การต่อสู้ระหว่างอำนาจเงินกับอำนาจธรรม

(ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นสพ.ผู้จัดการรายวัน ศุกร์ 24 ก.พ. 49 หน้า 13)

ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทยเรายังมีความแตกต่างกัน ผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ ความคิดเช่นนี้เป็นการจำกัดขอบเขตของระบอบประชาธิปไตยให้มีวงแคบ มีขอบเขตอยู่เฉพาะการดำเนินงานทางรัฐสภาเท่านั้น

แท้จริงแล้ว ระบอบประชาธิปไตยมีขอบเขตกว้างขวางมากกว่าการดำเนินงานภายในรัฐสภา การมีความเคลื่อนไหวนอกสภามากๆ นั้น เป็นการสะท้อนความเป็นจริงทางการเมืองว่าการเมืองในรัฐสภาไม่สามารถจัดการกับปัญหาของประเทศได้ จึงมีการเมืองนอกสภาขึ้น

การที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากเด็ดขาด จึงมีส่วนทำให้สภาฯ ต้องลดบทบาทลง ซ้ำร้ายวุฒิสภาซึ่งตามรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้มีความเป็นอิสระ ก็ยังถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหารอีกด้วย รัฐสภาจึงหมดความหมายไป และไม่อาจทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนที่ทำอยู่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่าในระยะแรกๆ ของการบริหารงานโดยนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวกันมากเท่านี้ ยิ่งนานวันไป รัฐบาลครอบงำรัฐสภา และองค์กรอิสระมากชึ้น การชุมนุมเคลื่อนไหวก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

การชุมนุมเคลื่อนไหวอย่างสงบ ถือว่าเป็นช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนช่องทางหนึ่ง ประชาชนที่ชุมนุมเคลื่อนไหวมักเป็นผู้ที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองมากกว่าผู้อื่น

โดยปกติแล้ว ประชาชนจะรับรู้ข่าวสารทางการเมืองได้จากสื่อมวลชน และกลไกทางการเมืองต่างๆ กลไกทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง และรัฐสภามีหน้าที่กรองข้อมูลข่าวสารแล้วหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อพิจารณาแก้ไข แต่ถ้าสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะผู้แทนราษฎรไม่ทำหน้าที่นี้แล้ว ประชาชนที่รวมเป็นกลุ่มเฝ้าติดตามนโยบายด้านต่างๆ ก็จะเป็นฝ่ายทำหน้าที่นี้แทน

การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งนั้น ชี้ให้เห็นว่าไม่มีช่องทางในรัฐสภาหรือในองค์กรอิสระที่จะทำบทบาทนี้ได้ การเรียกร้องเช่นนี้อยู่ในขอบเขตของหลักประชาธิปไตยหรือไม่ รัฐธรรมนูญเพียงให้ช่องทางและวิธีการที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อกันห้าหมื่นชื่อเพื่อกล่าวหานายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ได้ให้สิทธิในการเรียกร้องให้ออกจากตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีเองก็อ้างสิทธิที่ได้มาตามวิถีทางรัฐธรรมนูญว่าได้รับเลือกตั้งเข้ามา จึงมีความชอบธรรม และผู้เรียกร้องก็ได้รับการวิจารณ์ว่า กระทำการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

แต่ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์แล้ว อำนาจที่เป็นของปวงชนนั้น อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ในหลายประเทศประชาชนลุกฮือขึ้นไล่ผู้นำประเทศ ทั้งๆ ที่ยังมีรัฐธรรมนูญอยู่ ดังนั้น อำนาจอธิปไตยคือที่มาของรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิเรียกอำนาจนั้นคืนมา

เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ รัฐบาลจะทำอย่างไร เท่าที่ปรากฏก็คือ รัฐบาลได้อาศัยกลไกของรัฐไปสนับสนุนให้ประชาชนออกมาสนับสนุนนายกรัฐมนตรี มีประชาชนจำนวนน้อยมากที่จะสมัครใจมาชุมนุมกันเอง

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นายกรัฐมนตรีจะทำอย่างไร จะยุบสภาก็ยากในการหาเหตุผลมาอ้าง เพราะไม่มีข้อขัดแย้งภายในพรรคหรือรัฐสภาถึงขนาดที่จะให้ยุบสภา ดังนั้น ฝ่ายเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งจึงเป็นฝ่ายรุก

