ตามทฤษฎีสี สีตรงข้าม เช่น เขียว-แดง เหลือง-ม่วง น้ำเงิน-ส้ม เมื่ออยู่ใกล้กันจะดูเด่น เพราะลักษณะสีมันปะทะขัดแย้งกัน คล้ายอุดมการณ์การเมือง ซ้าย-ขวา สังคมนิยม-ทุนนิยม หรือค่านิยมก้าวหน้า-อนุรักษ์ เปลี่ยนแปลง-คงเดิม การอยู่ร่วมกันของสีต่างๆ เหล่านี้ แม้จะปะทะขัดแย้งกันวุ่นวาย แต่ก็ไม่ใช่ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงไป กลับทำให้โลกมีสีสัน มีพัฒนาการ มีพลวัต เพราะยกระดับจากความขัดแย้งหนึ่งไปสู่อีกความขัดแย้งหนึ่งได้เรื่อยๆ
แต่พวกนิยมสีเทาเชื่อต่างกันไป พวกเขาเชื่อว่าโลกมีแต่สีเทา สีเทาเป็นสีเบื้องต้นและพื้นฐานที่สุด สีอื่นๆ เช่น ขาว ดำ เขียว เหลือง แดง ล้วนเป็นสีขั้นสอง เป็นมายาภาพ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเอง สีขาวเพื่อใช้เป็นกฎเกณฑ์บอกว่าความดีคืออะไร สีดำเพื่อใช้บอกว่าความเลวคืออะไร แต่ในโลก ความเป็นจริงแล้วไม่มีความดี-ความเลว ไม่มีความชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม ไม่มีหลักเกณฑ์หรือการไร้กฎเกณฑ์ ทั้งหมดเป็นจินตนาการของมนุษย์ซึ่งเราสามารถก้าวพ้นยกเลิกมันทิ้งได้ตลอดเวลา ถ้าเราเชื่อมั่นในแก่นแท้ความเป็นสีเทา ในสายตาของพวกเขาความจริงมีสีเดียวคือสีเทา ในปัจจุบันเราได้เห็นความคิดสีเทา อำนาจสีเทา ผลประโยชน์สีเทา ก่อตัวเป็นแท่งมหึมาที่กักขังคนไทยจำนวนมากไว้ภายใน
ยังมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งฟังเผินๆ คล้ายเป็นพวกมีความคิดชัดเจนไม่คลุมเครือ ไม่เป็นสีเทา แต่แท้ที่จริงเป็นความคิดสีเทาขนานแท้ดั้งเดิมเลย คือความเชื่อว่าโลกมีมิติเดียว ที่เหนือกว่าและครอบงำมิติอื่นๆ ทุกๆ มิติ (พวกมองโลกหลากสีให้คุณค่าแก่ทุกมิติ แต่เน้นความสำคัญและการอยู่รวมกันของทุกมิติ) เช่น ความคิดที่เชื่อในอำนาจแบบเผด็จการ เชื่อในกลไกตลาดของพวกเสรีนิยมใหม่
ความคิดแบบนี้เป็นที่มาของการซื้อหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ เนชั่น โทรทัศน์ช่องต่างๆ "ในเมื่อมีหุ้นซื้อขายอยู่ในตลาด ก็ต้องยอมรับกติกาตลาด ใครซื้อหุ้นใหญ่ได้ก็มีสิทธิเป็นเจ้าของ" ความคิดแบบตัดตอนเน้นเฉพาะส่วนนี้ ทำให้ขาดการมองมิติความเป็นสังคม ความเป็นอิสระในการวิจารณ์เสนอแนะของสื่อ เช่นเดียวกับการที่นายกฯ ฟ้องสื่อ โดยอ้างว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของตน บริษัทยักษ์ใหญ่สื่อสารฟ้องนักวิชาการสื่อมวลชนตัวเล็กๆ ถ้าสังคมยอมรับวาทกรรมเช่นนี้ จะทำให้สมดุลของระบบเสีย เกิดเป็นระบอบเผด็จอำนาจเบ็ดเสร็จของทุน ของบุคคล หรือระบอบธนาธิปไตยได้
4.วีรบุรุษสีเทา อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยซึ่งเหวี่ยงเข้าหาสีเทา สร้างทักษิณให้เป็นวีรบุรุษสีเทา มากพอๆ กับที่ทักษิณผลักดันให้สังคมการเมืองไทยเป็นสีเทา ลักษณะของเหล่าวีรบุรุษสีเทาที่สำคัญคือ
