ทักษิโณมิกส์ : ภาคอวสาน ซุกหุ้น และขายชาติ

(ยุค ศรีอาริยะ คอลัมน์ สู่โลกอนาคต นสพ.ผู้จัดการรายวัน พุธ 1-8-15 มี.ค. 49 หน้า 13)

เรื่องราวของสรรพชีวิตในโลกมีหลายฉาก พลิกผันเปลี่ยนแปลงไปตามกฎแห่งกรรม มีฉากของการก่อเกิด รุ่งเรือง และจุดจบ ทักษิโณมิกส์ภายใต้การนำของคุณทักษิณก็ไม่แตกต่างออกไป ชีวิตที่เราเรียกว่า "ทักษิโณมิกส์" วันนี้ได้ก้าวย่างสู่ช่วงอวสาน มีสุภาษิตไทยบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "ปลาใหญ่มักจะตายน้ำตื้น" คนที่ยิ่งใหญ่มักจะเป็นเช่นนี้ เพราะคนที่ยิ่งใหญ่มักมองแต่เรื่องใหญ่ๆ ไม่แคร์ ไม่สนใจเรื่องเล็กๆ และมองข้ามเรื่องเล็กๆ ไม่เข้าใจทฤษฎี Chaos ว่าด้วยเรื่อง Butterfly Effect หรือปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก ซึ่งอธิบายว่า เรื่องเล็กๆ ในช่วงวิกฤตใหญ่ (Chaos) สามารถก่อสถานการณ์ใหญ่เกินคาดได้

ภาคอวสานของ "ระบอบทักษิณ" ปรากฏขึ้นเร็วอย่างเกินคาด หลังกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปด้วยเงินจำนวนเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท สำหรับคุณทักษิณ "เรื่องนี้" คือเรื่องเล็กๆ มากๆ และถูกกฎหมาย ไม่น่าก่อสถานการณ์ที่รุนแรงใหญ่โตขึ้นได้ แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่นักวิชาการเกือบทั่วประเทศออกมาเรียกร้องให้คุณทักษิณพิจารณาตัวเอง และมีส่วนผลักให้ขบวนการเคลื่อนไหวของคุณสนธิขยายตัวเติบใหญ่ ก่อเกิดกระแสต้านจากทุกกลุ่มชน แพร่ระบาด กระจายไปทั่วประเทศ

2 วันก่อน ผมไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปที่ตลาดตอนเช้า แม่ค้าคนหนึ่งกล่าวว่า

"เดี๋ยวนี้ คนรวย คนมีเงินเป็นหมื่นๆ ล้าน ไม่ต้องเสียภาษี มันรีดภาษี เก็บเฉพาะพวกเราเท่านั้น"

อีกคนเสริมว่า

"วันนี้ พวกเรามีแต่จนกับจน ไม่มียุคไหน สมัยไหน ประชาชนไทยถูกรีดภาษีหนักเท่ากับยุคนี้"

คนถัดไปพูดต่อว่า "เดี๋ยวนี้ มันนับภาษีกันเป็นชามๆ (ชามขายก๋วยเตี๋ยว)"

อีกคนหนึ่งบ่นอุบ

"ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และราคาน้ำมัน ก็มีแต่ขึ้นๆ ขึ้นทุกวัน แล้วไอ้หน้าเหลี่ยมกลับบอกว่า อีก 6 ปีจะไม่มีคนจน ข้าว่าอีก 6 ปีคนจนก็จะตายกันหมดประเทศ"

ผมถามแม่ค้าว่า "ถ้าไม่เอาทักษิณ แล้วจะเอาใคร"

แม่ค้าคนหนึ่งตอบว่า

"ศรีอยุธยา ไม่สิ้นคนดีหรอก"

อีกคนหนึ่งก็เสริมว่า

"คนดีๆ มีความรู้ มีศีลธรรมอยู่ข้างๆ ในหลวงท่านเยอะแยะ"

แม่ค้าคนแรกแย้งตบท้ายว่า

"ถึงจะเก่งกาจแค่ไหน ถ้าไร้ศีลธรรม ก็ไม่สมควรเป็นผู้นำ"

นี่คือความเข้าใจเรื่อง "ศีลธรรม" และ "จริยธรรม" แบบชาวบ้าน ซึ่งแตกต่างไปจากนักวิชาการ

วันนั้น ผมจึงเริ่มได้คิดว่าชาวบ้านฉลาดกว่าด๊อกเตอร์อย่างผมอีก

สมัยที่ผมเป็นเด็ก พ่อแม่สอนผมว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผมท่องจนขึ้นใจ แต่จริงๆ แล้ว ผมไม่แน่ใจนักว่าจริงหรือไม่ เพราะผมตอบไม่ได้ว่าทำไมคนเลวๆ จึงร่ำรวยเอา ร่ำรวยเอา

