มองเศรษฐกิจไทยไปอีก 3 ปีข้างหน้า
(ดร.ชาติชัย พาราสุข นสพ.โพสต์ทูเดย์ ครบรอบ 3 ปี อังคาร 7 ก.พ. 49)
การมองเศรษฐกิจล่วงหน้า จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เหตุที่ง่ายเป็นเพราะเศรษฐกิจประกอบด้วยเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก
ดังนั้น หากคาดเดาได้ว่าแต่ละส่วนจะมีแนวโน้มเป็นเช่นใด เศรษฐกิจในภาพรวมก็เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่นในปี 2549 นั้น นักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งหมดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีกว่าปี 2548 โดยคาดการณ์ว่าอัตราเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 5.0-5.5% เพราะ (1) การบริโภคควรจะดีขึ้น เนื่องจากไม่น่าจะมีภัยพิบัติร้ายๆ อย่างสึนามิเกิดขึ้นซ้ำได้อีก ที่สำคัญคือราคาน้ำมันดิบโลกก็คงจะคงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันหรือลดลง (2) การลงทุนก็ควรจะดีขึ้นโดยเฉพาะจะได้แรงผลักจากการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลที่เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินนับแสนล้านบาทในปีนี้ (3) การส่งออกจะยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะชะลอตัวลงกว่าปีก่อนบ้าง
เมื่อมีครบ 3 ดี เช่นนี้ เศรษฐกิจในภาพรวมสำหรับปี 2549 ย่อมจะดีขึ้นอย่างแน่นอน และไม่ใช่ดีธรรมดาด้วย นักเศรษฐศาสตร์ใหญ่ท่านหนึ่งถึงกับเชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะสูงถึง 6% หากรัฐบาลเร่งการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์
การมองเช่นนี้เป็นการมองแบบง่ายเรียกว่า แบบ Demand Management หรือ Keynesian Approach คือ มองแต่ด้านการบริโภค ไม่ได้มองด้านการผลิตและการเงินประกอบ ด้วยทฤษฎีนี้เกิดหลังสงครามโลกที่มีกำลังการผลิตเหลือเฟือและมีคนว่างงานมากมาย ดังนั้น หากรัฐบาลกิน รัฐบาลใช้ แม้ว่าจะต้องกู้ยืมมาก็เถอะ เศรษฐกิจก็จะดีเอง
แต่การมองอย่างยาก จะต้องดูข้อจำกัดของกำลังการผลิต ข้อจำกัดของสภาพคล่อง ข้อจำกัดของฐานะการคลัง และข้อจำกัดของดุลบัญชีเดินสะพัดมาประกอบด้วย เพราะเศรษฐกิจอาจจะเติบโตได้อย่างน่าพอใจ แต่สร้างปัญหาทางด้านเสถียรภาพ ดังเช่นที่เศรษฐกิจไทยประสบมาก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
เศรษฐกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าคือ ปี 2549-2551 จะเจอข้อจำกัด 3 ข้อหลัก ข้อจำกัดข้อแรกคือ สภาพคล่องส่วนเกินหดตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ประเทศไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินเหลือเฟือ ณ จุดสูงสุดมีสภาพคล่องส่วนเกินเกือบ 7 แสนล้านบาท หรือราว 15% ของฐานเงินฝาก สภาพคล่องส่วนเกินนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การบริโภคขยายตัวอย่างมาก ด้วยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้โดยง่าย และมีต้นทุนต่ำ ผลลบของการบริโภคในรูปแบบนี้คือภาระหนี้ภาคประชาชนสูงจนเกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และอัตราการออมภาคประชาชนต่ำจนน่าเป็นห่วง
ณ ปัจจุบัน สภาพคล่องส่วนเกินลดลงเหลือราว 7% ของฐานเงินฝาก ทำให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มไม่สบายใจกับฐานเงินฝากที่มีอยู่จนเกิดการแข่งขันกันระดมเงินฝาก และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ได้เห็นกัน เมื่อต้นทุนทางการเงินของธนาคารเพิ่มขึ้น ธนาคารก็เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น พร้อมกับระมัดระวังตัวในการปล่อยสินเชื่อ
ข้อจำกัดข้อที่ 2 คือ กำลังการผลิตเหลือน้อย หลังวิกฤตใหม่ๆ ประเทศเราใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ไม่ถึง 60% ดังนั้นประเทศจึงมีกำลังการผลิตเหลือมากพอที่จะผลิตสินค้ามาสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ และผลิตเพื่อการส่งออกในราคาต้นทุนที่ต่ำ แต่ด้วยประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจ การแข่งขันที่สูง และการบิดเบี้ยวของระบบสถาบันการเงิน ผู้ผลิตจึงไม่ได้มีการลงทุนเพื่อการขยายการผลิตเพิ่มเติม กลับพยายามใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ให้เต็มที่ จึงทำให้กำลังการผลิตของปี 2548 เฉลี่ยอยู่ที่ 70.8% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับการผลิตเต็มที่ (Full Capacity) ที่ 75-80% มาก และหากลงไปดูรายอุตสาหกรรมยิ่งน่าเป็นห่วงใหญ่ ด้วยอุตสาหกรรมการส่งออกหลัก และอุตสาหกรรมที่ขายสินค้าได้ดี มีการใช้กำลังการผลิตเต็มที่หรือเกินกำลังไปแล้ว เช่น อุตสาหกรรมแผงวงจรคอมพิวเตอร์ (82.8%) อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (105.3%) อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (95.3%) และอุตสาหกรรมรถยนต์นั่ง (86.6%) ดังนั้น จะหวังว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีกำลังการผลิตมารองรับการบริโภคและส่งออกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 5-6% คงจะเป็นไปได้ยาก
