ไกด์บุ๊คชีวิต

(นสพ.กรุงเทพธุรกิจ อาทิตย์ 12 ธันวาคม 2547 หน้า 5)

สืบเนื่องจากกระแสหนังสือพลังแห่งชีวิต กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจกหนังสือ ธรรมนูญชีวิต ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) เป็นธรรมบรรณาการแก่ทุกท่านที่สนใจ ทั้งนี้ มิใช่การแข่งขันกันโฆษณาประชาสัมพันธ์ในศาสนาที่ตนนับถือและศรัทธา หากเป็นการช่วยกันแสดงธรรมโดยผ่านภาษาของแต่ละศาสนาที่ไม่เพียงอาศัยการอ่านเท่านั้น หากไปไกลถึงการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จนสามารถก้าวพ้นไปจากศาสนาและพบความจริงของชีวิตในที่สุด

ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ภาควิชาภาษาตะวันออก สาขาวิชาบาลีสันสกฤต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถอดรหัส 'ธรรมนูญชีวิต' จากการศึกษาพระไตรปิฎก มากว่า 17 พรรษา ตั้งแต่เป็นเณรน้อยวัย 10 ขวบ จนลาสิกขาเมื่อตอนอายุ 27 ปี มาสนทนาให้ฟังเพื่อเป็นแผนที่ในการดำเนินชีวิตอย่างเข้าในง่ายๆ

'ในทางพุทธศาสนา เรามักจะมีคำพูดผิดๆ มาว่า เป็นศาสนาแห่งปัญญา ไม่เน้นศรัทธา ทำไมผมจึงว่าผิด พุทธศาสนาสอนให้เกิดปัญญาจริงแต่ไม่ได้หมายความว่าให้มองข้ามศรัทธา ถ้าเรานำองค์ธรรมมาอธิบาย เช่น พละ 5 คือธรรมะชุดหนึ่งที่ขึ้นต้นด้วย ศรัทธา คือความเชื่อ วิริยะ คือความเพียร สติ คือการมีสติรู้ทันขณะปัจจุบัน สมาธิ คือจิตใจที่สงบ มั่นคง และ ปัญญา คือตัวรู้'

คุณธรรม 5 ข้อนี้ ผศ.ดร.บรรจบ อธิบายว่า ถ้าเปรียบกับการกินยา เขาเรียกว่าเป็นยาชุด เราจะทิ้งข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เวลาปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติทั้ง 5 ข้อ ไม่ว่าจะเอาข้อไหนขึ้นก่อนก็ตาม ถ้าเริ่มต้นที่ 'ศรัทธา' ข้ออื่นก็ต้องตามมาด้วย

'ถ้าเราทำตารางออกมาจะเห็นว่าพุทธศาสนาเน้น 'สติ' เป็นหลัก แต่ 'สติ' นี้ต้องสัมพันธ์อยู่กับศรัทธา วิริยะ สมาธิและปัญญา ดังนั้น 'ศรัทธา' กับ 'ปัญญา' ต้องไปด้วยกัน ถ้าขาด 'ปัญญา' จะกลายเป็นความเชื่อง่ายงมงายไปในที่สุดจะแยกผิดแยกถูกไม่ออก แต่ถ้ามี 'ปัญญา' ขาด 'ศรัทธา' ก็จะกลายเป็นนักปรัชญา นักตรรกศาสตร์ที่คิดแต่เหตุผล แข็งกร้าว ในที่สุดก็จะกลายเป็นความฟุ้งซ่าน และกลายเป็นความเย่อหยิ่งขึ้นมาจนขาดความอ่อนโยน'

ดังนั้น อาจารย์บรรจบวิเคราะห์ว่า ตัว 'ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ' ทำให้ 'ปัญหา' อ่อนโยน

'ปัญญา' อ่อนโยน หมายถึง ควรแก่การงาน ฉลาดลึก ไม่แข็งกร้าว และเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ใช้ปัญญาไปในทางทำร้าย เป็นปัญญาที่ถูกต้อง เป็นปัญญาที่ละความเห็นแก่ตัว เป็นปัญญาที่ปล่อยวาง