พอผมอายุมากขึ้น ผ่านเรื่องราวชีวิตมากมาย ผมจึงเริ่มรู้ว่า สรรพชีวิตขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้

ชีวิตของ ทักษิโณมิกส์ ก็ไม่แตกต่างออกไป

พรรคไทยรักไทยก่อกำเนิดขึ้น และขยายตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยนโยบายที่ดีๆ จำนวนหนึ่ง เริ่มจาก 30 บาทรักษาทุกโรค การพักชำระหนี้ การทำนโยบายกระตุ้นส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย รวมถึงการส่งเสริมการผลิตสินค้าแบบโอท๊อป (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)

นโยบายเหล่านี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับ "พรรคไทยรักไทย" อย่างมาก ประกอบกับคุณทักษิณเป็นผู้นำที่ขยัน และจริงจัง คุณทักษิณจึงสามารถชนะใจชาวบ้านได้

ผมจำได้ว่า ตอนตั้งพรรคใหม่ๆ เพื่อนๆ ของผมหลายคนเข้าไปช่วยทำงานให้กับพรรคไทยรักไทย เพื่อนๆ ได้ช่วยกันผลักดันนโยบายทางด้านสังคมที่ดีๆ เหล่านี้ออกมา

"กรรมดี" เหล่านี้จึงมีส่วนก่อเกิด และเมื่อประสานกับความสามารถในการใช้สื่อ พรรคไทยรักไทยจึงเริ่มผงาดขึ้นเหนือการเมืองไทย

ผมมาเริ่มตั้งคำถามกับพรรคไทยรักไทย เมื่อได้ข่าวว่ามีคนดีๆ จำนวนหนึ่ง อย่างเช่น ท่านอาจารย์หมอเกษม อาจารย์ปุระชัย....ได้ตีตัวออกจากพรรคไทยรักไทย

หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนๆ หลายคนก็เริ่มทยอยออกมา และสิ้นหวังกับพรรคไทยรักไทย

เจอเพื่อนเก่าคนหนึ่ง บอกว่า

"พี่ครับ เขา (คงหมายถึงคุณทักษิณ) ไม่ได้คิดถึงคนจนจริงๆ หรอก เขาเพียงหลอกพวกเราไปช่วยเขาสร้างภาพเท่านั้น ความจริงแล้วเขาทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจ และตลาดหุ้น"

ผมได้แต่ฟังเพื่อน ไม่ได้พูดอะไร และเริ่มสงสัยไทยรักไทยมากขึ้นๆ

เวลาผ่านไป เรื่องราวการคอร์รัปชันก็ปรากฏ เรียงร้อยกันออกมามากมาย

บางเรื่องไม่เรียกว่า คอร์รัปชันโดยทั่วไป หรือเรียกว่า คอร์รัปชันแบบถูกกฎหมาย แต่ผิดศีลธรรม

เริ่มจากการออก พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต เปลี่ยนการจ่ายค่าต๋งสัมปทานกิจการโทรศัพท์มือ ผลักภาระภาษีให้แก่ผู้บริโภค ทำให้บริษัท เอไอเอส ของตระกูลชินวัตร ประหยัดค่าสัมปทานไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท

หลังจากนั้น BOI ได้ให้สิทธิพิเศษย้อนหลังภาษีแก่บริษัทชินแซทเทลไลท์ ในการลงทุนดาวเทียมโดยไม่ต้องจ่ายภาษี เป็นเวลา 8 ปี ทำให้รัฐสูญเงินไป 1.6 หมื่นล้านบาท

ตามด้วย การลดค่าสัมปทานสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี จากประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท เหลือจ่ายเพียง 3 พันล้านบาท

สิทธิพิเศษเหล่านี้ถูกกฎหมาย แต่ผิดศีลธรรม และในเวลาเดียวกัน สิทธิพิเศษเหล่านี้ได้ทำให้ราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ป พุ่งขึ้นทุกวัน นำกำไรมหาศาลมาสู่ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ (กำไรสุทธิในระหว่างปี 2541 ถึง 2547 รวมกันเป็นเงินถึง 111,877 ล้านบาท)

ในเวลาเดียวกัน มีข่าวคอร์รัปชันในเรื่องอื่นๆ ปรากฏเด่นชัด หลายต่อหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนถึงเรื่องใหญ่ๆ ยกตัวอย่างเช่น

1. ทุจริตลำไยที่ภาคเหนือ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ และปิดไม่อยู่ แต่คนที่ต้องรับผิดกลายเป็นเพียงข้าราชการ ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่มีนักการเมืองเกี่ยวข้องเลย

