ณรงค์ เพชรประเสริฐ 'ทักษิณ 2' ไม่ราบรื่น
(แทบลอยด์ นสพ.ไทยโพสต์ อาทิตย์ 13 กุมภาพันธ์ 2548)
และนี่ก็ไม่ใช่ "ขาประจำ" (แม้อาจจะเริ่มเป็น) เพราะ อาจารย์ณรงค์ เพชรประเสริฐ แห่งศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เพิ่งจะโบกมือลาพรรคไทยรักไทยมา 4 เดือนเท่านั้น หลังจากไปเป็นนักวิชาการพรรคมา 5 ปี เป็นประธานบอร์ดและบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ 5 แห่ง
แถมเจ้าตัวยังบอกอย่างเปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาขอกากบาท "ไม่เลือกใคร"
วิเคราะห์เลือกตั้ง ชนะแต่อย่าเหลิง
"ทำไมไทยรักไทยชนะถล่มทลาย ถ้าเป็นผม ผมไม่เซอร์ไพรส์ ไม่เซอร์ไพรส์เลย เป็นเรื่องปกติ ถามว่าทำไมเป็นเรื่องปกติ มันมีปัจจัยที่ถูกกำหนดไว้"
"ปัจจัยที่
"คนเลือกมี 3 กลุ่ม 1.เห็นด้วยในนโยบาย คนชั้นกลางบางส่วนก็มี 2.เลือกเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า 3.เลือกเพื่อถ่วงดุล คนเลือกถ่วงดุลก็ไม่น้อยนะ แต่เลือกไปตัดกันเอง เมื่อปัจจัยตัวที่ 3 ไม่มีผล ก็เหลือ 1 กับ 2 มันก็ไม่แปลก แต่ถ้าคุณมองกลับว่าในกรุงเทพฯ สมมติแยกขั้วระหว่างคนเลือกไทยรักไทยกับคนไม่เลือก มันยังตอบไม่ได้นะ บางเขตไทยรักไทยมากกว่า บางเขตก็ไม่มากกว่าแต่ชนะ เพราะฉะนั้นจะไปตัดสินด้วยคำว่าชนะไม่ได้ ชนะเพราะมีคะแนนสูงสุด แต่ว่าไม่ได้มีคะแนนเกินครึ่งของคะแนนที่ลง ถ้าเราจะบอกเอารัฐบาลกับไม่เอารัฐบาล ก็คงต้องดูคะแนนเกินครึ่งหรือไม่เกินครึ่ง"
"ผมพูดเพื่อเตือนว่าอย่าไปหลงคะแนน คนที่สนับสนุนรัฐบาลในการเลือกตั้งกับคนที่ปฏิเสธรัฐบาล มันไม่ใช่ชนะกันถล่มทลาย ในกรุงเทพฯ นี่เห็นชัดเจน รัฐบาลชนะหวุดหวิด-เสมอ-แพ้ อย่าไปคิดว่าได้ 32 เขต ใน 37 เขตมันยังมีคนปฏิเสธรัฐบาลอยู่ อาจจะเป็น 10 เขตด้วยซ้ำไป ซึ่งคนที่ยอมรับกับคนปฏิเสธรัฐบาลมันก้ำกึ่ง เพราะฉะนั้นการมองภาพอย่างนี้ในทางยุทธศาสตร์ เมื่อมันเกิดวิกฤติอะไรขึ้นมากับรัฐบาล คนที่พร้อมจะค้านรัฐบาลก็มีอยู่ไม่น้อย อย่าวิเคราะห์ว่าถล่มทลาย เพราะปัจจัย 5 อย่างมันไม่ใช่อย่างนั้น ผมห่วงแต่ว่าพอคะแนนออกมาอย่างนี้จะเหลิงคะแนน ลืมคิดว่าที่มาของคะแนนเป็นอย่างไร"
"เวลามองการเมืองไทยอย่ามองตามกระแส แต่คนทั่วไปต้องคิดอย่างนั้นมันช่วยไม่ได้ แต่ถามว่าทำไมผมคิดอย่างนี้ เพราะผมเป็นนักวิชาการ เรามีหน้าที่แกะกล่อง เรามองสินค้าเราไม่มองที่กล่อง ไม่ใช่กล่องสวยแล้วข้างในจะสวย ต้องแกะกล่องออกมาดูก่อน แต่คนทั่วไปมองที่กล่องก่อน"
5 ความขัดแย้ง
แม้พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้ง อาจารย์ณรงค์ก็ยังมองว่ามีปัญหาความขัดแย้ง 5 ประการที่ดำรงอยู่