'ศรัทธากับปัญญาจึงไปด้วยกัน ไม่ให้ชีวิตเข้าไปสู่ทางตัน ธรรมะ 5 ข้อที่พูดเป็นธรรมะเพื่อละกิเลส แต่คนส่วนมากเข้าใจว่า การละกิเลสคือ การละตัวเองไปโดดเดี่ยว ขั้นนั้นคือการออกบวช คือต้องแน่มาก แต่ถ้าเรายังต้องข้องเกี่ยวอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ เราจะทำอย่างไร'

รูปธรรมที่ชัดเจนที่อาจารย์บรรจบอธิบาย ก็คือ ในขณะทำงานเมื่อเรามี 'สติ' แต่บางครั้งเราอาจท้อแท้บ้าง ตรงนี้เอา 'วิริยะ' มาช่วย วิริยะหมายถึง การทำจิตให้กล้าแข็ง ขจัดความเกียจคร้าน เราถอยไม่ได้ เราต้องปลุกจิตขึ้นมาให้กล้าในการที่จะทำ อย่าไปท้ออุปสรรค 'ศรัทธา' คือตัวสร้างความรักในงานได้ คือ มุ่งมั่นในงาน โยงไปถึงความเชื่อมั่น ว่าเราทำได้ 'สมาธิ' คือความนิ่ง ต้องขจัดความฟุ้งซ่าน และ 'ปัญญา' ช่วยขจัดความไม่รู้ออกไป

และนั่นเป็นหนทางที่จะทำให้เรามองเห็นตัวกิเลสต่างๆ ที่ทำให้เราสุขและสุขชัดเจนขึ้น

อาจารย์บรรจบแนะนำว่า การศึกษาจากตำรา จากพระไตรปิฎกก็เป็นส่วนหนึ่ง จากประสบการณ์ชีวิตก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วจากนั้น เราต้องหาธรรมะในการปฏิบัติให้ได้ ธรรมะที่จะปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันของเรา ต้องเริ่มต้นจากสติ เพราะสติคือ รากฐานของคุณธรรมทั้งปวง

'ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด คือการเจริญสติ มีสติอยู่กับตัว เป็นการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกอาชีพ ทุกกาลเทศะ'

สำหรับแนวทางการฝึกสติที่พระพุทธเจ้าสอนคือ การฝึกตามสติปัฏฐาน 4 คือฝึกดูกาย เวทนา จิต และธรรม

ในทางปฏิบัติทำอย่างไร อาจารย์บรรจบ อธิบายว่า การดูกาย ในฐานะที่เราเป็นคนทำงาน โดยไม่ให้เสียงาน เราก็ดูการเคลื่อนไหวอิริยาบถของเราในแต่ละขณะ หมายความว่า เวลาเรายืน เดิน นั่ง นอนให้มีสติกำกับ ให้รู้ว่าเรากำลังยืน เดิน นั่ง นอน ในตอนแรกๆ ของการฝึกอาจไม่ง่าย สติจะขาดบ่อยๆ ไม่ต้องเสียใจ เพราะเป็นเบื้องต้น แต่เราต้องฝึกให้ชิน พอชินแล้วจะน้อมนำการดูกายมาใช้ได้ง่ายว่า ขณะนี้กายเรากำลังเป็นอย่างไร

'ถ้าอยากฝึกเป็นรูปธรรม ก็ไปเข้าคอร์สปฏิบัติเพื่อศึกษาเทคนิควิธีการต่างๆ จากครูบาอาจารย์ ซึ่งเราต้องเลือกสถานที่ปฏิบัติด้วย คือต้องเลือกความเหมาะสมที่ถูกกับจริตเรา แล้วถูกธรรมด้วยหรือเปล่า บางทีถูกจริตอย่างเดียว แต่ไม่ถูกธรรม ไม่ถูกทิศทางในการปฏิบัติ ก็ทำให้เราหลงทางไป เสียเวลา กว่าจะถอนตัวกลับได้ก็ยาวนาน'

ปฏิบัติถูกธรรมนั้นสังเกตได้อย่างไร?