2. โครงการประมูลต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่า 1.4 พันล้านบาท เรื่องนี้เกี่ยวพันกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี

3. เรื่องการจัดซื้อ และจัดจ้างเครื่องตรวจจับระเบิด CTX 9000 มูลค่า 4.3 พันล้านบาท ซึ่งได้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวมาก

4. โครงการสัมปทานคลังสินค้า ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งใช้งบไปถึง 8 หมื่นล้านบาท นับว่ามากจนผิดปรกติอย่างชัดเจน

5. โครงการประกวดราคาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 4 พันล้านบาท ที่ส่อเค้าว่ามีการฮั้วประมูล....ฯลฯ และยังมีอีกหลายเรื่อง

ทั้งหมด คือ อกุศลกรรมที่ "ทักษิโณมิกส์" เริ่มออกลายการกินเมือง

เรื่องอกุศลกรรมเหล่านี้ได้แพร่กระจาย กลายเป็นข่าวลือไปทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวของคุณสนธิมีส่วนช่วยแพร่กระจายเรื่องราวเหล่านี้ จนคนไทยเกือบทุกหมู่เหล่าได้รับรู้กันเกือบทั้งประเทศ

นี่คือ "กรรมเลว" ที่หันกลับมาทำลาย ทักษิโณมิกส์

---------------------------------

จำได้ว่าวันหนึ่งผมเจอเพื่อนที่ไปร่วมชุมนุมที่สวนลุมพินี ถามว่า

“ทำไมคุณยุคมาเข้าร่วมกับคุณสนธิ”

ผมตอบว่า

“เหตุผลที่ผมมาเข้าร่วม ไม่ใช่เรื่องสงสารคุณสนธิ และไม่ใช่เรื่องคอร์รัปชัน หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ผมมาเข้าร่วมเพราะผมเป็นชาวพุทธ”

เล่นเอาเพื่อนๆ มองหน้าผมด้วยความสงสัย ผมตอบว่า

“สิ่งที่ชาวพุทธรับไม่ได้คือ บาปกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่อง การ “ฆ่า” คน”

ผมบอกเพื่อนว่า

“ในยุคทรราช สมัยสฤษดิ์ ถนอม และประภาส ผู้คนที่ถูก “ฆ่า” น่าจะมีไม่เกิน 10 คน”

ผมกล่าวเสริมว่า

“ในช่วงที่ผ่านมา ผมติดตามปัญหาภาคใต้มาตลอด ศึกษาข้อมูลแล้วก็สลดใจ ไม่มีนักวิชาการคนใดจะปฏิเสธได้ว่า เหตุการณ์ภาคใต้มีสาเหตุหลักมาจากการอุ้มฆ่า อย่างน้อยที่สุด เท่าที่รู้คือ 106 ศพ”

ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่า คนเหล่านี้ ทำผิดอะไร ทำไมจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในแง่กฎหมาย

“การอุ้มฆ่าอย่างเมามัน” นี่คือที่มาของสงครามที่คนไทยต้องฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

เรื่องที่สะเทือนใจผมอย่างมาก คือเรื่องการอุ้มฆ่า “คุณสมชาย นีละไพจิตร”

คุณสมชายผิดอะไร ถ้า “ผิด” ทำไมไม่นำมาขึ้นศาล เพื่อพิสูจน์ความผิด

คุณทักษิณมักจะอ้างว่า มีคน 19 ล้านคนเลือกมาเป็นนายก แต่คน 19 ล้านคนที่เลือกมาไม่ได้ให้อำนาจนายกฯ ทำอะไรก็ได้ หรือยืนอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง ผมคิดว่าในจำนวนคน 19 ล้านคน ไม่มีใครสักคนเดียว ที่จะเห็นว่า การฆ่าคนอย่างเมามัน คือเรื่องถูกต้องและชอบธรรม

จนถึงวันนี้ วิญญาณของคุณสมชาย และชาวไทยมุสลิมอีกกว่าร้อยชีวิต ยังวนเวียนและร้องหาความยุติธรรมอยู่

ตราบใดที่ “คนบาป” ยังไม่ถูกจับมาลงโทษ ไม่มีวันที่วิญญาณเหล่านี้จะไปผุด ไปเกิด

ผมบอกเพื่อนๆ ว่า “การฆ่า คือ บาปที่หนักที่สุด”

และกล่าวเสริมว่า

“เราชาวพุทธทุกคนล้วนแต่มีความอดทนอดกลั้นเป็นที่ตั้งด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อเรารู้ว่า อะไรเป็นอะไร ก็ต้องลุกขึ้นต่อสู้กับอธรรม จะเมินเฉย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ได้”