บอกว่า 5 ความขัดแย้งนี้จะเป็นความไม่ราบรื่น ซึ่งเกิดจากธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่ยังเหนียวแน่นกับผลประโยชน์ แทนที่จะเสียสละมากขึ้น
"ผมไม่สามารถบอกว่าอยู่ได้หรือไม่ได้ แต่ว่าไม่ราบรื่นแน่นอน"
นอกจากปัจจัยทางการเมืองอันเนื่องจากความขัดแย้งทางสังคม อาจารย์ณรงค์ ยังชี้ไปที่
แต่ดอกเบี้ยขึ้น น้ำมันขึ้น ก็เป็นทั่วโลก ทุกประเทศได้รับผลกระทบ
"คำถามคือคุณจัดการได้หรือเปล่าล่ะ สิ่งที่ผมพูดคือเรากำลังไม่ราบรื่นเพราะปัจจัยภายนอก
ปัญหาคือคุณยังนึกไม่ออกว่าจะจัดการกับปัญหาภายนอกยังไง จัดการได้ดีหรือไม่ แน่นอนคุณต้องพยายามจัดการ แต่ปัญหาน้ำมันชนะไม่ได้หรอก แล้วอย่ามองแยกส่วน ปัญหาภายนอกเข้ามาปัญหาภายในคือคุณขัดแย้งใช่ไหม ความขัดแย้งผสมปัจจัยภายนอกอะไรเกิดขึ้น"ใช่ไหมว่าส่วนหนึ่งจะกระทบนโยบายประชานิยมด้วย
"ในเมื่อนอกเหนือกฎเกณฑ์ มันก็มีสิ่งอื่นที่นอกเหนือกฎเกณฑ์ได้เหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง เขาคิดแปลกๆ ที่จะแก้ปัญหา แล้วมันก็เกิดวิธีแปลกของปัญหา เหมือนเราบอกว่าเดี๋ยวนี้เรามีเทคโนโลยีรักษาโรคทุกชนิดได้ ปรากฏมันมีโรคที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าจะไม่มี เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง มันไม่มีกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์บางครั้งมันเกิดขึ้นนอกเหนือความคาดคิด เมื่อเราสามารถประดิษฐ์คิดค้นอะไรต่างๆ เพื่อควบคุมสภาพการณ์ได้ มันจะมีปัจจัยที่นอกสภาพการณ์เกิดขึ้น เหมือนเราบอกปักษ์ใต้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ใครจะคิดว่าจะเกิดสึนามิ"
บอกว่าเราเชื่อว่ามีความไม่ราบรื่น แต่ก็ยังเชื่อว่านายกฯ จะเอาตัวรอดได้
"มันอยู่ที่ว่าคุณสามารถจัดสรรประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนด้วยกันเองลงตัวหรือไม่ ทุนที่ back up รัฐบาลนี้อยู่ ไม่ใช่ทุนที่จะใช้กลไกการแข่งขันเสรี แต่เป็นทุนที่แอบอิงอำนาจรัฐ ฉะนั้นกลุ่มทุนนอกรัฐเขาบอกไม่แฟร์นี่หว่าแข่งอย่างนี้"
แต่ก็ไม่มีผลในการเลือกตั้งครั้งนี้? "นั่นไงคุณไม่เข้าใจอำนาจของทุนนิยม"
"สังคมไทยมันพัฒนามาบนเส้นทางที่แตกต่าง ประชาธิปไตยที่เราได้มามันเป็นบทบาทคนชั้นกลาง เอกราชของมาเลย์มันได้มาโดยบทบาทของกลุ่มทุนและชนชั้นนำ ดังนั้นกลุ่มทุนหรือชนชั้นนำของมาเลย์มันนำได้ตลอด แต่บทบาทประชาธิปไตยของเรามาจากคนชั้นกลาง มันเป็นมรดกของชนชั้นกลาง คุณจะเห็นว่า 2475 ก็นำโดยคนชั้นกลางโดยมีคนชั้นสูง back up การปฏิวัติประชาธิปไตยปี 2516 ก็คนชั้นกลาง แต่เมื่อได้มาแล้วคนชั้นกลางอ่อนแอเกินไป ดังนั้นการที่คนชั้นสูง คนรวยมากๆ จะเข้ามาผูกขาดประชาธิปไตย มันคือการทำลายมรดกคนชั้นกลาง คำถามของผมคือ คุณแน่ใจหรือว่าคนชั้นกลางจะยอมตลอดไป"
