สรุปสถานการณ์รอบสัปดาห์      มกราคม - กุมภาพันธ์ 2550 ข่าวย้อนหลัง
  • สถานการณ์ภายในประเทศ 29 ม.ค. - 4 ก.พ. 50
  • สถานการณ์ภายในประเทศ 22 - 28 ม.ค. 50
  • สถานการณ์ภายในประเทศ 15 - 21 ม.ค. 50
  • สถานการณ์ภายในประเทศ 8 - 14 ม.ค. 50
  • สถานการณ์ภายในประเทศ 1 - 7 ม.ค. 50
      รายละเอียด    
     สถานการณ์ภายในประเทศ 29 ม.ค. - 4 ก.พ. 50

    1. กลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ยังก่อเหตุรุนแรงตอบโต้รัฐบาล
    - กลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ตอบโต้รัฐบาลด้วยการก่อเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้น หลังจากการลงพื้นที่ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขณะที่รัฐบาลยังคงรุกเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา จชต. ทั้งการอนุมัติงบประมาณ 134.87 ล้านบาท เพื่อพัฒนางานสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตของประชาชนใน จชต. การดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล สร้างสมานฉันท์ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของสตรีและเด็กเพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม โดยมีดำริที่จะนำกฎหมายห้ามชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มาใช้อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) ได้อบรมทหารพรานหญิงเกี่ยวกับการควบคุมฝูงชนและการสลายฝูงชน เพื่อเตรียมรับมือกับการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น
    - การก่อเหตุรุนแรงในช่วงที่ผ่านมามีเป้าหมายอยู่ที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ รวมถึงชุดคุ้มครองครู ด้วยการใช้การลอบวางระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และปัตตานี โดยมีการนำระเบิดที่ใช้ถังดับเพลิงมาใช้ รวมถึงการใช้ระเบิดแบบขว้างที่จังหวัดยะลาบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งระเบิดชนิดนี้จะทำให้ประชาชนอยู่ในภาวะเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถนำไปใช้ได้สะดวกที่ไหน เมื่อใดก็ได้ ขณะที่กลุ่มก่อความไม่สงบยังมีความฮึกเหิมและใช้วิธีการโหดเหี้ยมด้วยการลอบสังหาร และตัดศีรษะพ่อค้าไอศกรีม ที่อำเภอเมืองปัตตานี
    - การรุกของฝ่ายรัฐในทุกด้านจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การก่อเหตุรุนแรงใน จชต. มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาปรากฏข่าวสารและสิ่งบอกเหตุว่ากลุ่มก่อความไม่สงบจะก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และลักษณะการตอบโต้รัฐดังกล่าวจะมีวิธีการที่เป็นรูปแบบเดียวกัน อาทิ การวางระเบิดเจ้าหน้าที่เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ การชุมนุมกดดันเมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยหรือมีการลอบสังหารชาวมุสลิม ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่หาวิธีการปิดช่องว่างหรือจุดอ่อนที่กลุ่มก่อความไม่สงบจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ น่าจะทำให้สามารถลดความสูญเสียของฝ่ายรัฐลงได้

