ประชาธิปไตยอำพราง
(ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นสพ.ผู้จัดการรายวัน จันทร์ 20 ก.พ. 49 หน้า 12)
การโต้เถียงระหว่างนายกรัฐมนตรีกับฝ่ายต่อต้านในขณะนี้วนเวียนอยู่กับการอ้างประชาธิปไตย ฝ่ายต่อต้านอ้างประชาธิปไตยในแง่สิทธิเสรีภาพ และความชอบธรรมที่วัดจากการปฏิบัติงาน ส่วนนายกรัฐมนตรียืนกรานว่า เมื่อได้รับการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงมากถึง 19 ล้านเสียงแล้ว ก็มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อจนครบเทอม โดยพูดทำนองว่าจะไม่ยอมให้กุ๊ยมาขับไล่
เรื่องคะแนนเสียง 19 ล้านเสียงนั้น เวลานี้ยังไม่เป็นข้อยุติว่าเป็นคะแนนบริสุทธิ์สักกี่ล้าน เพราะ กกต.ยังคงเก็บบัตรเลือกตั้งที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่มีหมายเลขกำกับอีกมากมาย
คนในพรรคไทยรักไทยบอกกับผมว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้วมา ทางพรรคได้ให้นายทหารระดับสูงผู้หนึ่งทำบัตรเลือกตั้งปลอมขึ้นมามากมาย นักปกครองคนหนึ่งสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้ทำทุกวิถีทางในการช่วยผู้สมัครพรรคไทยรักไทย
ดังนั้น การอ้างคะแนนเสียง 19 ล้านเสียง ก็ไม่น่าจะเป็นการได้ความชอบธรรมที่บริสุทธิ์
ผมเห็นว่า เวลานี้ไม่ใช่ปัญหารัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตย บ้านเมืองเราไม่ได้มีปัญหาการเมือง
แต่มีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น และเราจำเป็นต้องช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไข
จะหวังพึ่งกฎหมายเพียงอย่างเดียวนั้น เห็นจะยาก เพราะมีการหลีกเลี่ยงได้เสมอ
ปัญหาที่ว่านี้ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย
ที่เห็นชัดหน่อยก็คือ การระดมทุนเพื่อแข่งขันให้ได้มาซึ่งอำนาจ
แต่ที่ต้องวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ก็คือ การใช้อำนาจทางการเมือง และกระบวนการประชาธิปไตยเพิ่มพูนทุน
พูดง่ายๆ ก็คือ แทนที่จะใช้อำนาจทางการเมืองในการบริหารบ้านเมืองเพื่อประชาชน ก็ใช้อำนาจนั้นบริหารทุนของตนเอง โดยร่วมกับทุนต่างชาติด้วย
ระบอบประชาธิปไตยนั้นคือ กติกาและกระบวนการทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุนทั้งเล็กทั้งใหญ่สามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรี ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
ในยุคนี้ทุนไม่ได้จำกัดว่าเป็นทุนของชาติใด ทุนไหลเวียนได้อย่างเสรี แต่จะต้องอาศัยกฎกติกาของชาติแต่ละชาติในการดำเนินงานต่างๆ
สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก แต่มีเงินทุนมาก เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนสนิทของลีกวนยู มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน บอกว่า ทุนสิงคโปร์ที่ไปลงไว้ในอินโดนีเซียเสียหายไปมาก จึงโยกมาลงที่ประเทศไทย เขาเล่าว่า นายกรัฐมนตรีไทยได้คุยกับทางสิงคโปร์ว่า ขอให้ไทยร่วมกับสิงคโปร์ในการลงทุนกิจการใหญ่ๆ และเป็นผู้นำร่วมกันในภูมิภาคนี้
สิ่งที่คนไทยไม่ได้รู้หรือมีข้อมูลมากพอก็คือ การเจรจากับต่างประเทศที่ผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ของผู้นำทับซ้อนกัน