ฝากความหวังชนชั้นกลาง
ในทัศนะอาจารย์ณรงค์ ไทยรักไทยคือพรรคทุนใหม่ ที่มาแทนที่ตัวแทนทุนเก่า มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกว่า แต่ก็ยังเป็นตัวแทนของทุนอยู่ดี
แต่ประชาชนไม่เห็น หรือเห็นเขาก็ยังคิดว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลนี้มากกว่ารัฐบาลอื่น
"ผมไม่แปลกใจอะไร เพราะ 4 ปีที่ผ่านมาอาจจะเป็นเพราะคนช็อกกับปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็คิดหวังเพียงอย่างเดียวว่าเศรษฐกิจโตขึ้นมาได้ยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยลืมไป เนื่องจากเราไม่ละเอียดอ่อนในการวิเคราะห์การเมือง เนื่องจากเราไม่ละเอียดอ่อนในการวิเคราะห์ระบบ คือลืมไปว่าสังคมไทยขณะนี้มันเป็นสังคมทุนนิยมสมบูรณ์ไปแล้ว สังคมปัจจุบันที่อยู่กับวิถีทุนร้อยละประมาณ 80 ของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยจะเจ๊งไม่เจ๊งมันอยู่ที่การตัดสินใจของเอกชนเป็นด้านหลัก การตัดสินใจของรัฐเป็นด้านรอง รัฐช่วย stimulate หล่อลื่น แต่ตัวชี้ขาดคือเอกชน ถามว่าเศรษฐกิจมันฟื้นตัวขึ้นมาได้ตัวชี้ขาดคือรัฐหรือไม่ ในความคิดของผมไม่ใช่ เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมารัฐเป็นพระรอง เอกชนเป็นพระเอก"
แต่รัฐบาลนี้เขาก็ทำได้ดี ในบทบาทนี้
"คนชั้นกลางมีการศึกษาเท่าคนชั้นสูง เท่ากับคนรวย แต่คนชั้นกลางก็ไม่มีผลประโยชน์ติดตัวทางธุรกิจมากเกินไป เขาอาจจะเป็นนักบริหาร ไม่ใช่เจ้าของกิจการ เพราะฉะนั้นจะไม่มีความพัวพัน-คนเราต้องยอมรับนะ มนุษย์ปุถุชนไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราย่อมมีโลภ โกรธ หลง ถ้าเรามีสิ่งที่เราห่วงมาก การตัดสินใจของเรามันก็ถูกพัวพันกับความห่วง สมมติคุณมีธุรกิจหมื่นล้าน แล้วเราห่วงว่าถ้านโยบายอย่างนี้ทำให้ธุรกิจคุณเสียหายหรือเปล่า แต่ถ้าคนชั้นกลางไม่มีตัวนั้น เราตัดสินใจอย่างปลอดโปร่ง เอ้าบริษัทนี้อาจจะเสียหายแต่อีก 99 บริษัทมันดี ก็ตัดสินใจเลย เพราะไม่ใช่บริษัทของเรา แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ 99 บริษัทได้ประโยชน์ มี 1 บริษัทของเราเสียหายอยากจะถามว่าคุณกล้าตัดสินใจไหม นี่ไงความพัวพัน"
แต่มองตอนนี้เหมือนพลังชนชั้นกลางปลุกไม่ขึ้นแล้ว อนาคตจะเป็นอย่างไร