    2. รัฐบาลและ คมช.กำลังประสบปัญหามุ่งทำลายความน่าเชื่อถือ มากขึ้น
    - รัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยังคงเผชิญกับปัญหาก่อกวนและสร้างความวุ่นวายมากขึ้น เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ทั้งจากการลอบวางเพลิงโรงเรียน และกรณีสำนักงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด M-79 ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ สำหรับความคืบหน้าการหาตัวผู้ลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดนนทบุรี เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 นั้น เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวทหารจำนวน 7 คน ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดแล้วเนื่องจากไม่พบความผิด แต่มีหลักฐานใหม่ว่าเหตุดังกล่าวอาจเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบจาก จชต.ซึ่งในชั้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่
    - ส่วนการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติแต่งตั้งอนุกรรมาธิการ 3 คณะ ประกอบด้วย 1) กลุ่มสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจ มีนายชูชีพ ศุภวงศ์ เป็นประธาน 2) กลุ่มสถาบันการเมือง มีนายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน และ 3) กลุ่มองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล มีนายไพโรจน์ พรหมสาส์น เป็นประธาน รวมทั้งเห็นควรให้มี 2 สภา คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดย ส.ส.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ ส.ว. ยังไม่สามารถหาข้อสรุปของที่มาได้ ทั้งนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคาดว่าการรับร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จในมิถุนายน 2550 โดยร่างแรกจะแล้วเสร็จประมาณ 19-20 เมษายน 2550 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจสำหรับการจัดทำกรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส. ส.ว. และการกำหนดให้ ส.ส. เป็นอิสระจากพรรคการเมือง รวมถึงนายกรัฐมนตรีควรมาจาก ส.ส. หรือไม่
    - สำหรับสถานการณ์ด้านกลุ่มพลังทางการเมือง ยังคงปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ คมช.ซึ่งจัดปราศรัยอย่างต่อเนื่องที่สนามหลวง โดยกลุ่มที่มีบทบาทหลัก คือ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ นำโดย นายวราวุธ ฐานังกรณ์ กลุ่มพิราบขาว 2006 นำโดยนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล และกลุ่มเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร นำโดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งประเด็นหลักที่กลุ่มดังกล่าวหยิบยกขึ้นมาปราศรัยโจมตี คือ 1) กล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ 2) โจมตีประธานองคมนตรีว่าไม่มีคุณธรรม ส่งคนของตนไปดูแลหน่วยงานที่มีผลประโยชน์ 3) โจมตี ปธ.คมช.ว่าไม่รักษาคำพูดที่จะจัดการเลือกตั้งภายในปี 2550 และ 4) โจมตี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ปธ.กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าได้รับเลือกเพราะอิทธิพลของ คมช.
    - ส่วนกลุ่มภาคีมวลชนคนโคราชรักประชาธิปไตย และแนวร่วม อาทิ กลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน กลุ่มแรงคิด กลุ่มต้นกล้า ศูนย์ประสานงานนิสิตนักศึกษา เครือข่ายพันธมิตรประชาชนภาคเหนือตอนล่าง 8 จังหวัด ได้รวมตัวชุมนุมบริเวณหน้า สอท.สิงคโปร์/กท. เมื่อ 29 มกราคม 2550 เพื่อประท้วงรัฐบาลสิงคโปร์ที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าพบเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ในขณะที่สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) ประมาณ 350 คน นำโดย นายประพาส โงกสูงเนิน นายวีระพล โสภา ได้ชุมนุมที่บริเวณหน้าอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อประท้วงกรณีเดียวกัน
    - บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ให้ความสนใจประเด็นการคลี่คลายคดีวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 โดยตำหนิว่ายังไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งเตือนรัฐบาลและ คมช.ให้ระวังการให้ความเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะอาจกลายเป็นการชี้นำการยกร่าง และเพิ่มความระแวงสงสัยในการสืบทอดอำนาจ ขณะเดียวกันได้เร่งรัดให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจสอบคดีทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิต่อไป นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจและแสดงความคิดเห็นกับกรณีสำนักงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถูกลอบยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด M-79 โดยเห็นว่าส่งผลด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งยังเชื่อว่าทหารและตำรวจน่าจะทราบดีว่าใครอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว
    - สำหรับการแสดงความคิดเห็นบนอินเตอร์เน็ต ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ให้ความสนใจเหตุลอบยิงวัตถุระเบิดบริเวณหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เช่นกัน โดยวิจารณ์ว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการลอบวางระเบิด เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 ซึ่งบางส่วนเชื่อว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มผู้เสียประโยชน์จากการย้ายสายการบินในประเทศบางส่วนจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังดอนเมือง ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยเรียกร้องให้รัฐบาล และ คมช. ยกเลิกกฎอัยการศึกในทุกพื้นที่ รวมทั้งตำหนิการทำงานของรัฐบาล และ คมช. ว่ายังคงล่าช้า และดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจผิดพลาด รวมทั้งระบุว่ารัฐบาล และ คมช.พยายามขยายข่าวความเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิเกินความจริง เพื่อเบี่ยงเบนข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและ คมช. นอกจากนี้ ยังพบมีการเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยกลุ่มผู้อ้างชื่อ "แนวร่วมขบวนการประชาธิปไตย" เนื้อหาประณามการยึดอำนาจ พร้อมระบุจะเกิดการจลาจลในห้วงเดือนมีนาคม 2550 จากกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตย

    3. บริษัทญี่ปุ่นอาจชะลอการขยายธุรกิจในไทย ปี 2550
    - ผลสำรวจความเชื่อมั่นของบริษัทญี่ปุ่นในเอเชีย โดยองค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization : JETRO) ที่ชี้ให้เห็นว่านักธุรกิจญี่ปุ่นในไทยมีความมั่นใจต่อสภาวะการดำเนินธุรกิจลดลง โดยบริษัทญี่ปุ่นมีแผนการลงทุนในปี 2550 ลดลงร้อยละ 26.5 เหลือ 49,529 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 2549 ที่มีมูลค่า 67,372 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน 6 เดือนแรกของปี 2549 โดยการลงทุนในเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 214 มาเลเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 148 และอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 ตามปัจจัยดึงดูดของแต่ละประเทศ เช่น เวียดนามมีต้นทุนแรงงานต่ำ มีศักยภาพในการพัฒนาทักษะแรงงานและประสิทธิภาพในการผลิต อินเดียมีศักยภาพการเติบโตของตลาดในประเทศสูง มีค่าจ้างแรงงานต่ำ และมีทรัพยากรแรงงานมากมาย ขณะที่มาเลเซียมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุก
    - ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนของไทยเผชิญผลกระทบจากเหตุการณ์ภายในประเทศหลายด้าน นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนักลงทุนยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามที่ให้คำมั่นไว้หรือไม่ รวมทั้งเกิดปัญหาการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาทจนอาจกระทบการส่งออก อีกทั้งยังมีปัจจัยลบเป็นระลอกนับตั้งแต่ปลายธันวาคม 2549 จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นร้อยละ 30 จนทำให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนไม่พอใจ และได้เกิดเหตุลอบวางระเบิด 9 จุดในกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งการที่รัฐบาลมีมติรับหลักการร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เมื่อ 9 มกราคม 2550 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ

    4. การเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลังยังไม่มีแนวโน้มรุนแรง
    - ราษฎรและกลุ่มพลังที่ได้รับความเดือดร้อนหลายกลุ่มชะลอการเคลื่อนไหว เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน โดยปัญหาสำคัญที่ยังมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ซึ่งยังมีการชุมนุมติดตามความคืบหน้า อาทิ กลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน เช่นเดียวกับกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะผู้ค้าสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ยังคงชุมนุมกดดันให้รัฐบาลเร่งพิจารณา พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517
    - อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลังไม่น่าจะมีความรุนแรง โดยส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะติดตามความคืบหน้าและกดดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง สำหรับการเคลื่อนไหวของราษฎรที่ต้องเฝ้าระวังคือ กลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก จังหวัดระยอง ที่คัดค้านการขยายการลงทุนปิโตรเคมีเฟส 3 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพราะมีแนวโน้มที่กลุ่มดังกล่าวจะรณรงค์หาแนวร่วมคัดค้านเพิ่มขึ้น โดยทางกลุ่มมีแผนจะชุมนุมใหญ่ในอนาคตอันใกล้เพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจริง

    5. สถานการณ์ความแห้งแล้งในพื้นที่ภาคเหนือและอิสานมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
    - สถานการณ์ความแห้งแล้งเริ่มปรากฏในหลายพื้นที่ และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานพื้นที่ประสบความแห้งแล้ง ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2549 จนถึงขณะรายงานว่า มีพื้นที่ประสบภัยจำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร สระแก้ว ขอนแก่น หนองคาย มุกดาหาร อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู และบุรีรัมย์ มีราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,619 ราย ส่วนพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 214,615 ไร่
    - อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเต็มที่ โดยในเบื้องต้นได้เตรียมเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่ สร้างทำนบ/ฝาย และขุดลอกแหล่งน้ำ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือไปแล้ว 60.2 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ร่วมวางแผนกับสำนักฝนหลวงให้เร่งปฏิบัติการฝนหลวงหากจำเป็นในระยะต่อไป

    6. สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรพิจารณารับชาวม้งลาว
    - แผนส่งกลับชาวม้งลาวที่ลักลอบเข้าเมืองมาพำนักที่บ้านห้วยน้ำขาว ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ถูกระงับลงหลังจากการเตรียมจัดส่งชาวม้งลาว 153 คน กลับประเทศ เมื่อ 30 มกราคม 2550 ซึ่งถูกสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ท้วงติง เนื่องจากมีผู้ที่ UNHCR ให้การรับรองสถานะเป็นผู้ลี้ภัย 62 คน รวมอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ได้ติดต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้คำมั่นว่ายินดีรับชาวม้ง 153 คน ไปตั้งถิ่นฐาน
    - การส่งชาวม้งลาวกลับประเทศเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย - ลาว โดยฝ่ายลาวยินดีรับชาวม้งลาวกลับประเทศหลังจากการพิสูจน์สถานะทางเชื้อชาติแล้ว ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกส่งกลับจำนวน 52 คน เมื่อ 15 พฤศจิกายน2549 อย่างไรก็ตาม การเข้าแทรกแซงของนานาประเทศครั้งนี้อาจส่งผลทำให้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาชาวม้งลาวต้องประสบกับอุปสรรคในทางปฏิบัติ และอาจทำให้มีชาวม้งลาวลักลอบเข้าเมืองเพิ่มขึ้น โดยมีความหวังไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ดังนั้น การโน้มน้าวให้ลาวยอมรับให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาร่วมดูแลจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