ข้อจำกัดที่ 3 คือ ความสามารถด้านการเงินของรัฐบาลและสถาบันการเงินของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมไม่อยากจะทะเลาะกับใครว่ารัฐบาลถังแตกหรือไม่ แต่ขอให้ข้อมูลเพื่อพิจารณาเองว่า ในปี 2548 จนถึงเดือนพฤศจิกายน (ตัวเลขเดือนธันวาคมยังไม่ออก) รัฐบาลมีรายรับน้อยกว่ารายจ่ายรวม 11 เดือน เป็นเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท และต้องถอนเงินคงคลังออกมาเพื่อใช้หนี้และใช้จ่ายรวม 4.1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะใน 2 เดือนสุดท้าย มีการถอนเงินคงคลังมาใช้จ่ายสูงถึง 9.5 หมื่นล้านบาท นี่เป็นเหตุว่าทำไมจึงมีการขออนุมัติกู้ยืมเงินเพิ่มเติมอีก 8 หมื่นล้านบาท ในเดือนธันวาคม
เมื่อภาพสถานะการคลังของรัฐบาลชัดเจนเช่นนี้ การที่จะหวังว่ารัฐบาลจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายใน 3 ปีข้างหน้า คงจะเป็นความหวังที่เลือนราง โครงการทั้งหลายจะค้างอยู่บนกระดาษ มากกว่าจะกลายเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงนอกจากรัฐบาลเองจะมีฐานะทางการเงินที่ตึงตัว ธนาคารและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก็มีสภาพคล่องที่ตึงตัวตามสภาวะตลาดเงินเช่นกัน ทำให้การสนองนโยบายของรัฐในการปล่อยสินเชื่อไม่ง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา
เมื่อเศรษฐกิจไทยโดนตีกรอบด้วยข้อจำกัดสำคัญ 3 ข้อที่กล่าวมา การที่จะหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวด้วยกำลังของตัวเองในระดับที่สูงกว่า 5% ในอีก 3 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นไปได้ยาก หากจะดันให้อัตราการเติบโตสูงกว่า 5% เช่นให้มีการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาทนั้น จะต้องอาศัยเงินลงทุน ไม่ใช่เงินกู้จากต่างประเทศเท่านั้น เพราะสภาพคล่องภายในประเทศและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลไม่เอื้อต่อการที่ประเทศจะลงทุนเอง ซึ่งยังมองไม่ออกว่าเหตุใดต่างชาติถึงอยากจะลงทุนในโครงการที่ไม่ได้กำไร
ใน 3 ปีต่อไปนี้ เราคงจะเห็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้คือ (1) อัตราเงินเฟ้อสูงอยู่ในระดับ 5-6% เหตุผลคือกำลังการผลิตถูกใช้หมดแล้ว การใช้กำลังการผลิตเกิน 80% จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับราคาขาย (2) อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะหยุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ 4.5-5.0% แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ขณะนี้อยู่ที่ราว 3.0% จะวิ่งแซงหน้าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ซึ่งก็จะพาให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย (3) การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ทั้งสินค้าบริโภคที่นำเข้ามาทดแทนสินค้าภายในประเทศที่ผลิตไม่พอเพียง และสินค้าทุนเพื่อนำมาใช้ขยายกำลังการผลิต (4) การส่งออกขยายตัวลดลงเนื่องจากไม่มีกำลังการผลิตพอที่จะส่งออก ทั้งข้อ 3 และ 4 นี้จะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเพิ่มขึ้น
ในสายตาของผม อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถขยายตัวได้สูงมากใน 3 ปีจากนี้ไป ควรจะขยายตัวในราว 4.0-4.5% ผมใช้คำว่าควรจะ เพราะจะใช้ Keynesian Approach ดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวไปที่ 5-6% นั่นย่อมทำได้ แต่ขอให้จำไว้ว่ายิ่งขยายตัวยิ่งมีปัญหาทางด้านเสถียรภาพ แค่การขยายตัวในอัตราที่ผมว่าควรจะเป็นยังจะต้องเจอภาวะเงินเฟ้อราว 4.0-5.0% และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ราว 2.5-3.0% ของ GDP ซึ่งก็เป็น upper limit ที่จะรับได้อยู่แล้ว