จะวางตัวเป็น “กลาง” แบบไม่ทำอะไรนั้น ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีคำว่า “เป็นกลาง” ระหว่าง “ธรรม” กับ “อธรรม”

เส้นทางของชาวพุทธมีเพียงเส้นทางเดียว ที่ยืนแนวแน่อยู่บนสายธรรม พิทักษ์ธรรม และสู้เพื่อความดีงาม

ชาวพุทธที่แท้นั้น เวลาสู้ ก็จะสู้แบบอหิงสา ไม่มีเจตนาจะทำลายอะไร แต่เป็นไปเพื่อประกาศธรรม

เราชาวพุทธมีหน้าที่ ที่ต้องสร้างและพัฒนา “ธรรม” ไม่เพียงสร้าง “ธรรม” กลางดวงใจของเราเท่านั้น แต่เราต้องช่วยกันสร้างสังคมและการเมืองให้มี “ธรรม” เป็นหัวใจด้วย

เมื่อคนบาปครองเมือง เราจะคิด “ปรองดอง” กับคนบาปและอธรรม โดยไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับเราร่วมทำบาปทำกรรมแก่แผ่นดินด้วย เพราะเท่ากับเรามีส่วนส่งเสริมให้ “อธรรม” กินบ้านครองเมือง

เราชาวพุทธ ต้องแนวแน่ แก้ไขในสิ่งผิด

ผมบอกเพื่อนๆ ว่า

“เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อทำลายคุณทักษิณ แท้จริงแล้ว คุณทักษิณทำลายตัวเองด้วย “อกุศลกรรม” ที่เขาก่อขึ้นเอง เราสู้เพื่อให้คุณทักษิณเองตาสว่างขึ้น และเข้าใจว่าตัวเองก่อกรรรมอะไรไว้บ้าง”

“อกุศลกรรม” ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด คือ ที่มาแห่งความเสื่อม

ผมกล่าวอย่างสรุปว่า

“ใครก่อกรรมดี ย่อมได้ดี ใครก่อกรรมชั่ว ก็ต้องได้รับผลกรรมที่ตนเองทำ”

ฉากสุดท้าย และเรื่องราวแห่งความตาย

คนโบราณมักกล่าวว่า เมื่อกรรมบังตา ทุกอย่างก็จบ อวสานของทักษิโณมิกส์ก็ปรากฏขึ้น จำนวนเงินถึง 73,000 ล้านบาท ได้กลายเป็นกรรมที่บังตา มีใครบ้างเล่าที่หลงอยู่ในความโลภ จะละได้

ผมคิดว่า ฉากอวสานของทักษิโณมิกส์ เริ่มเรื่องจากการขายหุ้นชินฯ หลังจากนั้น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ได้ออกมาแถลงข่าวเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ป มีนักวิชาการมากมายออกมาวิจารณ์ ดร.สุวรรณ กันทั่วประเทศ

ผมบอกบรรดาเพื่อนๆ ว่า อย่าไปว่าท่านเลย ท่านมีส่วนช่วยชาติ (อย่างยิ่ง) เพราะท่านช่วยให้คนไทยทั้งประเทศ ตาสว่าง

ตอนที่ท่านแถลง ผมจับประเด็นที่น่าสนใจได้ 2 ประเด็น

ประเด็นแรก ท่านบอกว่าคุณทักษิณตั้ง Ample Rich (หรือที่แปลเป็นไทยว่า บริษัทมหารวย) ขึ้นที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น เพื่อจะนำเอาบริษัทชินฯ เข้าตลาดหุ้นที่แนสแด็ก

ตอนนั้นนั่งฟังอยู่กับเพื่อนๆ ผมจึงบอกเพื่อนๆ ว่า

“ที่เกาะนี้ ไม่มีนักวิชาการ และนักธุรกิจระหว่างประเทศคนใดไม่รู้ว่า ที่นี้ คือ ที่ ซุกเงิน ซุกหุ้นและแหล่งหลบภาษี ของพวกอภิมหาเศรษฐีโลก และบริษัทข้ามชาติระดับโลก”

ผมกล่าวเสริมว่า

“บริษัทไหนมีสาขาที่นี่ ไม่มีสิทธิ์ หรือไม่มีทางจะเข้าตลาดแนสแด็ก เพราะแสดงชัดว่าบริษัทนั้น เป็นบริษัทที่มีความไม่โปร่งใสซ่อนอยู่ เพราะที่เกาะนี้จะปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการไหลเวียนของเงิน และหุ้นที่ซุกอยู่ รวมทั้งไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ได้”