-การไม่ยึดติดกับระบบคุณค่า (value system) ใดๆ
-ความดี-ความเลวไม่ใช่เครื่องชี้ขาด คนโกงซึ่งเลว ถ้าเก่งเป็นประโยชน์ก็ใช้ได้
-วีรบุรุษสีเทามองทุกอย่างเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม สถาบันสังคม กฎหมาย ประชาธิปไตย ล้วนมีคุณค่าในฐานะเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ ถูกเปลี่ยนแปลงหรือทิ้งไปได้ตลอดเวลา
-วีรบุรุษสีเทาเน้นผลลัพธ์ จะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ
-เป้าหมายของพวกนิยมสีเทาเป็นแบบเดียวกับพวกเผด็จการทางความคิดทุกๆ กลุ่ม คือการบูชาสิ่งสิ่งเดียว คือการมีอำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจ มีเงินเพื่อเพิ่มเงิน
-วีรบุรุษสีเทาบูชาอำนาจในเชิงเดี่ยว เน้นการบริหารแบบซีอีโอ เน้นวาทะแบบ "ผมจะรับผิดชอบเองทั้งหมด" "จะปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด" ซึ่งพูดมาแล้วกว่า 20 ครั้งในกรณีภาคใต้ แต่ปัญหาไม่ดีขึ้นสักที
-ถึงที่สุดการได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของพวกนี้ก็เพื่อตัวเอง เนื่องจากพวกนิยมสีเทาไม่แบ่งแยกดี-ชั่ว เครื่องมือ-เป้าหมาย ส่วนตัว-ส่วนรวม จึงมีหลักคิดว่าเพราะตัวเองจำเป็นต่อส่วนรวม จึงต้องให้ตัวเองมีอำนาจ มีเงิน มีผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบสิ้น
5.บริกรสีเทา นอกจากเกิดความคิดสีเทา วีรบุรุษสีเทา ยังเกิดบริกรสีเทาจำนวนมากในสังคมไทย ทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กร ทำให้วิกฤติสีเทาที่กำลังเกิดในบ้านเราไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์เฉพาะส่วนหรือชั่วคราว แต่มีแนวโน้มเป็นระบบที่ฝังรากลึก
นอกจากผู้นำที่เป็นวีรบุรุษสีเทาแล้ว เรายังมีรัฐสภาสีเทา ที่เกือบไม่มีการอภิปรายที่มีคุณค่าทางสติปัญญา ความรู้ หรือคุณค่าทางสังคมการเมืองเลย ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาภาคใต้ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ แต่รัฐสภาไม่เคยถูกใช้เป็นเวทีในการถกเถียงเรื่องสำคัญนี้อย่างจริงจัง
เรามีวิกฤติสีเทาในวุฒิสภาและองค์กรอิสระหลายเรื่อง ตั้งแต่กรณีคำตัดสินคดีซุกหุ้น กรณีผู้ว่าฯ สตง. กรณีเพิ่มเงินเดือนตัวเอง การคัดเลือกคณะกรรมการ กสช. ฯลฯ แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ การปฏิบัติตนสวนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ที่ต้องการขยายความเป็นประชาธิปไตยให้กว้างขวางขึ้น กลายเป็นการย้อนกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ด้วยการดึงอำนาจเข้าตัวเอง เพื่อรับใช้เผด็จการของกลุ่มทุน