     สถานการณ์ภายในประเทศ 22 - 28 ม.ค. 50

    1. มาตรการเชิงรุกกดดันกลุ่มก่อความไม่สงบมีความคืบหน้าตามลำดับ
    - มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีความคืบหน้ามากขึ้น จากการที่รัฐบาลดำเนินการป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบที่จะยกระดับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมเรื่อง ปัญหาภาคใต้ : ความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ระหว่าง 24 - 25 มกราคม 2550 เพื่อให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำประเทศมุสลิมช่วยชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ก็รุกด้านมวลชน โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เร่งพัฒนาความเป็นอยู่และสร้างความไว้วางใจระหว่างข้าราชการ ผู้นำทางด้านศาสนา และผู้นำชุมชน เช่น การจัดเวทีปรับความเข้าใจและผูกความสัมพันธ์ในชุมชนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะแรก 88 ตำบล จาก 44 อำเภอ ที่สำคัญการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีใน 27 มกราคม 2550 ยังเป็นการสร้างเอกภาพในการทำงานของฝ่ายรัฐให้พร้อมช่วยเหลือราษฎร ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
    - ส่วนการแก้ปัญหาการใช้มวลชนเด็กและสตรีต่อต้านอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ใช้ได้ผลมาอย่างต่อเนื่องนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งหาทางปิดช่องว่าง โดยในส่วนของทหารพรานได้จัดชุดทหารพรานหญิงจำนวน 129 ราย เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ขณะที่ในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีก็ได้ฝึกตำรวจหญิง จำนวน 65 ราย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปัญหาด้านมวลชนที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติภารกิจของทั้งสองหน่วยงานคงจำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างกันอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานในอนาคต
    - กลุ่มก่อความไม่สงบพยายามตอบโต้รัฐบาล หลังจากมีการแสดงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ใน จชต.จะดีขึ้น โดยยังคงก่อเหตุแสดงการต่อต้านรัฐบาลในช่วงที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ลงไปในพื้นที่ จชต. รวมถึงการลอบวางระเบิดในเส้นทางที่คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเดินทางผ่าน ทำให้สถานการณ์ก่อความไม่สงบในห้วงที่ผ่านมามีการก่อเหตุทั้งสิ้น 49 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 37 ราย วิธีการก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นการลอบยิงเป้าหมายบุคคล 33 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่ยังเป็นราษฎรไทยพุทธและ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ส่วนการลอบวางระเบิดมี 7 เหตุการณ์ เป้าหมายยังคงเป็นตำรวจ และทหาร การวางเพลิงและการโปรยตะปูเรือใบ 6 เหตุการณ์ การชุมนุม 2 เหตุการณ์ และการพบศพ 1 เหตุการณ์ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี
    - ในขณะที่ภาครัฐใช้มาตรการเชิงรุกทั้งด้านการเมือง มวลชน การรุกทางการทูตกับประเทศ OIC รวมทั้งการขยายความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในพื้นที่ แต่การก่อเหตุครั้งใหญ่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นอีกเนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบคงปรับแนวทางตอบโต้มาตรการของฝ่ายรัฐมากขึ้น รวมทั้งตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และเครือข่ายสัมพันธ์วิทยา ในพื้นที่ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีการลำเลียงวัตถุระเบิดเข้ามาในพื้นที่ด้วย โดยอาจจะก่อเหตุในช่วงปลายมกราคม - 18 กุมภาพันธ์ 2550 ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างไทยพุทธกับมุสลิมอาจขยายตัว โดยเฉพาะอำเภอธารโต และบันนังสตา จังหวัดยะลา รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่ข้าราชการฝ่ายปกครองจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเนื่องจากต้องเร่งเข้าถึงมวลชนมากขึ้น

