ทักษิณ VS สนธิ ระวังประชาธิปไตยจะแพ้

(ปราโมทย์ นาครทรรพ นสพ.มติชน จันทร์ 31 ต.ค. 48 หน้า 7)

จากบ้านไปนาน กลับมามีเรื่องอยากเขียนเยอะแยะ

เรื่องแรกคือ ความห่วงของอาวุโส 4 ท่าน (นพ.เสม-คำสิงห์ ศรีนอก-อาจารย์จรูญ มิลินทร์-ดร.เจตนา นาควัชระ) ที่ระบายเรื่องเดียวกันออกมา โดยที่มิได้เอ่ยปากถาม แต่เจ้ากรรมให้มีเรื่องอื่นๆ ที่จะต้องเข้าคิวเขียนเสียอีก

แพลมเรื่องแรกที่ตั้งใจออกมาสักนิดก็ได้ว่า ท่านทั้งสี่ห่วงว่าคนไทยคิดไม่เป็น (หรือไม่มีความคิด...ผู้เขียน) ซึ่งนับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ละเว้นเด็กหรือผู้ใหญ่ จบ ป.4 หรือได้ปริญญาเอก มีตำแหน่งใหญ่โตหรือไม่

เปล่านะ ทุกท่านรวมทั้งผู้เขียน มิได้ตีวัวกระทบคราด และเปลี่ยนใจมาเขียนเรื่อง ทักษิณ VS สนธิ ก่อน เพราะห่วงทั้งสองคน และห่วงผลที่จะกระทบสังคมไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย

ไม่อยากจะปิดบังว่า ได้โทรจากอเมริกามาให้กำลังใจสนธิ ลิ้มทองกุล และเมื่อมาถึงแล้วก็ยังฝากไปอีก ทั้งนี้โปรดอย่าหาลำเอียง ทำไมมิให้นายกฯทักษิณบ้าง บอกตรงๆ ให้ท่านอยู่ในใจทุกๆ วัน แต่เกรงว่าท่านจะไม่รับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเป็นคนลำเอียงเข้าข้างประชาธิปไตย และเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องหรือควรมีมาตรฐานที่เป็นสากลบางอย่าง ไม่ว่าจะแก่หรืออ่อนก็ควรต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมือง กับผู้ที่มิได้มีอาชีพเป็นปัญญาชนธรรมดา แต่เป็นผู้ที่ดำรงฐานะเป็นฐานันดรที่สี่อีกด้วย

มีพังเพยประชาธิปไตยอยู่ประโยคหนึ่ง กล่าวว่า ประชาธิปไตยจะงอกงามอยู่ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองประเทศมีความอดทน อดกลั้น ขันติ ในขณะที่ประชาชนจะต้องแข็งขัน และหมั่นทะลึ่ง (เกาหรือเขกหัวรัฐบาลบ่อยๆ)

รู้เต็มอกว่าของเรามันยาก เพราะผู้นำในสังคมอำนาจนิยมอย่างไทยมักจะเหลิง และเสียคนไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอของคนรอบข้าง ในขณะที่ประชาชนก็วางเฉย เฉื่อยชา ไม่กล้าอ้าปาก เพราะเกรงเจ็บตัว กลัวเสียผลประโยชน์

แต่ในกรณีของสนธิ ไม่สู้จะเข้าข่ายดังกล่าว จะว่าทะลึ่งก็ไม่เชิง อยากเห็นสื่อขยันและทะลึ่งมากกว่านี้อีกสักสิบเท่า สิ่งที่สนธิทำนี้เป็นการเติมสิ่งที่สังคมเราขาดอย่างเดียวกับ ส. ศิวรักษ์ จึงออกจะเห็นใจ แต่ก็อดสงสัยอยู่ในสองเรื่อง คือ หนึ่ง เวลา ทำไมถึงจะต้องเป็นตอนนี้ และสอง เรื่องขอบเขตและความสมควรที่ฝรั่งเรียกว่า prudence

ผู้ที่แก้ต่างให้สนธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาของสื่อ พร้อมเพรียงกันเป็นอย่างยิ่ง ก็ชื่นชมในแง่ของการพิทักษ์เสรีภาพ เมื่อใดสื่อถูกปิดปากก็ไม่ผิดอะไรกับมีสุริยะคราสในบ้านเมืองตลอดกาล บ้างก็บอกว่า อ้าวรัฐบาลอยากทะลึ่งไปเตะเขาก่อนนี่ เขาก็ต้องถีบกลับบ้าง เป็นใคร ใครจะไม่โกรธ