อาจารย์บรรจบอธิบายว่า เวลาปฏิบัติไปแล้ว จิตใจเป็นอย่างไรบ้าง ตัวคุณธรรมเราเพิ่มขึ้นหรือเปล่า กิเลสลดลงไหม ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ถือว่าถูกทาง

'การที่ทำให้กิเลสลด แล้วคุณธรรมเพิ่มไม่ใช่เรื่องง่าย ปฏิบัติครั้งเดียวสองครั้ง ยังไม่ได้หรอก ที่เราปฏิบัติแล้วกิเลสลดก็ต่อเมื่อจิตเป็นสมาธิ ช่วงนั้นเมื่อมีสมาธิ ปัญญาก็เกิด เราก็พิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงว่า อะไรเป็นอะไร ความอยากอะไรตามกิเลสก็ลดลง คุณธรรมก็เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ '

ในชีวิตประจำวัน เราจะเอาตัวนี้มาใช้เพื่อให้กิเลสลด แล้วสร้างคุณธรรมเพิ่มได้อย่างไร

'มาดูที่การทำงานของเราในแต่ละวัน พิจารณาดูว่า เมื่อก่อนเรามุ่งหวังผลตอบแทนเป็นที่ตั้ง ถ้าไม่ได้เกิดเรื่อง เจ็บปวด ทีนี้ถ้าเราพิจารณาว่า ทำงานเพื่องาน เงินเดือนได้อยู่แล้ว แต่ผลเราไม่คาดหวังว่า ใครจะชม หรือว่าจะต้องเลื่อนขั้นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าทำได้ แสดงว่าใจเราเริ่มนิ่ง กิเลสเราเริ่มลด คุณธรรมเพิ่มขึ้น คิดถึงงานเป็นหลัก คิดถึงตัวเองน้อยลง'

แต่จะปฏิบัติให้ถูกธรรมะนั้น อาจารย์บรรจบแนะนำว่า ต้องมีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเป็นกัลยาณมิตร ไม่ว่าจะเป็นพระ นักบวช หรือฆราวาสที่ปฏิบัติธรรมเป็นนิจศีลได้ทั้งนั้น แล้วพอปฏิบัติไปแล้ว ก็สำรวจดูว่า คุณธรรมเพิ่มไหม กิเลสลดไหม นั่นคือ ผลของการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

'จากนั้นมาดูในชีวิตประจำวันต่อคือ สติ ดูว่าเราทุกข์ยากขึ้นไหม ปล่อยวางอะไรๆ ได้ง่ายขึ้นไหม เพราะสติเป็นตัวควบคุมกิเลส และเป็นตัวที่ทำให้คุณธรรมเพิ่ม อย่างเช่น เมื่อก่อนเราเป็นคนอารมณ์ร้อน ใครพูดอะไรไม่ถูกหู เอาแล้ว โมโห หรือถ้ามีการทำงานเพื่อการแย่งชิงผลประโยชน์ เราสนุกมาก แต่ตอนนี้เราเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ไม่ใช่ไม่ต้องการ เพราะปุถุชนไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าไม่ไปยื้อแย่งกับใคร และมองเห็นเป็นเรื่องรอง เพราะจิตเริ่มเปลี่ยน อยากแบ่งปัน คือ เมื่อมีสติรู้เท่าทัน สมาธิต่อเนื่องก็เกิดปัญญา คราวนี้ก็มาตรวจสอบความรู้สึกเราอีกว่า ถ้าเราไม่ได้ไปแข่งขันกับเขา แล้วเรากดดันไหม ถ้ากดดันเรา ต้องแก้ไขตัวเราอีก'

แก้ไขอย่างไร ตรงนี้อาจารย์บรรจบแนะนำว่า ต้องเข้าไปสู่การแข่งขันนั้นอีก แข่งกับเขาอย่างมีสติ เมื่อเรามีสติ เราจะเห็นโทษของการแก่งแย่งแข่งขัน เห็นทุกข์ที่เกิดจากการแย่ง แล้วเราก็จะบอกกับตัวเองได้ว่า ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ ยอมทุ่มเทขนาดนี้ เพื่อสิ่งนี้สิ่งเดียวหรือ

'ในชีวิตการทำงานจะเจอสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าเรายังหลีกเลี่ยงสถานการณ์อย่างนี้ไม่ได้ ให้เขาไป ให้เขาอย่างมีสติ หรือยังให้ไม่ได้ ก็ต้องแย่งอย่างมีสติ ฟังแล้วอาจทะแม่งๆ แต่เข้าไปแข่งขันเถอะ แล้วในที่สุดทั้งสติ สมาธิและปัญญาจะช่วยให้เราเห็นว่า เราไม่น่าไปแย่งชิงกับเขา แล้วจะเกิดคุณธรรมต่อมา คือ 'หิริ -โอตตัปปะ' ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป ว่าทำไมเราต้องมาแย่งกับเพื่อน กับคนที่เด็กกว่า ทำไมเราไม่ให้โอกาสเขาไป ในเมื่อเราก็พอเพียงแล้ว ส่วนเขายังไม่พอเพียง '

ธรรมนูญชีวิตไม่เพียงสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น หากเป็นธรรมนูญชีวิตสำหรับผู้บริหาร และการปกครองประเทศด้วย เพื่อเกื้อกูลการเมืองไปในทางที่ถูกที่ต้อง โดยมองผ่านรัฐธรรมนูญในประเทศนั้นๆ

สำหรับ 'รัฐธรรมนูญ' นั้น อาจารย์บรรจบอธิบายว่า มีรากมาจาก 'รัฐ' หมายถึงประเทศ 'ธรรม' หมายถึง ความเป็นจริง และ 'มนูญ' หมายถึงทำให้ใจยินดี 'รัฐธรรมนูญ' จึงมีความหมายว่า หลักการของประเทศที่ทำให้ใจของผู้คนเบิกบาน ถ้าประเทศใดมีการปกครองที่ไม่ทำให้คนในชาติเบิกบานใจ นั่นผิดหลักรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างเช่น พระเจ้าอโศกในอินเดียก็ทรงมีรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศ ทรงนำศาสนาไปช่วยการเมืองเพื่อให้เกิดสันติสุข ถ้าไม่ได้ธรรมนูญชีวิตจากพระพุทธเจ้า พระเจ้าอโศกก็ยังฆ่าไม่เลิก เมื่อพระองค์ได้ไกด์จากพุทธศาสนาไปปกครอง จึงเลิกการทำสงคราม และเกิดพระธรรมทูต 9 สายขึ้นมา 7 สายอยู่ในอินเดีย

'พระองค์ส่งพระธรรมทูตไปยังชายแดนทั้งนี้เพื่ออะไร เพราะชายแดนอินเดียมีชนเผ่าตั้ง 60 กว่าเผ่า ต่างเชื้อชาติศาสนาพูดกันยาก เมื่อนำธรรมะเข้าไปให้ชนเผ่าต่างๆ ให้เกิดความอ่อนโยน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองคือเกิดความสันติสุขในแผ่นดินเดียวกัน ไม่รบราฆ่าฟันกัน'

ย้อนกลับมาในเมืองไทย อาจารย์บรรจบเล่าว่า ในสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงก็ทรงเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยตนเอง ทรงแสดงธรรมเองในวันพระ เพื่ออะไร เพื่อนำธรรมะไปช่วยการเมืองการปกครองให้ประสบสุข เพราะสุโขทัยอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่พอ ต้องปรับจิตปรับใจด้วย พระองค์ทรงกล่าวถึงอวยทานเป็นหลัก การอวยทานคือการแบ่งปันกัน คนนั้นมีอย่างนี้ คนนี้มีอย่างนั้น ก็มาแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องใช้ตัวเงินทองในการแลกเปลี่ยน มหาตมะ คานธี จึงกล่าวว่า ศาสนาควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข

'แต่ก็มีมากที่อ้างศาสนาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อแย่งชิงทรัพยากร ในที่สุดก็จะเป็นการอ้างเพื่อการทำสงคราม เราเห็นตัวอย่างมาตั้งแต่สมัยสงครามครูเสดที่เกิดการแย่งชิงเมืองกัน รบกัน ต่างก็อ้างว่าทำเพื่อพระเจ้า ถ้าพระเจ้ารู้ก็คงจะเสียใจว่า มารบกันเพื่อพระองค์ ยิ่งประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติดีๆ ประเทศอื่นก็จะจ้องอยากได้ผลประโยชน์ สมัยก่อนใช้กำลังยึด เดี๋ยวนี้ก็มายุให้คนในประเทศทะเลาะกันเอง แล้วหาข้ออ้างทำสงครามในประเทศเขา'