    2. คะแนนนิยมรัฐบาล ลดลง
    - รัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าบริหารงานค่อนข้างล่าช้าและไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม ซึ่งทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลลดต่ำลงมาก ประกอบกับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศ ทำให้ รัฐบาลและ คมช. ต้องหันไปพะวงและตอบโต้การเคลื่อนไหวดังกล่าว จนอาจบั่นทอนการบริหารงาน ขณะที่การสืบสวนหาผู้กระทำผิดในเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อคืน 31 ธันวาคม 2549 มีความคืบหน้าเพียงระดับหนึ่งเมื่อตำรวจได้นำตัวผู้ต้องสงสัยรวม 19 คนซึ่งมีทั้งทหารและพลเรือนมาทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยังไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยดังกล่าวได้
    - ส่วนการเสนอกฎหมายการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อทักท้วงจากหลายฝ่ายที่เห็นว่าการออกกฎหมายดังกล่าวจะนำมาใช้เพียงครั้งเดียวไม่ได้ ต้องใช้บังคับตลอดไป และต้องมีบทกำหนดโทษ ประกอบกับเห็นว่าการทำประชามติโดยทั่วไปจะทำเป็นเรื่องๆ หรือบางประเด็น ไม่สมควรนำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาทำประชามติเพราะประกอบด้วยประเด็นต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งบุคคลคนเดียวกันอาจเห็นด้วยกับประเด็นหนึ่งแต่ไม่เห็นด้วยกับอีกประเด็นหนึ่งก็ได้ ด้วยเหตุนี้การกำหนดให้ลงประชามติรับหรือไม่รับทั้งฉบับจึงอาจจะเกิดปัญหาตามมา ขณะที่การคัดเลือกประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะได้ข้อยุติ แต่ได้สะท้อนความไม่เป็นเอกภาพของ กมธ. ทั้ง 35 คน โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กมธ. จากสาย คมช. ได้รับเลือกด้วยคะแนน 18 ต่อ 17 ชนะนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ คู่แข่งเพียงคะแนนเดียว จนทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการชี้นำจาก คมช.
    - สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลและ คมช. ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยในห้วงรายงานกลุ่มพิราบขาว 2006 จัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาล คมช.และประธานองคมนตรี บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มดังกล่าวประกาศจะจัดชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่ รัฐบาลและ คมช. ใน มีนาคม 2550 ขณะที่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการได้ขยายพื้นที่เคลื่อนไหวไปยังย่านธุรกิจ เช่น ถนนสีลม และเตรียมจะจัดการชุมนุมในพื้นที่เขตปริมณฑลของกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดสมุทรปราการ และพระนครศรีอยุธยา
    - ในด้านสื่อมวลชน บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่ให้ความสนใจการคลี่คลายคดีลอบวางระเบิดเมื่อ 31 ธันวาคม 2549 โดยแสดงความเป็นห่วงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้เห็นว่าการคลี่คลายคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ขณะที่ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นอีกประเด็นที่สื่อมวลชนสนใจ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขจุดบกพร่อง รวมทั้งดำเนินการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ สื่อมวลชนเชื่อว่าเพื่อต้องการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและ คมช. โดยใช้สื่อต่างประเทศเป็นเครื่องมือ
    - สำหรับการแสดงความเห็นทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่สนใจคดีลอบวางระเบิดในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้กระทำผิดที่แท้จริงและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ระบุว่ารัฐบาล และ คมช. อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อต้องการคงไว้ซึ่งอำนาจ นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การที่รัฐบาลอาจกลับไปใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองแทนสนามบินสุวรรณภูมิว่าเป็นเพราะมีการจัดสรรผลประโยชน์ให้กับกลุ่ม คมช. รวมทั้งได้ออกข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากรัฐบาลญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยโตเกียวได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามกำหนดเดิม แต่รัฐบาลไทยบังคับให้สื่อเสนอข่าวเท็จ

    3. เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวและไม่มีแนวโน้มจะเกิดวิกฤติ
    - สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ไม่มีแนวโน้มจะเกิดวิกฤติเหมือนกับปี 2540 จากการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจจะไม่มีโอกาสเกิดวิกฤติเหมือนปี 2540 อีก แต่ ธปท.ยังต้องเพิ่มความระมัดระวังผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน รวมทั้งความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน และเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมทั้งภาคการเงิน และสถาบันการเงิน โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อรองรับ โดยจะผลักดันให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำและพึ่งพากลไกตลาดเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ
    - สำหรับความเสี่ยงในภาคการเงินนั้น แม้ว่าขณะนี้มีนักลงทุนนำเงินทุนระยะสั้นเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบ้างแต่ยังไม่ปรากฏว่ามีกองทุนเก็งกำไรข้ามชาติหรือกองทุนประกันความเสี่ยง (เฮดจ์ฟัน) เข้ามาโจมตีค่าเงินบาทเหมือนช่วงปี 2540 นอกจากนี้ การไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศมายังภูมิภาคในระยะนี้เกิดจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบกับเงินที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยมีเงินทุนระยะสั้นที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตราสารหนี้ไม่มากนัก ซึ่ง ธปท.ได้ออกมาตรการป้องกันไว้แล้ว โดยกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้าประเทศจะต้องสำรองไว้ร้อยละ 30 เพื่อไม่ให้ใช้ช่องทางเหล่านี้ในการเก็งกำไรค่าเงินบาท