"ไม่จริง ผมปฏิเสธนะ อย่าเพิ่งสรุปอย่างนั้น คุณต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ของการเมืองและของทุน เราจะพบว่าในประเทศที่ต้องการปฏิรูปปฏิวัติประชาธิปไตยจะมีคนทุกกลุ่มเข้ามาร่วม แต่พอได้สิ่งนั้นมาแล้วมันก็จะมีการแย่งชิง ใช้ประโยชน์จากประชาธิปไตย ในการแย่งชิงนั้นใครมีโอกาสที่สุด สังคมมันเคลื่อนตัวไปสู่ทุนนิยม กลุ่มทุนจะมีพลังที่สุด ในที่สุดแล้วประชาธิปไตยก็จะถูกจัดการโดยทุน เมื่อถูกจัดการโดยทุน ประชาธิปไตยจะถูกตกแต่งแต้มสีต่อเติมให้รับใช้ผลประโยชน์ของทุนเป็นด้านหลัก แต่ถ้าคนชั้นกลางมีพลังมาก บวกคนชั้นล่างแล้วมีพลังมาก คนชั้นกลางกับคนชั้นล่างก็จะช่วงชิงเอาประชาธิปไตยนั้นมาต่อเติมให้รับใช้ผลประโยชน์ของคนชั้นกลางและคนชั้นล่างเป็นด้านหลัก ในสังคมไทย ณ วันนี้ คนชั้นกลางคนชั้นล่างอ่อนแอ กลุ่มทุนมีอำนาจมากกว่าเขาก็เลยช่วงชิงเอาเครื่องมือประชาธิปไตยไปใช้ เมื่อเขานำไปใช้ก็ตกอยู่ภายใต้ระบบจิตสำนึกแบบทุนว่า ไม่มีทางที่เขาจะทำให้ประชาธิปไตยไปกระทบกระเทือนผลประโยชน์เขา คุณดูรัฐธรรมนูญนะ ขนาดเขียนไว้ชัดเจนนะจะต้องพัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เท่าทันให้มีส่วนร่วม ให้ต่อรองได้ เขาก็ไม่ทำ เพราะเขาเสียประโยชน์"
"ผมยกตัวอย่างเห็นชัดเลยว่านโยบายประชานิยมทั้งหมดเอาเงินภาษีไปใช้ ภาระทั้งหมดใครแบก คือคนชั้นกลางกินเงินเดือน และคนชั้นล่างบางกลุ่มที่เงินเดือนระดับ 8,000-10,000 ขึ้นไป คนชั้นกลางเสียภาษีทางอ้อมมากที่สุด รายได้ภาษีหลักมาจากทางอ้อม ด้านรองมาจากทางตรง ทางตรงคือถูกหักภาษี ทางอ้อมก็เป็นค่าน้ำมันค่าบริโภคของเรา ร้อยละ 50-60 ของภาษีที่เก็บได้มาจากกระเป๋าพวกเรา กองทุนประกันสังคม 240,000 ล้าน กบข. 260,000 ล้าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 280,000 ล้าน นี่เขาก็จะเอาไปใช้"
"เมื่อคนรวยไปนั่งกุมอำนาจ เขาใช้กลไกประชาธิปไตยเขาใช้เครื่องมือเหล่านั้นมาล้วงเงินจากกระเป๋าเราไป แล้วไปแจกคนจน ล้วงไป 10 บาท หักไปแจกคนจนแค่บาทสองบาท 8 บาทอยู่ในกลุ่มธุรกิจ คนชั้นกลางคือผู้เสียเปรียบ
แต่หลายคนเขาก็รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เงินเดือนเพิ่ม โบนัสเพิ่ม
"ระบบทุนนิยมไทยค่อนข้างจะสามานย์มากกว่าทุนนิยมอเมริกันด้วยซ้ำไป สมัยทุนอเมริกันกำลังเติบโตพัฒนา นักทฤษฎีบอกว่าโอ้โหทุนนิยมเดี๋ยวนี้มันเอาแต่วัตถุนิยมเอาแต่บริโภคนิยม คิดแต่หากำไรเอารัดเอาเปรียบกันโดยไม่มีจริยธรรมเลย ใน 7 วันพวกนายทุนคิดถึงจริยธรรมแค่ 2 ชั่วโมง เพราะอะไร 2 ชั่วโมงนี้ไปโบสถ์ แต่ถามว่าคนไทยเข้าวัดบ้างหรือเปล่า (หัวเราะ) แล้วไม่สามานย์กว่าได้ยังไง"
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการทำลายหรือโค่นล้มทุนนิยม