จึงเป็นห่วงว่า ถ้าสนธิทำด้วยความโกรธ แล้วมันจะเกินเลยไปจนไม่มีขอบเขต เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นคนเก่งและคนกล้า

จึงขออนุญาตเถิด อย่าหาว่าผู้เขียนทะลึ่งเลย ขอให้ทั้งคู่คิดให้ดี อย่าลืมคำว่า ขิงก็รา-ข่าก็แรง เดี๋ยวจะต้องจ่ายแพงยิ่งกว่าน้ำผึ้งหยดเดียว

เรื่องราวจริงๆ จะเป็นอย่างไรก็ชั่งเถิด ในสายตาชาวโลก มันมิใช่เรื่องระหว่างนายทักษิณกับนายสนธิแล้ว มันเป็นเรื่องระหว่างนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยกับสื่อ

ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

และในกรณีนี้สื่อใช้เสรีภาพเกินขอบเขตหรือไม่

คำถามข้อที่สองนั้นตอบง่าย ถึงแม้สื่อจะใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ก็มิใช่หน้าที่ของรัฐบาลจะต้องมาเป็นผู้แก้ไข ยิ่งสื่ออ้างว่ากระทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในสิ่งที่งดเว้นแล้วจะเกิดความเสียหาย ภาวะพิสูจน์ก็จะยิ่งตกหนักแก่รัฐบาล

สำหรับคำถามที่หนึ่ง คนไทยทุกคนมีสิทธิช่วยกันตอบ แต่จะตอบได้ถูกต้องหรือไม่ขึ้นอยู่กับตั้งคำถามถูกต้องหรือเปล่า ถ้าตอบเพราะความเป็นพวกกัน ก็ป่วยการ

เคยเล่าให้ฟังแล้ว และนายกฯทักษิณน่าจะรู้ดียิ่งกว่าใครๆ ว่าเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ข่าวและการเคลื่อนไหวทุกอย่างมันไหลบ่า ทั้งแบบที่เรียกว่า real time คือ เห็นทั่วโลกพร้อมกันในเวลาเดียวกัน และแบบ no time คือไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่จำกัดเวลาเกิดขึ้นแล้วปิดอยาก ผิดถูกไม่เข้าใจ จะแตกตัวกระจายกันออกไปไม่รู้จบ เหมือนกับเรื่องเว็บไซต์มุสลิมแอนตี้อเมริกันที่ผมเคยเล่าว่า เริ่มจากสิบเป็นล้าน

ก่อนจะเขียนเรื่องนี้ลองเปิดเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูลเปรียบเทียบ โดยถาม search engine ว่า British prime minister filing libel against newspaper เชื่อไหมว่าคำตอบที่แดงโร่ออกมาไม่มีเรื่องนายกฯอังกฤษเลย ล้วนแต่เป็นเรื่องนายกฯ ไทยทั้งสิ้น เราอย่าไปโทษว่า search engine มันโง่เลย ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะยอมโง่ไปกว่ามัน

อยากจะพูดเรื่องเสรีภาพของสื่อ

ผู้เขียนว่าสื่อมีเสรีภาพเต็มร้อยในการตรวจสอบรัฐบาล เมื่อใดที่สื่อถูกคุกคาม สื่อก็มีสิทธิต่อสู้ แม้แต่สื่อจะลำเอียงอยากล้มรัฐบาลสื่อก็ทำได้ แต่ต้องให้อยู่ในกรอบหรือครรลองของรัฐธรรมนูญ ด้วยการชักชวนให้ประชาชน นักวิชาการ และแม้กระทั่งผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาล ให้กลับใจมาโค่นรัฐบาล เพราะท่านมีความสามารถทำให้เขาเชื่อท่านได้ว่ารัฐบาลไม่ดี อย่าปล่อยเอาไว้ หรือท่านจะใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง หาเงินมามากๆ เพื่อมาประมูลเอาเสียงสู้กันก็ยังได้ แม้แต่ง่ายกว่านั้น เอาแค่ห้าหมื่นคนนอกสภาก็ยังไม่เป็นไร แต่ขอให้อยู่ในกติกา อย่าทำลายประชาธิปไตย