    4. การเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลังยังไม่น่ากังวล
    - การเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลังยังไม่น่ากังวล ส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชีพที่พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการของกลุ่ม อาทิ กลุ่มผู้ค้าสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดโบ๊เบ๊ ขณะเดียวกัน ยังพบการเคลื่อนไหวในปัญหาด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะกลุ่มชาวไร่อ้อย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครราชสีมา ที่ต้องการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจผ่อนผันการจับกุมกรณีที่มีการบรรทุกน้ำหนักอ้อยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะสามารถรับมือได้
    - ทั้งนี้ ในระยะที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวไร่อ้อยมักมีพลังเนื่องจากมีการรวมตัวกันเหนียวแน่น สำหรับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดจากราคาผลผลิตตกต่ำ แต่เป็นการเคลื่อนไหวเพียงเพื่อปกป้องหรือรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มในเรื่องการใช้รถบรรทุกอ้อยที่มีน้ำหนักเกิน (ขณะนี้เป็นช่วงฤดูหีบอ้อย) ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มมากนัก จึงไม่น่าจะมีการใช้วิธีการกดดันรุนแรง โดยคาดว่าหากการต่อรองไม่เป็นผล กลุ่มชาวไร่อ้อยอาจใช้วิธีการชุมนุมปิดถนน เพื่อต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตามที่ปรากฏเป็นประจำเกือบทุกปี

    5. ผู้ประสบปัญหามลพิษนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเคลื่อนไหวมากขึ้น
    - ปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากมีราษฎรเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบเริ่มเคลื่อนไหวร้องเรียนมากขึ้นตามลำดับ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าระดับมลพิษในอากาศในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในระดับวิกฤตจริง โดยล่าสุดเมื่อ 29 มกราคม 2550 ตัวแทนราษฎรจาก 25 ชุมชนบริเวณใกล้เคียงเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อเร่งรัดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมทั้งเสนอให้แต่งตั้งสหภาพแรงงานทั้งในและนอกเขตนิคมฯเพื่อเป็นกลไกในการตรวจสอบการทำงานของผู้ประกอบการ และดูแลสวัสดิการของลูกจ้าง นอกจากนี้ ใน 30 มกราคม 2550 กลุ่มฯ จะยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขอให้กำหนดมาตรการดูแลรักษาผู้ป่วยและราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว
    - ขณะที่กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน นำโดยกลุ่มรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม กำลังเร่งผลักดันให้รัฐบาลประกาศให้เขตนิคมฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถรองรับระดับมลพิษในอากาศได้อีกแล้ว สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นเพื่อตรวจสอบและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอาการเจ็บป่วยและจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดและมะเร็งในเม็ดเลือดขาวกับภาวะมลพิษในอากาศ เพื่อจะประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษต่อไป

    6. สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศมีแนวโน้มรุนแรง
    - การตรวจยึดยาเสพติดรายใหญ่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยึดเฮโรอีน 10 กิโลกรัม ฝิ่นดิบ 10 กิโลกรัม บริเวณด่านบ้านแก่งปันเต้า อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ การจับกุมชาวไนจีเรียลักลอบนำไอซ์จากชายแดนจังหวัดสระแก้วไปจำหน่ายให้ชาวต่างชาติย่านสุขุมวิท กรุงเทพฯ จำนวน 1.1 กิโลกรัม และการจับกุมผู้ค้าที่รับยาบ้าจากชาวม้งในจังหวัดน่าน มาจำหน่ายในย่านบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 7,000 เม็ด โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นแหล่งจำหน่ายที่สำคัญ
    - จากการเปิดเผยของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระบุว่าการลักลอบปลูกฝิ่นในประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งอาจจะทำให้มีการแพร่ระบาดของเฮโรอีนมากขึ้นในอนาคต ขณะที่การลักลอบนำเข้ายาบ้าจากประเทศเพื่อนบ้านก็มีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชายแดนด้านจังหวัดมุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว จันทบุรี และกาญจนบุรี ที่ส่วนใหญ่ลำเลียงเข้ามาในลักษณะกองทัพมด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเปิดเผยว่าการค้ายาเสพติดในกรุงเทพฯ มีทั้งระดับเครือข่ายและรายย่อย ซึ่งมีการลำเลียงเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางผ่านพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้เสพรายใหม่ที่เป็นกลุ่มเยาวชนมีเพิ่มขึ้น ส่วนพื้นที่แพร่ระบาดในกรุงเทพฯ มี 14 เขต รวม 46 ชุมชน อาทิ เขตดินแดง คลองเตย ธนบุรี บึงกุ่ม จตุจักร และสวนหลวง

