การบริหารข่าวกรองเพื่อความมั่นคง

เมื่อพูดถึงเรื่องการป้องกันประเทศ คนส่วนใหญ่มักมองไปที่กำลังทหาร ซึ่งไม่ผิด เพราะการทหารเป็นปัจจัยตัดสินในการแพ้ชนะเมื่อเกิดสงครามขึ้น แต่ในยามสันติและในช่วงก่อนเกิดสงคราม การข่าวกรองมีบทบาทมากขึ้นทุกทีในด้านการป้องกันประเทศ ทั้งยามสันติและยามสงคราม การข่าวกรองที่ดีสามารถสนับสนุนด้านการทูต และป้องกันไม่ให้เกิดสงครามได้

การข่าวกรอง เปรียบเสมือนหูตาของรัฐบาล ถ้าการข่าวกรองดีเท่ากับรัฐบาลมีหูตาที่ดี แต่บ่อยครั้งที่รัฐบาลตามัว หูไม่ค่อยดี เพราะการข่าวกรองไม่ดี ซึ่งมีหลายปัจจัย ทำให้รัฐบาลขาดข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ หรืออาจตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ผลประโยชน์ของประเทศชาติเสียหาย

คนที่ทำงานด้านการข่าวกรองเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่จะถูกตำหนิเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น แม้การข่าวกรองจะดีมา 9 ครั้ง แต่ถ้าพลาดครั้งเดียว จะถูกรัฐบาลและสังคมตำหนิอย่างรุนแรงก่อนคนอื่น แต่ถ้าทำดีก็ไม่อาจไปพูดคุยโอ้อวดให้กับคนอื่นฟังได้ จนกว่าเวลาจะล่วงเลยไปพอสมควร เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานด้านการข่าวกรองต้องยอมรับว่าการทำงานแบบปิดทองหลังพระ ถ้ารับสภาพนี้ได้ก็ทำงานด้านการข่าวกรองได้

คนทำงานด้านการข่าวเป็นคนที่ "กระหาย" ข่าวตลอด 24 ชั่วโมง อยากรู้อยากเห็นไปหมด แม้เป็นองค์การข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุด มีคนมากที่สุด งบประมาณมากที่สุดในโลก เช่น ซี.ไอ.เอ หรืออดีต เค.จี.บี. หรือเก่งกาจแบบหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล ก็ไม่สามารถที่จะรู้ในสิ่งที่อยากจะรู้ได้ทั้งหมด ถ้ารู้ได้หมด ทันเวลา ถูกต้อง คงไม่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกศูนย์การค้าโลกและตึกเพนตากอน คงไม่เกิดระเบิดที่บาหลี ลอนดอน ล่าสุดที่จอร์แดน ฯลฯ เจ้าหน้าที่และเหยื่อผู้บริสุทธิ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่ถูกฆ่าตายรายวัน มีการวางระเบิดรายวันเช่นนี้

การข่าวกรอง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Intelligence ที่แปลว่า "สติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ไหวพริบ ความรู้" การข่าวกรอง คือ การใช้สติปัญญา ความฉลาดไหวพริบ ความรอบรู้มาสู้กัน เป็นเกมของสติปัญญา ถ้าสติปัญญาใครสู้ไม่ได้ก็แพ้ไป แต่แพ้ครั้งนี้ อาจชนะครั้งต่อไปได้ หรือชนะครั้งนี้ อาจแพ้ครั้งต่อไปได้

"การบริหารการข่าวกรอง" จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก โดยเกี่ยวข้องกับวงจรข่าวกรองตั้งแต่การวางแผนงานข่าวกรองประจำปี ระยะกลาง ระยะยาว การบริหารการรวบรวมข่าว ที่สำคัญที่สุด คือ การนำข่าวนั้นมาใช้ประโยชน์เพื่อป้องกัน ป้องปราม แก้ไขปัญหาความมั่นคงของประเทศ การข่าวกรอง คือ การมองไปข้างหน้าเป็นสำคัญ

"วงจรข่าวกรอง" เริ่มต้นจากแผนงานข่าวกรองประจำปี ที่ต้องมีการประเมินภัยคุกคาม หรือประเมินความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศในทุกด้าน จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน ทบทวนทรัพยากรที่องค์การมีอยู่ทั้งด้านบุคลากร เจ้าหน้าที่ สายลับ การอบรมด้านงบประมาณ ด้านเครื่องมืออุปกรณ์ในการปฏิบัติการ ว่าเพียงพอที่จะเผชิญกับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่พอ จำเป็นต้องหาเพิ่มเติมมาอีกเท่าใด จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการรวบรวมข่าวทั้งวิธีเปิดและวิธีลับ ที่บุคลากรต้องได้รับการฝึกอบรมเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะการรวบรวมข่าวทางลับด้วยการใช้สายลับ การใช้เครื่องมือเทคนิค และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ รัสเซีย จีน มีการรวบรวมข่าวด้วยดาวเทียมจารกรรม เครื่องบินจารกรรมที่มีประสิทธิภาพ การดักฟังเครือข่ายสื่อสารทั่วโลก ดังเช่นค่ายรามสูรที่อุดรธานี ฯลฯ

