ฝ่ากรงขังสีเทา

(ธีรยุทธ บุญมี นสพ.ไทยโพสต์ ศุกร์ 21 ตุลาคม 2548 ฉบับครบรอบ 9 ปี ก้าวสู่ปีที่ 10)

1.ชีวิตผมเคยถูกจับกุมคุมขังโดยตรง 2 หน และโดยอ้อมอีก 2 หน โดยตรงครั้งแรกถูกขังคุก 7 วัน เมื่อตอนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในข้อหาเป็นกบฏเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ครั้งที่สองในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีคนทราบไม่มากนัก ผมถูกกำลังทหารกุมตัวไว้ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์และกองพลที่ 1 ก่อนจะถูกปล่อยตัวเมื่อประชาชนได้รับชัยชนะ ปัจจุบันผมมีความรู้สึกเสมือนตกอยู่ในกรงขังอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ไม่ใช่กรงขังเหล็กหรือกรงขังของกำลังอาวุธ แต่เป็นกรงขังของความคิดสีเทา อำนาจสีเทา และผลประโยชน์สีเทา แต่ที่ผมกังวลมากกว่า คือ ความรู้สึกว่าคนไทยทุกคนกำลังติดอยู่ในกรงขังสีเทานี้เหมือนๆ กัน

2.วิกฤติสีเทา หลังเหตุการณ์พฤษภาคมมักมีการพูดกันว่าเมืองไทยจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีก เพราะเผด็จการล้าสมัย ไม่มีความขัดแย้งประชาธิปไตย-เผด็จการ หรือซ้ายกับขวาอีก แล้วก็รีบสรุปกันว่าเมื่อไม่มีการแยกขั้วเป็นขาวกับดำ โลกก็มีแต่สีเทา ด้วยตรรกะง่ายๆ นี้ก็จะพากันไปสู่จุดว่า อะไรก็ได้ที่พอได้ผลหรือดูดีกว่าที่ผ่านมาก็ใช้ได้ แม้จะโกงบ้าง เล่นพวกพ้อง ใช้อำนาจผิดๆ บ้างก็ไม่เป็นไร รัฐบาลโกงบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าฝ่ายค้านขึ้นมาก็โกงเหมือนกัน

ความคิดอะไรก็ได้นี้ขยายตัวกว้างขวางในยุคของทักษิณ วุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. ตัดสินใจผิดพลาดหลายๆ เรื่อง แต่ไม่มีใครแสดงตัวรับผิดชอบ ในยุคนี้เราได้เห็นฝ่ายขวากลายเป็นฝ่ายก้าวหน้า เราได้เห็นฝ่ายก้าวหน้ากลายเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม เราได้เห็นฝ่ายซ้ายโจมตีฝ่ายซ้าย เราได้เห็นฝ่ายนิยมเจ้าเดิมโจมตีอีกฝ่ายที่เชิดชูเจ้า เราได้ยินผู้พิพากษาบอกว่าทำผิดกฎหมายก็ไม่เป็นไรถ้าประชาชนเลือกมาตั้ง 19 ล้านคน ฯลฯ นี่เป็นอาการวิกฤติสีเทาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ผมสังเกตจากประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเราว่า คนไทยมักแกว่งในเรื่องความคิดทางการเมือง เราเบื่อประชาธิปไตยไฮด์ปาร์กแบบจอมพล ป. เราก็เรียกหาเผด็จการสฤษดิ์ เราเข็ดขยาดเผด็จการถนอม-ประภาส-ณรงค์ เราก็เรียกหาประชาธิปไตย 14 ตุลา หลัง 14 ตุลา นักศึกษาเอียงไปทางสังคมนิยมและประชาธิปไตยจัด สังคมก็เหวี่ยงกลับไปทางเผด็จการและอนุรักษนิยม จนสรุปมาเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบแบบพลเอกเปรม พอสังคมเบื่อพลเอกเปรมก็หันไปทางประชาธิปไตยเต็มใบ แล้วเบื่อการแก่งแย่งแตกแยก ไร้เสถียรภาพของรัฐบาลและพรรคการเมือง จึงเหวี่ยงไปสู่ รสช.-เหตุการณ์พฤษภาคม และรัฐธรรมนูญใหม่ที่โน้มเอียงสุดขั้วไปมอบอำนาจให้นายกฯ จนล้นเกิน รัฐธรรมนูญนี้ช่วยปั้นแต่งให้เกิดการเมืองสีเทา และยังเสริมด้วยอีก 2 ปัจจัย คือ วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้คนไทยหวั่นเกรงและเกิดความคิดแนวดำ แนวขาว แนวเทา อะไรก็ได้ที่ช่วยแก้วิกฤติได้ก็พอ อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความเบื่อหน่ายต่อหลักการสีขาว ภาพพจน์สีขาวที่ชวน หลีกภัย แห่งประชาธิปัตย์พยายามฝืนยัดเยียดให้สังคมไทยตลอดช่วง 4 ปีที่อยู่ในอำนาจ