คุณสุวรรณบอกว่า ตอนนั้นไม่ได้เอาบริษัทชินฯเข้าตลาด เนื่องจากตลาดแนสแด็กตกต่ำ ก็พอฟังได้ แต่พอเช็กข้อมูลก็พบว่า ในช่วงปี 2000 จนถึงปลายปียังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกา และตลาดหุ้น อเมริกาขยายตัว ทำให้คำยืนยันของคุณสุวรรณไม่น่าเชื่อถือ

ประเด็นที่สอง คุณสุวรรณบอกว่า ก่อนที่คุณทักษิณจะเข้ารับตำแหน่ง ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในนามของ Ample Rich ให้แก่ลูกชาย (ต่อมาแบ่งให้ลูกสาว) ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว

ผมและเพื่อนๆ ฟังจบ ก็สรุปร่วมกันว่า

“คุณทักษิณซุกหุ้น ที่ Ample Rich ในนามของลูกชาย และลูกสาว”

ทำไม “ซุกหุ้น” เนื่องจากลูกชายและลูกสาวคุณทักษิณไม่เคยแจ้งว่า “มีหุ้น” ดังกล่าวแก่ ก.ล.ต.เลย จนเรื่องมาแดงขึ้นหลังจากการขายหุ้นชินฯ ดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าทั้งลูกชายและลูกสาวคุณทักษิณมีเจตนาซุกหุ้น

คำถามที่ต้องตอบคือ ถามลูกๆ ซุกหุ้น พ่อซุกหุ้นด้วยหรือเปล่า

ถ้าตอบในแง่กฎหมาย อาจจะตอบว่า พ่อไม่ได้ “ซุก”

แต่ถามตอบในแง่วัฒนธรรม ต้องกล่าวว่า “ซุก” แน่นอน เพราะคนจีนที่ทำธุรกิจในประเทศไทย วางฐานเศรษฐกิจบนฐานครอบครัวที่ถือว่า “พ่อเป็นใหญ่” บริษัทชินวัตรจึงเป็นบริษัทครอบครัว เป็นธุรกิจที่ทำกันทั้งครอบครัว แม้ว่าคุณทักษิณจะทำงานการเมือง แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ภรรยาคุณทักษิณชินวัตร ก็ช่วยดูแลธุรกิจของตระกูลชินวัตรอยู่ด้วย ในกรณีนี้ ลูกๆ แม้จะบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ยังต้องทำทุกอย่างตามคำสั่งแม่และพ่อ พูดง่ายๆ มองในแง่วัฒนธรรม “แม่” คือผู้คุมตัวจริงในทางธุรกิจ แต่ในกรณีครอบครัวคนจีน แม่จะทำธุรกรรมใดๆ ก็ต้องปรึกษาพ่อก่อนเสมอ

นอกจากนี้ คุณทักษิณจะอ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง” ลูกชายและลูกสาว “ซุกหุ้น” ไม่ได้ เพราะว่า ตามที่คุณสุวรรณแถลง คุณทักษิณเป็นคนขายหุ้นดังกล่าวแก่ลูกชายด้วยตัวเอง

ดังนั้น ในแง่กฎหมาย คุณทักษิณจึงมีส่วนสมรู้ร่วมคิด ช่วยให้ลูกชายและลูกสาว “ซุกหุ้น” และช่วยปกปิดการซุกหุ้นครั้งนี้ด้วย

ถ้ามองในด้านวัฒนธรรม สามารถกล่าวอย่างสรุปว่า

คุณทักษิณ นั่นแหละคือ “ไอ้ตัวซุกหุ้น” และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพราะลูกๆ ของคนจีน แม้ว่าจะบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ยังต้องเชื่อฟังพ่อและแม่ และต้องทำตามคำสั่งของพ่อแม่

พูดง่ายๆ “พ่อ” คือ คนสั่งให้ ลูกๆ “ซุกหุ้น” แทนพ่อ ในนามของลูก

หุ้นนี้ถูก “ซุก” อยู่หลายปีมาก แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ได้มีความพยายามของลูกชายและลูกสาวแม้แต่น้อยที่จะนำบริษัทชินฯ เข้าตลาดแนสแด็ก แม้ว่าตลาดดังกล่าวมีช่วงที่ตลาดขยายตัว นี่แสดงชัดว่า ข้ออ้างว่าตั้ง Ample Rich เพื่อจะเอาเข้าแนสแด็ก จึงเป็นเรื่อง “โกหก”

แต่การขายหุ้นครั้งนี้ มีเรื่องที่สำคัญกว่าข้อหา “ซุกหุ้น” นั่นคือ ข้อหา “ขายชาติ”

---------------------------------

ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร เขียนบทความเรื่อง “สู่เมืองขึ้นยุคทุนใหญ่ครองชาติ” มีข้อความน่าสนใจว่า