     สถานการณ์ภายในประเทศ 15 - 21 ม.ค. 50

    1. การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรงมากขึ้น
    - กลุ่มก่อความไม่สงบซึ่งเริ่มตกเป็นฝ่ายตั้งรับมากขึ้นภายหลังรัฐบาลปรับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาภาคใต้โดยเน้นการเข้าถึงมวลชน ได้ปรับยุทธวิธีการก่อเหตุเพื่อตอบโต้ฝ่ายรัฐและเรียกความเชื่อมั่นของแนวร่วมกลับคืนมา ด้วยการมุ่งทำลายภาพลักษณ์ของหน่วยงานหลักที่จะมีส่วนสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ คือ ศอ.บต.และ กอ.รมน.4 ด้วยการนำระเบิดติดไปกับรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรดังกล่าวลดลง นอกจากนี้ กลุ่มฯยังใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมด้วยการสังหารและตัดศีรษะราษฎรไทยพุทธเพื่อกดดันให้อพยพออกนอกพื้นที่ และสร้างสถานการณ์เพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่สังหารแล้วจุดระเบิดแสวงเครื่องหรือการซุ่มยิง
    - สำหรับการก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ต้นปี 2550 เริ่มมีการขยายตัวอีกครั้งในช่วงนี้ โดยมีการก่อเหตุทั้งสิ้น 34 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บ 16 ราย แบ่งเป็นการลอบยิงเป้าหมายบุคคล 20 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่เป็นราษฎรไทยพุทธ ผู้นำทางด้านศาสนาที่ร่วมมือกับฝ่ายรัฐ การลอบวางระเบิด 10 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่มุ่งกระทำต่อทหาร การวางเพลิงสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยต่ำ 2 เหตุการณ์ และการเผายางและโปรยตะปูเรือใบ 2 เหตุการณ์
    - ส่วนการดำเนินยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาในภาคใต้ของหน่วยงานรัฐยังมีความคืบหน้าในหลายด้าน ประกอบด้วย ด้านยุติธรรม ศอ.บต.ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาความไม่เป็นธรรมไปแล้ว 35 แห่งอยู่ใน จังหวัดปัตตานี 13 แห่ง ยะลา 8 แห่ง และนราธิวาส 14 แห่ง ด้านการปกครองเพื่อให้การรักษาความปลอดภัยในชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเพิ่มอัตราผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความปลอดภัย อีกหมู่บ้านละ 4 คน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
    - ขณะที่ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานทางกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการวาง 4 มาตรการรองรับ คือ การจัดหาแรงงานสนับสนุนสถานประกอบการ การสร้างหลักประกันทางสังคมแก่แรงงาน การสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน และการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการแรงงาน ด้านการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้เพิ่มบทบาทเข้ามามีส่วนร่วมในแก้ปัญหา โดยจัดการประชุมเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้แก่เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยประจำประเทศสมาชิกองค์การการประชุมอิสลาม(โอไอซี) ให้ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประเทศต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการแก้ไขปัญหาภาคใต้
    - แนวโน้มสถานการณ์ในห้วงต่อไปกลุ่มก่อความไม่สงบน่าจะตอบโต้มาตรการของฝ่ายรัฐมากขึ้น เช่น การก่อเหตุเพื่อโยนความผิดว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำหรือสร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิม ซึ่งเจ้าหน้าที่คงต้องเพิ่มความระมัดระวังเนื่องจากการก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาระยะยาว ส่วนทหารพรานซึ่งหลายฝ่ายตั้งความหวังว่าจะมีส่วนทำให้ปัญหาในพื้นที่ลดลงมีโอกาสถูกตอบโต้เช่นกัน นอกจากนี้ โอกาสจะมีการก่อเหตุครั้งใหญ่ก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะหลังจากแกนนำกลุ่มฯบางคนเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ยังต่างประเทศ อาจได้รับเงินทุนที่ใช้สนับสนุนการก่อเหตุ ประกอบกับเจ้าหน้าที่เริ่มมีความอ่อนล้าหลังจากต้องทำหน้าที่อย่างเข้มงวดตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่

