3 ปีแห่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

(สมชาย สกุลสุรรัตน์ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ครบรอบ 3 ปี อังคาร 7 ก.พ. 49)

ผมมีโอกาสไปฟังปาฐกถาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่แสดงต่อนักธุรกิจที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ แล้วค่อนข้างเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจของไทยปีนี้คงจะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีกอย่างน้อยร้อยละ 5 และเห็นด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการหารายได้จากหยาดเหงื่อแรงงานมาเป็นการหาเงินจากการขายสมองและความรู้

ว่าไปแล้วคงไม่มีใครปฏิเสธแนวทางการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในภาคปฏิบัติ

ถ้าแยกประเด็นปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ การตอกย้ำให้ความมั่นใจแก่นักธุรกิจว่า โดยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งพอที่จะเจริญเติบโตต่อไปถึงแม้ว่าอัตราการเจริญเติบโตจะลดลงไม่หวือหวาเหมือนยุคฟองสบู่ กับการแสดงวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลต้องการจะพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจไปในทิศทางใด

ในภาพรวม ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า จะเจริญเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยร้อยละ 4.5-5.5 และคงไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะทำให้เศรษฐกิจล่มสลายเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2540 เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ได้ให้บทเรียนเฉพาะประเทศผู้กู้เงินต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายเกินตัวเท่านั้น แต่ก็ให้บทเรียนกับประเทศผู้ให้กู้ด้วยเช่นกัน โอกาสที่ประเทศเล็กๆ อย่างเราจะไปก่อหนี้สินจนทำให้เกิดปัญหาโรคต้มยำกุ้งระบาดไปทั่วโลกคงเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อก่อหนี้ไประดับหนึ่งคงไม่มีใครให้กู้หรือยัดเยียดให้กู้เหมือนในอดีต

นอกจากนั้น ถ้าพิจารณาเสถียรภาพที่มาของรายได้ของประเทศแล้ว โครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยมีการกระจายความเสี่ยง ด้านการหารายได้ดีพอควร มีสินค้าส่งออกหลากหลายทั้งสินค้าการเกษตร สินค้าประเภทคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี ยานยนต์ รวมทั้งสิ่งทอเสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ

ที่สำคัญ เรายังมีตัวช่วยในการหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ อีกตัวหนึ่ง คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งผมสังเกตมานานแล้วว่าคนที่บุกเบิกอุตสาหกรรมนี้ คือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนั่นเอง แล้วคนไทยจึงตามเข้าไปเที่ยว แล้วหลังจากนั้นการส่งเสริมจากภาครัฐจะตามมาจนทำให้ความเป็นตัวของตัวเองของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งหมดไป หมดมนต์เสน่ห์ดึงดูดเฉพาะตัว นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเสาะแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ยังไม่ถูกทำลายด้วยการขยายตัวไร้แบบแผน และการส่งเสริมแบบตามแห่จากส่วนกลาง แต่ไม่ว่าจะมีการส่งเสริมหรือไม่ นักธุรกิจเอกชนและนักท่องเที่ยวก็ยังสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ต่อไปได้อย่างแน่นอน เพราะเรามีแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งหาดทราย ชายทะเล และป่าเขา รวมทั้งความเป็นมิตรยิ้มง่ายใจดีของคนไทยที่มีต่อนักท่องเที่ยว

ส่วนสินค้าส่งออกประเภทอาหารนั้น ผมเชื่อว่าตราบใดที่คนยังต้องกินอาหาร ตราบนั้นเราก็ยังคงสามารถส่งข้าว ส่งน้ำตาล ส่งไก่ ส่งมาม่าและไวไว ไปขายในต่างประเทศได้ เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ไม่กี่รายของโลก ประจวบกับความโชคดีที่ประเทศเพื่อนบ้านรุ่นเฮฟวีเวตอย่างจีนและอินเดียกำลังก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โอกาสที่เราจะขายสินค้าประเภทอาหารและสินค้าเกษตรไปยังตลาดเหล่านี้ยังเปิดกว้าง อย่างเช่น สินค้ายางพาราที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ในประเทศจีน เป็นต้น