“อย่าลืมว่า ขณะนี้ ทุนข้ามชาติจากประเทศเล็กอย่างสิงคโปร์ได้ควบคุมเศรษฐกิจไทยในสาขาหลักๆ ไว้ มีหุ้นกระจายอยู่แทบทุกสาขา เรียกว่า ได้ยึดเส้นเลือดใหญ่ไว้ โดยทุนสิงคโปร์ล้วนแล้วเป็นทุนรัฐบาลมีหุ้นใหญ่ จึงต้องตระหนักให้ดีว่า ทุนสิงคโปร์เป็นทุนนายหน้าของทุนอเมริกันด้วย เมื่อถูกทุนสิงคโปร์เทคโอเวอร์ ก็เท่ากับถูกอเมริกาครอบครองเช่นกัน”

คำเตือนของ ดร.วิวัฒน์ชัย ทำให้ผมคิดย้อนไปเรื่องฟองสบู่แตกปี 2540 ตอนนั้น จอร์จ โซรอส ได้เข้าโจมตีค่าเงินบาทไทย หลังจากการโจมตี ทุนสิงคโปร์ได้เข้ามายึดครองเส้นเลือดทางเศรษฐกิจไทยโดยการเข้ามาควบคุมเทคโอเวอร์กิจการขนาดใหญ่ อย่างเช่น ธนาคาร และธุรกิจขนาดใหญ่ต่างๆ

กล่าวอย่างสรุปก็คือ ไอ้ตัวทำลายประเทศไทย ไม่ใช่ นายจอร์จ โซรอส เท่านั้น ความจริงแล้วนี่คือกระบวนการยึดครองชาติไทยโดยทุนไร้พรมแดนอเมริกาที่มีประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์ในเอเชีย

ผมเกิดความสงสัยว่า คุณทักษิณ ที่ได้ชื่อว่า “อัศวินคลื่นลูกที่สาม” ไม่รู้เรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อยเลยหรือ หรือว่าทำเป็น “โง่” ไม่รู้เรื่อง

ผมเริ่มสงสัยต่อว่า ตอนฟองสบู่แตกปี 2540 คุณทักษิณเองร่วมมือกับ นายจอร์จ โซรอส ขายทิ้งเงินบาท จนทำให้ประเทศไทยและคนไทย “ฉิบหาย” กันทั้งประเทศ??

แต่นี่คือข้อสงสัยเท่านั้น เพราะไม่มีใครมีหลักฐานยืนยันว่า คุณทักษิณรู้ว่าประเทศไทยจะประกาศลดค่าเงินบาทล่วงหน้าหรือไม่

ที่น่าสงสัยคือ ช่วงปี 2540 ก่อนฟองสบู่จะแตก ตอนนั้นคุณทักษิณเป็นรองนายก และคุณทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อท่านใกล้ชิดกับคุณทักษิณมากๆ ท่านไม่กระซิบเรื่องการลดค่าเงินให้คุณทักษิณทราบหรือ ??

นี่ก็เป็นข้อน่าสงสัยเท่านั้น ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า คุณทักษิณสมคบกับ นายจอร์จ โซรอส

ผมเป็นคนขี้สงสัยมากๆ คือ หลังจากประเทศฉิบหาย ทำไมคุณทักษิณ “ร่ำรวยเอา” ร่ำรวยเอา นายทุนคนไทยอื่นๆ ล้วน “หายนะ” เกือบทั่วหน้า

สิ่งที่ทำให้ผมเพิ่มความสงสัยออกไปอีกคือ ก่อนการขายหุ้นชินฯ รัฐบาลทักษิณได้แก้ไขกฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 เปิดให้คนต่างชาติถือหุ้นได้เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 49 เปอร์เซ็นต์ ดูท่านจะเอาใจ และรัก “คุณ” ต่างชาติจริงๆๆๆๆๆ

ในเวลาเดียวกัน ท่านก็ประกาศเชื้อเชิญให้ทุนต่างชาติเข้ามาดำเนิน “อภิโครงการ” ในประเทศไทย ทำให้ผมเริ่มเชื่อว่า ท่านช่างรักคนต่างชาติจริงๆ

ข้อสงสัยผมยังไม่จบ เพราะผมเป็นคนขี้สงสัยมากๆ

การขายชินคอร์ปให้บริษัทของสิงคโปร์ ก็น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า “ผู้ขาย” ขายชาติ เพราะการขายครั้งนี้ถือได้ว่า ขายสมบัติของชาติให้สิงคโปร์ยึดครอง