"การต่อสู้กับระบบมันมี 2 อย่าง คุณต่อสู้เพื่อทำลาย หรือต่อสู้เพื่อปรับปรุงระบบรัฐให้มันดีขึ้น ผมอยู่ประการหลัง ผมไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยมนะ แต่ถ้าคุณไม่ต่อสู้แก้ไขมันจะสามานย์ไปเรื่อยๆ ความสามานย์ของทุนมันจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี counter weighting power พลังเข้ามาถ่วงเข้ามาดุล ถ้าคุณไม่มีตัวนี้ทุนจะสามานย์ เพราะความเคยชินของคนแก้ยาก คนอยู่บนธุรกิจ อยู่บนความร่ำรวย เขาชินที่จะฉกฉวยโอกาสที่จะได้ความร่ำรวย โอกาสผ่านหน้าไปปั๊บถ้าเขาไม่ฉกฉวยไว้เขาไม่ใช่นักธุรกิจ เพราะฉะนั้นเขาเป็นอย่างนี้
นี่เล่าเสริมให้ฟังว่าในบราซิลก็เกิดจากกลุ่มต่างๆ ที่กระจัดกระจาย ต่อมาก็รวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ ลงสมัคร 3 ครั้ง ครั้งแรกแพ้ ครั้งที่สองชนะในระดับท้องถิ่น ครั้งที่สามก็ชนะทั้งประเทศ
แต่ตอนนี้ทั่นผู้นำมีอำนาจมากเหลือเกิน มีความนิยมมากเหลือเกิน
"ผมกำลังบอกว่าถ้าเขาอยากจะอยู่ยาวเขาต้องทำ power charing ถามว่าเขาทำไหม ถ้าเขาไม่ทำ-เสี่ยง ถ้าทำได้-ยาว การจัดสรรปันส่วนอำนาจในพรรคกับกลุ่มทุนต่างๆ แต่ถ้าไม่ทำมีปัญหาแน่นอน และผมมองว่ามันเสี่ยงที่จะไม่ทำ ผมมองว่ากลุ่มทุนพรรคมันไม่เสียสละพอ ผมไม่ได้บอกว่า 100% ที่จะไม่ทำนะ แต่ดูแล้วเปอร์เซ็นต์มันมากกว่าที่จะไม่ทำ"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าสังคมไทยไม่มีสิ่งที่คิดไม่ถึง ที่คุณคิดถึงมีเดินขบวนมีอะไร
คุณคิดในกรอบเก่าหมดเลย เกิดมีใครไปพบข้อมูลอะไรสักตัวหนึ่ง - พลิกไปเลยก็ได้ ถามว่าทุกคนมีจุดอ่อนไหม มี ตราบใดที่คุณปกปิดจุดอ่อนของคุณได้คุณก็รอด แต่เผลอเมื่อไหร่ เหมือนโรคหวัด เราไม่มีโอกาสรู้เมื่อไหร่เราจะเป็นหวัด ถามว่าคุณทักษิณมีจุดอ่อนประจำตัวไหม มีแน่นอน คนที่ต้องการสู้กับคุณทักษิณเขารู้ การต่อสู้เราไม่ได้บอกว่าใครแพ้ใครชนะ เราเพียงแต่พูดว่ามันมีโอกาสแพ้ ณ ตอนนี้ มีโอกาสชนะ ณ ตอนนั้น ณ วันนี้เขาชนะ มันก็มีความเสี่ยงอย่างนี้ๆ มันเป็นเรื่องสัมพัทธ์ โดยระบบของมัน และผมก็พูดในแง่ประวัติศาสตร์ ผมก็ไม่เชื่อว่าทุนชนะได้ตลอดกาล โดยไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง อเมริกาที่เป็นต้นแบบทุนนิยม ในระดับหนึ่ง ทุนในอเมริกาก็ต้องยอมต่อประชาสังคม ถ้าไม่ยอม คุณหากำไรต่อไม่ได้ คนกินแมคโดนัลด์แล้วอ้วนยังฟ้อง คนสูบบุหรี่เป็นมะเร็งยังฟ้อง กฎหมายพวกนี้มาได้ยังไง มาได้เพราะคนมันแข็ง ก็สามารถบล็อกผลประโยชน์ของกลุ่มทุนได้ ผมไม่ได้บอกว่าจะไปล้มล้าง จะไปฆ่าฟันกัน แต่ผมบอกว่าขณะนี้มันสามานย์เกินไป แอบอิงอำนาจรัฐไปสร้างความสามานย์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม ดังนั้นคนไม่พอใจกับความไม่ดีไม่งามของกลุ่มทุนพวกนี้มันมี มันจะต้องมีการต่อสู้แน่นอน และถ้าอยากอยู่รอดต้องปรับตัว เวลาปรับตัวเราไม่ได้บอกใครแพ้ใครชนะ แต่ต้องปรับตัว"อาจารย์ณรงค์ บอกว่า ความนิยมของคนก็เป็นเรื่องสัมพัทธ์ที่พลิกไปพลิกมาได้เสมอ