อยากให้พวกเรายอมรับว่า ถึงแม้ประชาธิปไตยของเรายังไม่สมบูรณ์ อย่างน้อยเราก็เริ่มต้นด้วยการมีสัญลักษณ์และความต่อเนื่อง (stability) เราไม่ควรทำลาย stability ซึ่งเราเพิ่งจะมีโอกาสมี เว้นเสียแต่ว่าเราพิสูจน์ได้จนสิ้นสงสัยว่า stability นั้นนำมาสร้างความไม่ชอบธรรมเบ็ดเสร็จจนกระทั่งเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ

สำหรับฟากรัฐบาล อยากขอให้นักวิชาการและนักกฎหมายรัฐธรรมนูญศึกษาหาข้อมูลทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ว่ามีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีในประเทศประชาธิปไตยที่ไหนบ้างที่ฟ้องสื่อทำนองเดียวกับนายกฯทักษิณ

โปรดอย่าอ้างตัวอย่างสิงคโปร์นะ เพราะแม้แต่ในยามที่เผด็จการครองเมือง สื่อไทยก็ยังมีเสรีภาพ และเราก็ยังเป็นประชาธิปไตยมากกว่าสิงคโปร์เป็นไหนๆ

ยังไม่อยากเสนอข้อยุติ เพียงแต่อยากเสนอกรณีตัวอย่างของประธานาธิบดีบุช จำได้ว่านายกฯทักษิณเคยพูดว่า นิยมความเป็นผู้นำสไตล์บุช เร็วๆ นี้ มีเรื่องตีพิมพ์ในสื่อว่า บุชซึ่งอ้างว่าเลิกละถอนไม่กินเหล้าแล้วตั้งแต่อายุ 40 เวลานี้แอบกลับมากินเหล้าเหมาหยำเป ถึงขนาดหย่อนความรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่อันมีความสำคัญอุกฤตต่อโลก

จึงเกิดมีคำถามขึ้นว่า lf the President Is Libeled, Can He Sue? Should He? ถ้าประธานาธิบดีถูกใส่ความ ประธานาธิบดีสามารถฟ้อง หรือควรฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือไม่ถึงแม้สื่อนั้นจะพูดไม่จริงเลย แต่คำตอบของเอตทัคคะรายหนึ่งบอกว่า I will argue the while such a suit technically could be brought, the President would be extremely unwise tofile it ข้าพเจ้าจะโต้ว่าถึงแม้คดีนั้นโดยทางเทคนิคอาจฟ้องร้องได้ แต่ก็จะเป็นความไม่ฉลาดอย่างสุดสุดของประธานาธิบดีที่จะกระทำดังนั้น

มีคำอธิบายต่ออย่างยาวยืดถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจาการถูกกล่าวหาทฤษฎีว่าด้วยประโยชน์ของรัฐ และเจตนาอันเลวร้ายอย่างแท้จริง "actual malice" ที่จะทำลายประธานาธิบดี

ยังไม่อยากขยายความตอนนี้ และไม่อยากจะเขียนต่อด้วยซ้ำ อยากปล่อยให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ในสังคมไทยพากันไปศึกษาดู รวมทั้งศึกษาเรื่อง First Amendment ของรัฐธรรมนูญอเมริกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานให้คนอเมริกัน ไม่ว่าคนธรรมดา นักเขียน นักแสดง สื่อ และนักการเมืองด้วยกัน เขียนบทความ แต่งคอลัมน์ พิมพ์หนังสือ สร้างหนัง ทีวี และซีดีรอม จริงบ้างเท็จบ้าง ล้อเลียนและโจมตีประธานาธิบดีจนเปรอะไปหมด เช่น เรื่องประธานาธิบดีหมาๆ ประธานาธิบดีลูกไล่ซีไอเอ ประธานาธิบดีลูกน้องมาเฟีย ฯลฯ

ยังไม่เห็นประธานาธิบดีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือตอบโต้ประการใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่แน่ๆ บุชคงไม่ชอบ และก็ยังไม่เคยได้ยินเขาขอบใจ ที่ความทะลึ่งของประชาชนทำให้เขามีขันติอดทนและตบะแก่กล้ากว่าเดิม

นั่นคือคุณสมบัติของผู้นำ ถึงแม้ว่าจะไม่มีมาก่อน ก็จะต้องเพียรสร้างขึ้น

ไม่งั้นจะเรียกว่าเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตยได้อย่างไร