เพราะการขายบริษัทชินฯ ในเวลาเดียวกันคือ การขายวงจร และตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติร่วมของคนไทยทั้งประเทศ องค์กรนานาชาติเรื่องการจัดการดาวเทียม (ITSO) ได้กำหนดตำแหน่งพื้นที่ และวงจรให้เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของแต่ละประเทศ ไม่สามารถขอเพิ่มได้อีก

ขายเส้นทางการทางสายการบิน (AIR ASIA) ก็ถือว่าเป็นการขายสมบัติของชาติ เพราะองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศถือว่าเส้นทางการบินเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศนั้น

นอกจากนี้ ยังขายคลื่นความถี่ ไม่ว่ากรณีมือถือ และโทรทัศน์ (ไอทีวี) ซึ่งถือว่าเป็น “ทุนสาธารณะ” ก็เป็นสมบัติร่วมของแผ่นดิน

คุณทักษิณไม่รู้เลยหรือว่า ทุนสิงคโปร์ได้เข้ายึดเมืองไทย และเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ฟองสบู่แตกปี 2540 และไม่รู้หรือว่า การขายบริษัทชินคอร์ปครั้งนี้ คือ “การยกประเทศไทย” ให้ทุนสิงคโปร์ และทุนอเมริกายึดครอง

ผมคิดว่า คนที่อ้างว่า “รักชาติ รักแผ่นดิน” มาตลอด ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ได้อย่างไร

การขายชาติครั้งนี้มีส่วนทำให้ คุณทักษิณ และครอบครัวได้เงินถึง 7 หมื่นว่าล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษี แม้แต่บาทเดียว

ถือได้ว่าเป็น “การขายชาติที่สมบูรณ์แบบ” อย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การขายชาติโดยไม่เสียภาษี ยังก่อเกิดปัญหาทางจริยธรรมอย่างมากเพราะคุณทักษิณเป็นนายกมาถึง 5 ปี ไม่รู้หรือว่ากฎหมายเรื่องการไม่เก็บภาษีในตลาดหุ้นนี้ มีช่องโหว่ ที่เปิดให้คนรวยไม่ต้องเสียภาษี

ถ้าคุณทักษิณรู้ว่ากฎหมายดังกล่าวมีช่องโหว่ ทำไมคุณทักษิณไม่เคยคิดจะแก้กฎหมายดังกล่าว

จะอ้างว่าเป็น “ธรรม” ได้อย่างไร ในเมื่อคนรวยมีรายได้ หรือกำไรนับหมื่นๆ ล้านไม่เสียภาษีสักบาทแต่ประชาชนตาดำๆ ทำมาหากินมีรายได้ไม่พอยังชีพ ยังต้องเสียภาษี

ผมคงจบด้วยคำถาม 3 คำถาม

ขอให้คนไทยทั่วประเทศ และเพื่อนรักที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย และร่วมสู้กับผมในช่วง 14 ตุลาช่วยตอบคำถามทั้งสาม

คำถามแรก นายกฯ ทักษิณ มีจริยธรรมหรือไม่

คำถามที่สอง นายกฯ ทักษิณ (ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ และลูก) ซุกหุ้นหรือเปล่า

คำถามที่สาม นายกฯ ทักษิณ (รวมทั้งครอบครัว และบริษัทชินฯ) ขายชาติหรือไม่

และฝากคำถามสุดท้ายให้ คุณจาตุรนต์ คุณเกรียงกมล คุณภูมิธรรม และเพื่อนๆ 14 ตุลา ที่ผมนับถือและศรัทธาว่า “ท่านทั้งหลายคือคนดีของแผ่นดิน” ว่า “ไม่ละอายใจบ้างหรือ ที่ยังยอมก้มหัวทำงานให้แก่คนที่ไร้จริยธรรม ขายชาติ และโกงแผ่นดิน”

บทสรุป

ถ้าเราศึกษาเรื่อง “ทักษิโณมิกส์” ด้วยวิถีพุทธ เราก็จะเข้าถึงธรรม นั้นคือ “กฎแห่งกรรม”

ทุกสิ่งนั้นก่อเกิด หรือเสื่อมไป ล้วนหลีกเลี่ยงกฎแห่งกรรมไปไม่พ้น

รากแห่งความเสื่อมนั้นเริ่มจากอัตตา “ข้าแน่ ข้าเก่งคนเดียว” หรือเรื่อง “ตัวกูของกู” ที่ท่านพุทธทาสสอน

“อัตตานี้ฝังรากมาตั้งแต่เป็นเด็ก ยิ่งเรียนเก่ง ยิ่งเป็นด๊อกเตอร์ ก็ยิ่งสูงล้ำด้วยอัตตา”