การเหวี่ยงไปสู่ "สีเทา" ทั้งทางความคิด ระบบอำนาจ และผลประโยชน์สีเทา กำลังก่อตัวเป็นกรงขังมหึมาที่กักขังคนไทยอยู่ในปัจจุบัน

3.ความคิดสีเทา ในความเป็นจริงการบอกว่าไม่มีความขัดแย้งซ้ายกับขวา ไม่มีขั้วขัดแย้งเผด็จการประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะกลายเป็นสีเทา แต่หมายถึงการมองเห็นยอมรับการดำรงอยู่ของสีสันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีขาว แดง น้ำเงิน เหลือง ม่วง ดำ เขียว คราม การเคารพทุกๆ สีก็คือการเคารพความต่างของความคิดทางการเมือง ความเชื่อทางศาสนา ค่านิยมสังคม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม (เพราะเราหย่อนในการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้)

ตามทฤษฎีสี สีตรงข้าม เช่น เขียว-แดง เหลือง-ม่วง น้ำเงิน-ส้ม เมื่ออยู่ใกล้กันจะดูเด่น เพราะลักษณะสีมันปะทะขัดแย้งกัน คล้ายอุดมการณ์การเมือง ซ้าย-ขวา สังคมนิยม-ทุนนิยม หรือค่านิยมก้าวหน้า-อนุรักษ์ เปลี่ยนแปลง-คงเดิม การอยู่ร่วมกันของสีต่างๆ เหล่านี้ แม้จะปะทะขัดแย้งกันวุ่นวาย แต่ก็ไม่ใช่ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงไป กลับทำให้โลกมีสีสัน มีพัฒนาการ มีพลวัต เพราะยกระดับจากความขัดแย้งหนึ่งไปสู่อีกความขัดแย้งหนึ่งได้เรื่อยๆ

แต่พวกนิยมสีเทาเชื่อต่างกันไป พวกเขาเชื่อว่าโลกมีแต่สีเทา สีเทาเป็นสีเบื้องต้นและพื้นฐานที่สุด สีอื่นๆ เช่น ขาว ดำ เขียว เหลือง แดง ล้วนเป็นสีขั้นสอง เป็นมายาภาพ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาเอง สีขาวเพื่อใช้เป็นกฎเกณฑ์บอกว่าความดีคืออะไร สีดำเพื่อใช้บอกว่าความเลวคืออะไร แต่ในโลก ความเป็นจริงแล้วไม่มีความดี-ความเลว ไม่มีความชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม ไม่มีหลักเกณฑ์หรือการไร้กฎเกณฑ์ ทั้งหมดเป็นจินตนาการของมนุษย์ซึ่งเราสามารถก้าวพ้นยกเลิกมันทิ้งได้ตลอดเวลา ถ้าเราเชื่อมั่นในแก่นแท้ความเป็นสีเทา ในสายตาของพวกเขาความจริงมีสีเดียวคือสีเทา ในปัจจุบันเราได้เห็นความคิดสีเทา อำนาจสีเทา ผลประโยชน์สีเทา ก่อตัวเป็นแท่งมหึมาที่กักขังคนไทยจำนวนมากไว้ภายใน

ยังมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งฟังเผินๆ คล้ายเป็นพวกมีความคิดชัดเจนไม่คลุมเครือ ไม่เป็นสีเทา แต่แท้ที่จริงเป็นความคิดสีเทาขนานแท้ดั้งเดิมเลย คือความเชื่อว่าโลกมีมิติเดียว ที่เหนือกว่าและครอบงำมิติอื่นๆ ทุกๆ มิติ (พวกมองโลกหลากสีให้คุณค่าแก่ทุกมิติ แต่เน้นความสำคัญและการอยู่รวมกันของทุกมิติ) เช่น ความคิดที่เชื่อในอำนาจแบบเผด็จการ เชื่อในกลไกตลาดของพวกเสรีนิยมใหม่

ความคิดแบบนี้เป็นที่มาของการซื้อหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ เนชั่น โทรทัศน์ช่องต่างๆ "ในเมื่อมีหุ้นซื้อขายอยู่ในตลาด ก็ต้องยอมรับกติกาตลาด ใครซื้อหุ้นใหญ่ได้ก็มีสิทธิเป็นเจ้าของ" ความคิดแบบตัดตอนเน้นเฉพาะส่วนนี้ ทำให้ขาดการมองมิติความเป็นสังคม ความเป็นอิสระในการวิจารณ์เสนอแนะของสื่อ เช่นเดียวกับการที่นายกฯ ฟ้องสื่อ โดยอ้างว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของตน บริษัทยักษ์ใหญ่สื่อสารฟ้องนักวิชาการสื่อมวลชนตัวเล็กๆ ถ้าสังคมยอมรับวาทกรรมเช่นนี้ จะทำให้สมดุลของระบบเสีย เกิดเป็นระบอบเผด็จอำนาจเบ็ดเสร็จของทุน ของบุคคล หรือระบอบธนาธิปไตยได้

4.วีรบุรุษสีเทา อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยซึ่งเหวี่ยงเข้าหาสีเทา สร้างทักษิณให้เป็นวีรบุรุษสีเทา มากพอๆ กับที่ทักษิณผลักดันให้สังคมการเมืองไทยเป็นสีเทา ลักษณะของเหล่าวีรบุรุษสีเทาที่สำคัญคือ

-การไม่ยึดติดกับระบบคุณค่า (value system) ใดๆ

-ความดี-ความเลวไม่ใช่เครื่องชี้ขาด คนโกงซึ่งเลว ถ้าเก่งเป็นประโยชน์ก็ใช้ได้

-วีรบุรุษสีเทามองทุกอย่างเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม สถาบันสังคม กฎหมาย ประชาธิปไตย ล้วนมีคุณค่าในฐานะเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ ถูกเปลี่ยนแปลงหรือทิ้งไปได้ตลอดเวลา

-วีรบุรุษสีเทาเน้นผลลัพธ์ จะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ

-เป้าหมายของพวกนิยมสีเทาเป็นแบบเดียวกับพวกเผด็จการทางความคิดทุกๆ กลุ่ม คือการบูชาสิ่งสิ่งเดียว คือการมีอำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจ มีเงินเพื่อเพิ่มเงิน

-วีรบุรุษสีเทาบูชาอำนาจในเชิงเดี่ยว เน้นการบริหารแบบซีอีโอ เน้นวาทะแบบ "ผมจะรับผิดชอบเองทั้งหมด" "จะปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด" ซึ่งพูดมาแล้วกว่า 20 ครั้งในกรณีภาคใต้ แต่ปัญหาไม่ดีขึ้นสักที

-ถึงที่สุดการได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของพวกนี้ก็เพื่อตัวเอง เนื่องจากพวกนิยมสีเทาไม่แบ่งแยกดี-ชั่ว เครื่องมือ-เป้าหมาย ส่วนตัว-ส่วนรวม จึงมีหลักคิดว่าเพราะตัวเองจำเป็นต่อส่วนรวม จึงต้องให้ตัวเองมีอำนาจ มีเงิน มีผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบสิ้น

5.บริกรสีเทา นอกจากเกิดความคิดสีเทา วีรบุรุษสีเทา ยังเกิดบริกรสีเทาจำนวนมากในสังคมไทย ทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กร ทำให้วิกฤติสีเทาที่กำลังเกิดในบ้านเราไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์เฉพาะส่วนหรือชั่วคราว แต่มีแนวโน้มเป็นระบบที่ฝังรากลึก

