกับผู้ใด

ขออนุญาต Technical นิดนึงนะครับ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่อยากลองคำนวณตัวเลข GDP ด้วยตัวเอง ต้องระวังสองจุด จุดแรกคือ Net Exports ขอให้คำนวณให้ดี เพราะเป็นตัวแปรสำคัญ และจุดที่สองคือ Change in Inventories เพราะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจค่อนข้างแรงในไตรมาสที่ 1 เหตุผลคือในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้ามีการสะสม inventories สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 41,853 ล้านบาท โอกาสที่จะสะสม inventories มากเช่นนั้นในไตรมาสแรกของปีนี้คงจะไม่มี

สรุปแล้วคืออะไร คำตอบคือไม่ได้อะไรเลย เพราะตัวเลขที่นั่งเถียงกันอยู่เป็นเรื่องของอดีต ตัวเลขจะออกมาว่าเติบโต 5% คนที่จนก็จนไปแล้ว จะออกมาว่าตัวเลขเติบโต 2.7% คนที่รวย เขาก็รวยไปแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นมากนักคือตัวเลขเศรษฐกิจย่อยเมื่อเปรียบเทียบหลายๆ ไตรมาสแล้ว บอกว่าเศรษฐกิจเรากำลังจะเดินไปทางไหน และตัวแปรไหนคือปัญหา หน้าที่ของผู้บริหารประเทศคือแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ไม่ต้องมานั่งแก้ตัวว่าตัวเลขที่ผ่านมาเป็นเช่นไร เสียเวลาเปล่าๆ

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่เลือกอ่าน หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ มีความเฉลียวฉลาดถึงระดับหนึ่งแล้ว ลองอ่านตารางแล้วสรุปภาพเศรษฐกิจเอาเองก็แล้วกัน คราวหน้าใครมาบอกอะไร จะได้ฟังหูไว้หู