เรื่องแรกที่ผมเอะใจ แต่ก็คิดในแง่ดีในขณะนั้นก็คือ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาว่า การบินไทยว่าห่วยแตก แต่ก็เร่งรัดให้มีการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเปิดสายการบิน และให้สิทธิทางการบินมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีไปร่วมทุนกับบริษัทมาเลเซีย เปิดสายการบินแอร์เอเชีย
ท่านผู้หญิงท่านหนึ่งพูดกับผมว่า ทูตต่างประเทศพูดกันว่าไม่เคยเห็นผู้นำประเทศใดไปลงทุนร่วมกับต่างชาติ แล้วเปิดโอกาสให้ต่างชาติที่ตนมีผลประโยชน์ร่วมมาทำธุรกิจแข่งกับสายการบินแห่งชาติ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การเจรจาการขยายกิจการโทรคมนาคมกับบังกลาเทศ โดยไปพูดกับผู้นำบังกลาเทศว่าจะมาเปิดเส้นทางการบินให้ เวลานี้การบินไทยถูกสั่งให้ทำการบินโดยขาดทุนย่อยยับ
การอาศัยอำนาจรัฐและตำแหน่งหน้าที่หาธุรกิจให้กับตนเองนี้คือ การบริหารทุนส่วนตัวควบคู่ไปกับการบริหารประเทศ
การบริหารทุนนั้น หากขยายไปร่วมกับทุนข้ามชาติ ก็จะต้องอาศัยกลไกที่ช่วยในการทำนิติกรรมอำพรางอย่างเช่น การไปเปิดบริษัทที่เกาะเพื่อช่วยหลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องเตือนเราว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับประชาธิปไตยนั้น เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ เพราะผู้มีอำนาจรัฐสามารถอาศัยกลไก และกระบวนการทางประชาธิปไตยหาผลประโยชน์ให้ตนเองได้
วิธีการหาผลประโยชน์ของทุนขนาดใหญ่ก็คือ การหาอภิมหาโครงการอย่างที่เรียกกันว่า Mega Project มาทำการทำโครงการมหึมานี้ก็คือ การที่บริษัทของตนเองซึ่งมีทุนล้นเหลือ ไม่รู้จะลงทุนทางใดแล้ว ก็จึงสร้างอภิมหาโครงการที่ต้องใช้ทุนมากมายขึ้นมา แล้วไปร่วมกับทุนต่างชาติ ทำโครงการต่างๆ ส่วนทุนขนาดเล็กก็จะได้รับประโยชน์ในแง่ของผู้รับเหมารายย่อยเท่านั้น
รัฐบาลที่มีทุนใหญ่หนุน จะมียุทธศาสตร์สองแนวทาง แนวทางที่ประกาศขจัดความยากจน มีกองทุนให้หมู่บ้านนั้น เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง คือทำให้ประชาชนที่เป็นผู้ออกเสียงพอใจ ส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจคือ การอาศัยอำนาจรัฐบริหารทุนส่วนตัว และทุนพันธมิตรต่างชาติ
ผมเองในระยะแรกก็ยังไม่มีข้อข้องใจอะไร แต่พอเห็นมีการขายหุ้นให้สิงคโปร์แล้ว ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะรัฐบาลได้ให้สิงคโปร์มาใช้สนามบินที่อุดรฯ ในการฝึกได้ ผมก็เลยชักเสียวว่าต่อไปหุ้นของ กฟผ.จะเป็นอย่างไร
นายกรัฐมนตรีผู้นี้ ยังเป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย เมื่อรวมกับอาจารย์ นิสิต นักศึกษาร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มาบัดนี้ความโอหังมีมากถึงกับตำหนิครูบาอาจารย์ที่เพียงแสดงความคิดเห็นคัดค้านตน
ผมเองที่มีบทบาทในรัฐวิสาหกิจ และกรรมการบางชุดนั้น ก็เพราะคิดว่าบ้านเมืองนี้ไม่ได้เป็นของนายกรัฐมนตรี และก็ไม่หงอเหมือนกับรัฐมนตรีหรือข้าราชการหลายคน
ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีสำนึกว่า เขาเพิ่งมาทีหลังจะมาอาศัยอำนาจรัฐเพิ่มพูนความมั่งคั่งของตนเองนั้น ไม่ใช่วิสัยของสุภาพบุรุษ และเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาธิปไตยลดสภาพกลายเป็นประชาธิปไตยอำพรางเหมือนกับการทำธุรกรรมอำพรางต่างๆ
หากไม่หยุด ประเทศชาติจะเสียหายหนัก ถ้าเตือนแล้วไม่เชื่อก็จะประสบเคราะห์กรรมอย่างที่ไม่คาดคิด
???