การเบียดเบียนระดับโลก ระดับประเทศ จึงมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลาในนามของคำว่า 'พัฒนา'

แต่ขณะที่พัฒนาการของโลกเคลื่อนไปไม่หยุดนิ่ง ใจของเราต้องฝึกให้หยุดนิ่งให้ได้ เพื่อจะได้มองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่น

หัวใจของ 'รัฐธรรมนูญ' จึงเป็นหลักเดียวกับ 'ธรรมนูญชีวิต' คือ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารประเทศหรือคนในประเทศ สติต้องมั่น

'อะไรที่จะคุ้มครองเราได้ นอกจาก 'สติ' เพราะเราต้องเผชิญความทุกข์ตั้งแต่เล็กๆ ไปจนกระทั่งตาย ฉะนั้นทุกวันนี้เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์ให้ได้ จัดการกับความทุกข์ให้ได้ เนื่องจากความทุกข์ในโลกนี้ มีอยู่สองอย่างคือ ทุกข์จากกิเลสของเรา กับทุกข์ที่คนอื่นสร้างให้ ซึ่งมีความรุนแรงและความเจ็บปวดพอๆ กัน ถ้าเราไม่สร้างทุกข์ให้ตัวเราเอง เราก็ยังพอทนทานกับทุกข์ที่คนอื่นเขาทำให้ได้ นั่นแสดงว่า เราต้องมีสติปัญญา มองตามความเป็นจริงและปล่อยวางได้ เมื่อถึงคราวที่ต้องปล่อยวาง ไม่ใช่การปล่อยวางแบบท้อแท้ถอยหนี แต่ปล่อยวางแบบหาวิธีจัดการที่ดีที่สุด'

อาจารย์บรรจบเผยเคล็ดลับข้อหนึ่งว่า มันมีสูตรสำเร็จอย่างหนึ่งคือ กิเลสทำให้เราทุกข์ แต่ว่าเราจะจัดการกับทุกข์อย่างไร แต่ละคนไม่เหมือนกัน สูตรสำเร็จไม่เหมือนกัน วิธีการจัดการกับทุกข์ของแต่ละคน จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะบางทีความทุกข์ก็แปลงกายมาในรูปของความสุข พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

'คนที่ไม่เข้าใจจึงบอกว่าพระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้าย แต่ความจริงไม่ใช่ สุข มันอยู่กับเราไม่นาน ก็แปรไปเป็นความทุกข์แล้ว แม้ความสุขก็บีบคั้นเรา เช่น ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นของดี แต่ก็บีบคั้นเรา ให้เราแสวงหา ทำให้เราทุกข์'

และ 'ธรรมนูญชีวิต' จากประสบการณ์ชีวิต 50 กว่าปีของอาจารย์บรรจบทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดจนหนังสือธรรมะของทุกๆ ศาสนา แท้จริงแล้วคือ ไกด์บุ๊คที่ย่อประสบการณ์ชีวิตขององค์ศาสดาแต่ละพระองค์ที่มองเห็นชีวิตตามความเป็นจริงอย่างไม่ปรุงแต่ง แล้วนำมาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาปฏิบัติ เพื่อให้เรามีทางลัดในการค้นหาความหมายของการดำเนินชีวิตที่สงบงามทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย ซึ่งตรวจสอบได้ด้วยตนเอง ดังเช่นที่อาจารย์บรรจบยกตัวอย่างว่า ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วกิเลสลดลง ความเห็นแก่ตัวลดลง คุณธรรมเพิ่มขึ้น นั่นถือว่ามาถูกทางแล้ว

ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ บันทึกไว้ในหนังสือ 'ธรรมนูญชีวิต' เล่มเล็กๆ นี้ว่า

...คนที่มีความมั่นใจในชีวิตของตนเอง จนไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้ต่อความตาย ก็เพราะได้ดำเนินชีวิตของตนอยู่อย่างดีที่สุด




[BACK] [HOME]