สำหรับสินค้าประเภทอุตสาหกรรม ถึงแม้ว่าในภาพรวมเราจะได้รับส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่มไม่มาก เช่น สินค้าประเภทการประกอบชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ตราบที่ค่าแรงงานยังถูก และค่าใช้จ่ายด้านการคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานของเรายังไม่สูงเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว บริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศคงยังไม่ย้ายฐานการผลิตไปไหน แม้แต่ประเทศที่ค่าแรงงานต่ำกว่า แต่ปกครองคนงานยากกว่าและกฎหมายธุรกิจยังไม่ชัดเจน เดาใจรัฐบาลผู้ปกครองประเทศยาก อย่างประเทศสังคมนิยมเพื่อนบ้านเราทั้งหลาย จึงพอเชื่อได้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่มาของรายได้จากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยยังคงมีเสถียรภาพให้อุ่นใจได้

ผมมองว่าปัญหาที่น่าเป็นห่วง คือ มูลค่าการนำเข้าซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสูงกว่ามูลค่าเพิ่มของการส่งออก ตัวเลขล่าสุดที่ทางราชการประกาศ คือ ในปี 2548 การส่งออกขยายตัวเพียงร้อยละ 15 แต่การนำเข้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25.7 ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศขาดดุล และหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าไทยจะขาดดุลการค้าต่อไปอีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าเงินลงทุนจากต่างประเทศไม่ไหลเข้า และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่ลดลง อาจส่งผลกระทบถึงดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ ซึ่งเคยเป็นสาเหตุแห่งปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจมาแล้วในปี 2540

เพราะฉะนั้น ถ้าตั้งข้อสมมติฐานว่ารัฐต้องมองเห็นปัญหานี้และสามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง โดยให้ความสำคัญต่อวินัยทางการเงินและการคลังโดยติดตามวัดผลจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ระบุไว้ก็น่าเชื่อได้ว่า เศรษฐกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าจะยังคงเจริญเติบโตต่อไปอย่างมีเสถียรภาพอย่างที่ท่านว่า

แต่ผมคิดว่าปัญหาที่ยากในภาคปฏิบัติ คือ การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันสมัยจากการเป็นเศรษฐกิจแห่งการใช้หยาดเหยื่อแรงงาน ก้าวสู่ยุคแห่งการใช้สมองและการขายความรู้ที่รัฐตั้งเป้าไว้ เพราะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าประเทศไทยเราขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ วิศวกร นักการเงิน คนงานที่มีฝีมือ หรือแม้แต่นักบริหารที่สามารถบริหารธุรกิจข้ามชาติได้ ส่วนบุคลากรที่มีอยู่ก็ถูกดึงตัวไปทำงานในต่างประเทศที่เปิดโอกาสก้าวหน้าในทางวิชาชีพมากกว่า

ผู้ประกอบการของไทยส่วนหนึ่งยังแหยงบทเรียนที่ได้รับจากวิกฤตเศรษฐกิจในรอบที่แล้ว ทำให้การลงทุนในภาคเอกชนไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าที่ควร หลายคนยังสนุกสนานกับการใช้เงินต่อเงิน หาเงินง่ายๆ ในตลาดหุ้น เพราะไม่อยากอุตส่าห์หากรรมเหมือนในอดีต การพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจจึงชะงักงันอยู่กับการขายแรงงาน ไม่มีการพัฒนา Brand หรือแม่แบบ (Mold) ของตนเอง ผมจึงยังมองไม่ออกว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี เราจึงจะก้าวหน้าสู่ยุคเศรษฐกิจแห่งการขายความรู้ให้คนอื่นตามวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ

อนาคตของประเทศจึงอยู่ที่เมื่อไรจะเห็นระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของเราโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งที่ทำให้คนบางกลุ่มได้เปรียบ คนบางกลุ่มเสียเปรียบ บรรยากาศเอื้อแก่การลงทุนระยะยาว มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการค้นคว้าและส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นแล้วคงต้องขายของเก่ากินหรือขายทรัพย์สินให้คนต่างชาติต่อไป

สังคมที่ฟอนเฟะไม่สามารถสร้างคนที่มีคุณภาพมาพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทันสมัยเท่ากับใช้ปัญญาหารายได้เข้าประเทศชาติแข่งกับคนอื่นได้หรอกครับ