“อัตตา ตัวกูของกูนี้ ถูกขยายเพิ่มด้วยความ “สำเร็จ” จนกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่ความสำเร็จที่ผ่านมาล้วนแต่อาศัยเส้นสายวงใน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงการของตำรวจ รวมทั้งการหากินกับระบบราชการที่คอร์รัปชัน”

ความสำเร็จแบบนี้เองที่ผลักให้คุณทักษิณมุ่งสู่เส้นทางการเมือง ใช้ “อำนาจเงิน” ซื้อทุกอย่าง ซื้อ ส.ส. ซื้อเสียง ซื้อพรรคการเมือง จนประสบความสำเร็จทางการเมือง

ยิ่งทำให้อัตตาขยายตัวออกไปอีก

ยิ่งมีอำนาจ ก็จะยิ่งหลงอำนาจ ยิ่งเงินทองไหลเข้ามาไม่หยุด ยิ่งหลงเงินหลงทอง

“ความหลง” ได้กลายสภาพเป็น กรรมที่ “บังตา” บรรดาผู้มีอำนาจ

“คิดว่า มีอำนาจล้นฟ้า จะทำอะไรก็ได้”

ผลที่ตามมาคือ การก่อเกิดระบบการเมือง และระบบเศรษฐกิจที่รวมศูนย์อำนาจ และความมั่งคั่งทุกอย่างที่ “ข้า และเครือญาติของข้า”

คุณทักษิณทำให้คนไทยหลงเชื่อว่าระบบ “ข้าแน่คนเดียว” ทางการเมือง คือระบบที่ดีที่สุด

ความจริงแล้ว นี่คือ ระบบการเมืองที่เลวที่สุด เพราะระบบการเมืองแบบนี้เป็นระบบที่คนดีๆ วิ่งหนี และตีจาก จะเหลือแต่คนเลวๆ ที่คอยประจบสอพลอ

เมื่อบรรดาคนเลวๆ ผนวกรวมตัวกันครองบ้าน ครองเมือง บ้านเมืองก็เข้าสู่สภาวะวิกฤต

นี่คือ ที่มาของระบบทักษิโณมิกส์ ที่นักวิชาการอย่าง คุณธีรยุทธ เรียกว่า “โคตรโกง” หรือ “โกงทั้งโคตร”

นี่คือ ระบบทักษิโณมิกส์ ที่ถูกประณามไปทั่วโลกในเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง (การฆ่าคนไม่น้อยกว่า 2,000 คน รวมทั้งคุณสมชาย)

ผลที่ตามมาก็คือ การเบ่งบานของการโกงกิน หรือ การคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจเถื่อนเหนือกฎหมายบ้านเมือง และรัฐธรรมนูญ

นี่คือ รากที่มาของสภาวะที่เรียกว่า Chaotic หรือปั่นป่วนอย่างยิ่งทางการเมือง

คนพุทธมักจะไม่ชอบความวุ่นวาย และความรุนแรง แต่เราต้องเข้าใจว่า ความปั่นป่วนในตัวเองคือ หลักธรรมชาติ หรือหลักธรรมของทุกชีวิต และสังคม

เพราะความปั่นป่วน คือที่มาแห่งการเปลี่ยนแปลง

นี่คือหลักธรรมที่ชาวพุทธเรียกว่า หลักอนิจจัง (หรือการพลิกผัน) พลิกจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง

ถ้าพูดแบบพุทธ เมื่อ “อธรรม” ครองเมือง เราชาวพุทธต้องช่วยกันประกาศธรรม ช่วยกันดับทุกข์เข็ญของแผ่นดิน

หลักอิชิงของเต๋า สอนเราว่า

“เมื่อเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง อย่าเมินเฉยนิ่งดูดาย เรา “ทุกคน” ต้องร่วมกันลุกขึ้น และรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว

ใช้ “ภูมิปัญญา” นำการต่อสู้ ใช้ความรู้ และความจริงเป็นอาวุธ

ต้องยืนหยัดแน่วแน่ และต้องต่อสู้อย่าง “สันติวิธี”

หลักอิชิง กล่าวถึงเคล็ดลับในการต่อสู้ไว้ว่า

เมื่อผู้คนหลั่งไหลรวมพลังกัน ด้วยจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยรักชาติ รักแผ่นดิน พลังฟ้า และดินจะเคลื่อนเข้ามาบรรจบ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และอย่าง “สันติ” ก็จะปรากฏขึ้น

ถึงเวลาที่เราชาวไทย เจ้าของอำนาจอธิปไตย ต้องลุกขึ้นมา ช่วยกันกวาด และล้างบ้าน ทำความสะอาดบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ธรรมะ ความสุขสงบ และความรุ่งเรืองก็จะกลับคืนมา