นอกจากผู้นำที่เป็นวีรบุรุษสีเทาแล้ว เรายังมีรัฐสภาสีเทา ที่เกือบไม่มีการอภิปรายที่มีคุณค่าทางสติปัญญา ความรู้ หรือคุณค่าทางสังคมการเมืองเลย ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาภาคใต้ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ แต่รัฐสภาไม่เคยถูกใช้เป็นเวทีในการถกเถียงเรื่องสำคัญนี้อย่างจริงจัง

เรามีวิกฤติสีเทาในวุฒิสภาและองค์กรอิสระหลายเรื่อง ตั้งแต่กรณีคำตัดสินคดีซุกหุ้น กรณีผู้ว่าฯ สตง. กรณีเพิ่มเงินเดือนตัวเอง การคัดเลือกคณะกรรมการ กสช. ฯลฯ แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ การปฏิบัติตนสวนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ที่ต้องการขยายความเป็นประชาธิปไตยให้กว้างขวางขึ้น กลายเป็นการย้อนกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ด้วยการดึงอำนาจเข้าตัวเอง เพื่อรับใช้เผด็จการของกลุ่มทุน (ดูเพิ่มเติมในล้อมกรอบ)

เรายังมีเนติบริกรสีเทา ที่เขียนกฎหมายเอาผิดคนในยุคสุโขทัยได้ และให้ลูกหลานในอีกร้อยปีข้างหน้าเป็นหนี้สินล้มละลาย หรือไร้ทรัพย์สมบัติใดๆ เพราะถูกขายหมดไปแล้วได้

เรามีผู้พิพากษาสีเทา ที่ยอมรับว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย คือมีคนมาติดสินบนตัวเองในกรณีซุกหุ้น แต่ไม่ยอมดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย

เรามีหน่วยปราบปรามคอรัปชั่น เช่น ป.ป.ช. ปปง. ซึ่งกรณี CTX เกิดขึ้นชัดเจน ครึกโครม แต่กลับไปไล่ยึดทรัพย์มาเฟียโบ๊เบ๊กับสามเณรกามวิปริตแทน

เรามีคนไทยที่พร่ำพูดแสดงความวิตกกังวลความเสื่อมทรามศีลธรรมในสังคมไทย ในหมู่วัยรุ่นติดยา มั่วเซ็กซ์ ชกต่อย ตีกันเอง แต่คนไทยที่เคร่งศีลธรรมเหล่านั้นกลับยุให้ผู้นำสีเทาวิสามัญพ่อค้ายาบ้าหรือขับไล่ชาวบ้านใน 3 จังหวัดออกไปจากแผ่นดินไทยได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่วิธีแก้ปัญหาต้องมองระยะยาว ใช้หลักความเท่าเทียมของสิทธิทางกฎหมาย ความเชื่อ และวัฒนธรรม อย่างเคร่งครัดจริงจัง

6.ผลกระทบต่อสังคมไทย

วีรบุรุษสีเทา บริกรสีเทา ความคิด (นโยบาย) สีเทา ป้อนข้าวป้อนน้ำให้คนไทยอ้วนพี อยู่สบายในกรงขังสีเทา แต่เราจะอยู่ได้นานเท่าไร กรงขังสีเทากัดกร่อนอะไรเราบ้าง?

เรากำลังก้าวเข้าสู่กับสังคมที่จะไม่ยึดติดกับระบบคุณค่าใดๆ

เรากำลังเห็นนักคิดนักธุรกิจไทยจำนวนมากคิดสั้น ง่าย ว่า เราฝืนระบบตลาดเสรีและโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นระบบสีเทา (เพราะมอบอำนาจให้กลไกตลาดเป็นผู้ตัดสินคุณค่าทุกอย่าง ตั้งแต่ราคา ศิลปะ บริการทางเพศเด็กเล็ก วัตถุประวัติศาสตร์) ไม่ได้ ก็ควรก้าวตามเป็นสีเทาไปด้วย พวกเขาไม่ขบลึกเข้าไปในรากเหง้าสังคมยุโรปและอเมริกาว่า ผู้คนเคารพรัฐธรรมนูญ กฎหมายอย่างเหนียวแน่น พวกเขามีสิทธิอำนาจในตนเอง สิทธิอำนาจชุมชนที่เข้มแข็ง พวกเขามีระบบอุดมการณ์ทางสังคมและการเมืองที่หลากหลาย และมีประเพณีเคารพการต่างความคิดกันมาช้านาน