การรวบรวมข่าวกรองต้องมีการ "ลงทุน" เช่นเดียวกับธุรกิจ ถ้าผู้ใช้ข่าวต้องการข่าวกรองที่ดี ก็ต้องยอมลงทุน ถ้าไม่ยอมลงทุนก็ไม่ควรบ่น

การรวบรวมข่าวเป็นเรื่องยุ่งยาก สลับซับซ้อน และใช้ "เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ" รวบรวมข่าวจำนวนมาก ใช้งบประมาณมาก แต่ที่สำคัญกว่านี้ คือ การนำข่าวสารจากทุกด้านมาวิเคราะห์วิจัย ทำให้เป็นรายงานข่าวกรอง โดยตีความสถานการณ์ ทำนายล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นั้นจะพัฒนาไปในแนวโน้มอย่างใด จะกระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ และสร้างโอกาสให้ประเทศมากน้อยเพียงใด ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เจ้าหน้าที่วิเคราะห์เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ไม่ต้องใช้คนมาก แต่ต้องเป็นคนที่มีความรอบรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้นอย่างดียิ่ง จำนวนไม่น้อยเคยเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่ผ่านงานสนามอย่างโชกโชนมาก่อน

รายงานข่าวกรองที่ดี จะไม่ทำให้ "ผู้ใช้ข่าว" หรือนายกรัฐมนตรีเต้นไปตามข่าวสารแต่ละวัน ไม่ทำให้นายกรัฐมนตรีสับสน วันนี้พูดอย่าง วันรุ่งขึ้นพูดอีกอย่าง หากนายกรัฐมนตรีตั้ง "โจทย์" จากข่าวกรองที่ผิด "คำตอบ" ก็จะผิด การแก้ปัญหาจะไม่ตรงประเด็น

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองต้องยึดมั่นในวิชาชีพของตน กล้าที่จะรายงานในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องการฟัง ไม่ใช่รายงานในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องการฟังเท่านั้น บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาจถูกนายกรัฐมนตรีดูหมิ่นดูแคลนในสิ่งที่ตนรายงาน ก็อย่าเสียใจหรือท้อแท้ สุดท้าย ความจริงจะปรากฏ ขอให้ยึดมั่นใน "ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระ ไม่มีอคติ" และระลึกไว้เสมอว่า องค์การข่าวกรองรับใช้รัฐบาล ไม่ใช่พรรคการเมือง รับใช้นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยยึดผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง

ที่ต้องการเน้นในบทความนี้ คือ การนำข่าวกรองที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์วิจัยมาแล้วมาใช้ประโยชน์สูงสุด เพราะวัตถุประสงค์ของการหาข่าวก็เพื่อนำมาใช้ ไม่ใช่เพื่อรายงานแล้วเก็บใส่ลิ้นชัก หรือแจกจ่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

การรวบรวมข่าวเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แน่นอนต้องยอมรับว่า แม้เจ้าหน้าที่ข่าวทหาร ตำรวจ พลเรือน ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่สามารถทราบข่าวสารล่วงหน้าที่เป็นข่าวทางยุทธวิธีได้เพยงพอ ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ แต่ทราบว่าหน่วยข่าวได้ข่าวดีๆ ไม่น้อยทีเดียวและเป็นข่าวที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ที่สำคัญคือ เราใช้ประโยชน์จากข่าวสารและข่าวกรองนั้นเต็มที่แล้วหรือยัง? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำข่าวกรองนั้นมาใช้ประโยชน์ในทาง "การปฏิบัติการลับ" หรือ covert action ผ่านทางสื่อต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

การบริหารด้านการใช้ประโยชน์จากข่าวกรอง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อังกฤษ รัสเซีย ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก กล่าวคือ เขาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากข่าวกรองที่รวบรวมมาได้ด้วยความลำบากยากเย็น นัยหนึ่งต้องทำข่าวกรองให้ "ครบวงจร" โดยเฉพาะการใช้ข่าวกรองใน "สงครามข่าวสาร" ที่มี "สื่อเป็นสนามรบ" ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในชีวิตประจำวัน

เท่าที่เห็นการใช้ประโยชน์จากข่าวสารในสงครามต่อสู้กับการก่อการร้ายในชายแดนภาคใต้เริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ดี นอกจากจะต้องช่วงชิงพื้นที่ข่าวให้ได้แล้ว รัฐต้องช่วงชิงพื้นที่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้ได้ด้วย

การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ด้วยสติปัญญา ด้วยความเฉลียวฉลาดไหวพริบ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินมากกว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธ ถ้าเราแพ้ ก็ถือว่าเราโง่กว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ (อาทิตย์ 13 พ.ย. 48)