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำได้ก็คือ ตรวจสอบข้อกล่าวหาของฝ่ายประท้วงไล่เป็นข้อๆ ไปและชี้แจง หรือไม่ก็รีบแก้ไขเสีย แต่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงขีดที่เกิดความไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางใจแพร่ขยายวงกว้างไปเกินกว่าที่จะเยียวยาได้ แม้แต่เด็กนักเรียนก็ยังออกมาขับไล่ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ถ้านายกรัฐมนตรีขัดขืนไม่ยอมลาออก การบริหารงานของรัฐบาลก็จะมีปัญหา การจะดำเนินโครงการใหญ่ๆ ผู้คนก็จะต่อต้าน เพราะปัญหาการคอร์รัปชันในโครงการสุวรรณภูมิยังคาราคาซังอยู่

หากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี สถานการณ์ก็คงจะไม่ดีขึ้น เพราะคนดีมีฝีมือก็ไม่อยากร่วมสังฆกรรมด้วย ถึงขั้นที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้อง ไม่เหมือนในระยะแรกๆ ที่มีผู้สนับสนุนหลายคน แต่ก็ค่อยๆ ถอยออกไป

หากนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็จะมีการหาความผิดของนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อมูลมากขึ้น นายกรัฐมนตรีจะตกเป็นเป้าเพียงคนเดียว

รัฐบาลชุดนี้มีคนดีๆ มีความสามารถหลายคน

ผมเองเสียดายหลายคนซึ่งขอไม่เอ่ยชื่อ เพราะจะเกิดความอึดอัด คนเหล่านี้บางคนก็เคยแสดงความวิตกกังวลกับผม แต่การร่วมรัฐบาลเดียวกัน ก็ทำให้พูดไม่ออก จะเตือนนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำตัวให้ผู้คนวิจารณ์หรือตักเตือนได้

คนหลายคนซึ่งบางคนเป็นลูกศิษย์ผม เคยพบกับปัญหาที่ผู้มีอำนาจหลงอำนาจมาแล้ว ผมเคยหวังว่า เมื่อคนเหล่านี้ได้ไปมีอำนาจบ้าง ก็คงจะมีความสำนึกดีกว่าคนในสมัยก่อน แต่ก็ไม่จริง บางคนก็ใจอ่อนไม่สามารถตัดสินใจปลีกตัวออกมาจากรัฐบาลได้

คนที่ผมกล่าวถึงนี้ ไปๆ มาๆ กลับมาตำหนิประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งๆ ที่สมัยก่อนพวกเขาเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวเองด้วย ดังนั้น จึงกลายเป็นว่า มิตรร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ ต้องมาอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม กลับเป็นพันธมิตรกับสมัคร สุนทรเวช ได้อย่างน่าอัศจรรย์

การประท้วงนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงต่างกับเหตุการณ์ทั้งสามที่กล่าวมาแล้ว แต่ก่อนพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเป็นคนกลุ่มเดียวกัน บัดนี้มีสองฝ่าย แต่ละฝ่ายก็หากลวิธีต่อสู้และแก้เกมกันเอง

อย่างไรก็ตาม ผมดีใจที่การเมืองไทยมีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง คนอายุ 60 ขึ้นไป และ 20 ลงมาเกิดความตื่นตัวมากขึ้น คนชั้นสูงกว่าคนชั้นกลางสนใจการเมืองมากขึ้น แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ส่วนมากไม่ชอบนายกรัฐมนตรี

คนไทยยังถือว่าตำแหน่งผู้นำประเทศนั้น ควรเป็นอะไรที่มากไปกว่าพ่อค้า อาจเป็นอิทธิพลจากแนวคิดเกี่ยวกับผู้ปกครองในสังคมพุทธ ที่ถือว่าผู้ปกครองต้องมีธรรม รวมถึงจริยธรรม ต้องเสียสละ ไม่ติดยึดกับทรัพย์ศฤงคาร แต่ก็ต้องเป็นคนฉลาดมีปัญญา คนไทยไม่ยอมรับคนฉลาด เก่ง รวย ที่ขาดความสำนึกทางจริยธรรม

ในแง่นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยได้ แต่ไม่สามารถเป็นผู้นำของสังคมไทยได้ เพราะผู้นำนั้นต้องเป็นอะไรมากกว่า พ่อค้าที่มีอำนาจทางการเมือง

เวลานี้สังคมไทยกำลังมีการต่อสู้ระหว่างอำนาจเงินกับคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม น่าเสียดายที่ พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีอำนาจทางคุณธรรมได้ แต่ก็ไม่ได้ใช้โอกาสนั้น

น่าเฝ้าดูว่าระหว่างธนาธิปไตยกับธรรมาธิปไตยนั้น ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