เรากำลังเห็นสถาบันสำคัญๆ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องคุณธรรมศีลธรรมของสังคม กำลังพยายามลอยตัว ไม่ตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว ปล่อยให้วิกฤติสีเทาแพร่ระบาดไปทั่ว

ผมมีความหวังอย่างเดียวจากประสบการณ์ชีวิตอันยาวนานทางการเมืองว่า คนไทยซึ่งเหวี่ยงตัวเองสุดขั้วไปทางใดทางหนึ่ง มักจะเหวี่ยงตัวกลับไปอีกทางเสมอ

เมื่อไรเราจะเหวี่ยงตัวเองฝ่าออกจากกรงขังสีเทา?

------------------------------

ล้อมกรอบ

1.จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ 2540 คือเน้นให้เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่ย้อนกลับไปเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่คนกลุ่มน้อย เช่น ทหาร ตำรวจ นักกฎหมายเทคโนแครต มามีอำนาจกำกับอำนาจประชาธิปไตย

2.รัฐธรรมนูญ 2540 ตราให้มีอำนาจที่ 4 คือ องค์กรอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่มีที่มาจากภาคสังคมต่างๆ คอยตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้คำแนะนำรัฐและสภา แต่ท้ายที่สุดอำนาจนี้ก็ต้องอ้างอิงไปสู่ประชาชน คือต้องผ่านการเสนอชื่อหรือรับรองโดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

3.องค์กรอิสระหรืออำนาจที่ 4 นี้ รัฐธรรมนูญจงใจให้มาจากสถาบันที่มีเครดิต ความน่าเชื่อถือในสังคม เช่น สถาบันวิชาการ สถาบันวิชาชีพ ผู้พิพากษา ข้าราชการบำนาญ เป็นความพยายามที่จะให้อำนาจสังคมมาถ่วงดุลอำนาจของนักการเมือง แต่ถ้านักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้พิพากษา อดีตข้าราชการเหล่านี้ใช้อำนาจไม่ใช่เพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล หรือให้คำแนะนำ แต่ใช้อำนาจเพื่อเพิ่มอำนาจหรือผลประโยชน์แก่ตัวเอง พวกเขาก็ไม่ต่างไปจากทหาร ตำรวจ เทคโนแครตในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งทำตัวเป็นเครื่องมือของเผด็จการ หรือเป็นเผด็จการเสียเอง เช่น ในกรณีผู้ว่าฯ สตง. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ร่างระเบียบผิดๆ ให้ตัวเองมีอำนาจเสนอชื่อผู้เข้าชิงผู้ว่าการ สตง.เพียงชื่อเดียว ซึ่งเท่ากับรวบอำนาจของประชาชนชาวไทยมาไว้ในมือตัวเอง ประธานสภาผู้แทนก็รับเรื่องจาก ส.ว.ไม่กี่คนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จึงเท่ากับว่าอดีตวีรบุรุษประชาธิปไตยผู้นี้ปฏิเสธสิทธิอำนาจของผู้แทนประชาชนเสียเอง ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความให้อำนาจกึ่งประชาธิปไตยที่กล่าวมาสูงกว่าอำนาจประชาธิปไตย วุฒิสภาเองก็กลับมติตัวเอง 2-3 รอบ โดยหาวุฒิสมาชิกสีขาวลาออกเพื่อรับผิดชอบไม่ได้แม้แต่คนเดียว

4.เป็นที่ชัดเจนว่าอำนาจที่เป็นพื้นฐานและเหนือกว่าอำนาจสถาบันวิชาชีพ ราชการ วิชาการ ก็คือ อำนาจของประชาชน ซึ่งก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างก็ประพฤติตนเป็นสีเทา เป็นเพียงเครื่องมือให้ผู้นำสีเทาใช้แต่งตั้งองค์กรอิสระและกำราบให้กลายเป็นเสือกระดาษ ที่ไม่ต่างจากวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งในอดีตที่คอยค้ำเก้าอี้ของนายกรัฐมนตรีที่มาจากกองทัพ จึงเป็นการย้อนกลับไปหายุคประชาธิปไตยครึ่งใบอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบใหม่ (neo semi-democracy) คือ ประชาธิปไตยครึ่งหนึ่งกับเผด็จการทุนอีกครึ่งหนึ่ง

----------------