"ยุคสฤษดิ์ยุคถนอมมากกว่านี้ไหม คุณไปถามชาวบ้านมีใครบ้างที่เกลียดสฤษดิ์ตอนยุคสฤษดิ์ แล้วตกลงสฤษดิ์อยู่ได้ไหม ถนอมอยู่ได้ไหม คนชั้นกลางจะต้องทำความเข้าใจกับการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เสถียรภาพของรัฐบาลมี 2 อย่าง หนึ่ง เสถียรภาพภายใต้อำนาจนิยม สอง เสถียรภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เสถียรภาพภายใต้อำนาจนิยมอยู่ได้นานแค่ไหน"
"อย่าเพิ่งตัดสินว่า 4 ปีคนไม่เปลี่ยน สมัยผมอยู่ ม.ศ.4 ม.ศ.5 สฤษดิ์มาผมยังวิ่งไปกราบเลย แต่พอ 10 ผ่านไป 5 ปีผ่านไปอยู่มหาวิทยาลัยคนละเรื่องเลย"
"ผมยังเชื่อในการต่อสู้นะ มันจะหนักกว่าเดิม มันอยู่ที่ความสัมพันธ์ของคนชั้นกลางกับอำนาจ"
"14 ตุลา มันเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเหรอ โต 7-8% ทุกปี ต้องอ่านประวัติศาสตร์เยอะๆ การเมืองมันไม่ใช่อยู่แค่เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่ความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างคนกับอำนาจ"
บ๊ายบาย ทุนนิยม
ทำงานให้ไทยรักไทยตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งครั้งที่แล้ว โดยสุธรรม แสงประทุม เป็นคนมาชวน เป็นนักวิชาการให้พรรคทำงานอยู่กับสุธรรม และภูมิธรรม เวชยชัย ต่อมาก็ไปช่วยงานประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
เรียกว่าอยู่ในแวดวงคนเดือนตุลา ฝ่ายซ้ายเก่าที่เคยผูกพันกันมาแต่อดีต แต่ในที่สุดก็อำลาออกมาเมื่อ 4 เดือนที่แล้วเป็นคนร่วมคิดร่วมศึกษานโยบายกองทุนหมู่บ้าน แต่ก็วิพากษ์ประชานิยมอย่างเจ็บแสบ
"เราลงทุนเพื่ออะไรเราก็หวังให้สิ่งนั้นได้รับผลมาก ผมลงทุนเพื่อลูกผมจ่ายค่าเทอมให้เขา ให้เขาเรียนหนังสือ เขาเรียนจบมาก็ได้การงานดีๆ โดยผมไม่ได้อะไรตอบแทน อันนี้คือ investment for the children ลงทุนเพื่อลูก ลงทุนผ่านลูกหมายความว่ายังไง เอาเงินไป 20 ล้านไปทำอย่างนี้ เสร็จแล้วเอามา 30 ล้าน แล้วลูกไปจัดการตามที่เราสั่ง ผลสุดท้ายเราได้ 30 ล้าน อย่างนี้ไม่ใช่ลงทุนเพื่อลูก เป็นลงทุนผ่านลูก"
แต่อธิบายได้ว่าเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อ
"วัตถุประสงค์หลักของกองทุนหมู่บ้านที่ทำกันมา ซึ่งผมก็มีบทบาทอยู่บ้าง เราต้องการลงทุนเพื่อคนจน เราถึงบอกว่ากองทุนหมู่บ้านเป็นกองทุนหมุนเวียน เมื่อคุณได้เงินไป 10,000 บาทคุณเอาไปเลี้ยงปลา ปรากฏขายได้ 20,000 คุณก็คืนกลับไป 10,000 อีก 10,000 อยู่ในมือ อย่างนี้ใช่ ลงทุนเพื่อคนจน"
แต่ระบอบทักษิณเขาบอกว่า win-win ได้หมดทุกคน