    2. รัฐบาลเผชิญปัญหาท้าทายทางการเมือง มากขึ้น
    - รัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยังคงเผชิญปัญหาท้าทายหลายประการ ทั้งจากการที่มีรัฐมนตรีบางคนเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไม่มีผลงานรวมทั้งปัญหาคลื่นใต้น้ำ ทั้งในรูปการเผยแพร่ใบปลิวโจมตี และการลอบเผาโรงเรียน ตลอดจนการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศวิจารณ์ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจของไทย จนทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สิงคโปร์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก อีกทั้งเป็นที่วิตกกังวลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจรุกด้านต่างประเทศมากขึ้นในรูปการเคลื่อนไหวของรัฐบาลพลัดถิ่น
    - สำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคืบหน้ามากขึ้น หลังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติจำนวน 25 คน แล้วเสร็จเมื่อ 16 มกราคม 2550 แม้จะมีปัญหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปิดกั้นผู้มีความรู้ความสามารถอยู่บ้าง โดยขั้นตอนต่อไปเหลือเพียงสัดส่วนของ คมช.ที่จะเลือกอีก 10 คน เพื่อให้ครบ 35 คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแล้วเสร็จภายใน 22 มกราคม 2550 ก่อนเสนอรายชื่อให้ ส.ส.ร.รับรองเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ หากขั้นตอนดังกล่าวเสร็จสิ้น จะทำให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดำเนินการแล้วเสร็จทันกำหนดเวลา (6 เดือน) ที่รัฐบาลได้ระบุไว้
    - ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังทางการเมืองยังคงเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล และ คมช.อย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มพิราบขาว 2006 กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มเพื่อรัฐธรรมนูญ 2540 และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ส่วนกลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) จัดเวทีปราศรัยที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ พร้อมโจมตีนายมีชัย ฤชุพันธ์ และนายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าได้รับผลประโยชน์จากการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวคงไม่ขยายตัว ภายหลัง ศธ.ชะลอแผนการออกไป
    - ด้านกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ยังคงโจมตีรัฐบาล และ คมช.ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตั้งประเด็นโจมตีมากขึ้น และใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) กระจายข้อมูล อาทิ การเผยแพร่ภาพชุด โจมตี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ว่าไม่ให้ความเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ และการกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อาทิ การอ้าง คมช.ไม่เคารพพระสงฆ์ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการแสดงธรรมของพระครูอรรถเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ (ซึ่งมีเนื้อหาสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ) การโจมตี พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. (ซึ่งเป็นมุสลิม) ว่าพยายามทำลายศาสนาพุทธ นอกจากนี้ ยังโจมตีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่าอาจทำให้ไทยถูกกันออกจากโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน
    - สำหรับบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่ ห่วงกังวลปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การบริหารงานของรัฐบาล และ คมช. ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ และขาดการทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งปราบปรามการทุจริตในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา รวมทั้งชี้ถึงอุปสรรคที่สำคัญว่าเป็นเพราะยังมีข้าราชการบางคนไม่ปฏิบัติตามนโยบาย ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเด็ดขาดในการลงโทษ และสนับสนุนให้ข้าราชการที่ดีเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ส่วนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ เยือนสิงคโปร์และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศจนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์นั้น สื่อมวลชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคลี่คลายปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อป้องกันการปล่อยข่าวลือให้เกิดความสับสน

    3. เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
    - เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว และมีแนวโน้มว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ 17 มกราคม 2550 ระบุว่า ความเสี่ยงด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น จากการที่การบริโภค และการลงทุนภายในประเทศยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่าการส่งออกยังขยายตัวได้ดี แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากการที่เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวลดลง อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเชิงบวกจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง โดยเฉพาะจากปัจจัยราคาน้ำมัน ที่ประชุมฯ จึงมีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) ระยะ 1 วัน ลงจากร้อยละ 4.9375 เป็นร้อยละ 4.75 ต่อปี และกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยอาร์พี 1 วัน เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแทนอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน
    - ทั้งนี้ ช่วงปลายมกราคม 2550 ธปท.จะปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2550 ลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 4.5-5.5 เนื่องจากเศรษฐกิจมีความเสี่ยงทั้งภายใน และภายนอกหลายประการ ประกอบด้วย การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าจะปรับลงจาก ร้อยละ 5.0 เป็นร้อยละ 4.7 ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวของการส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว จะส่งผลต่อการบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการลดลงตลอดไป เนื่องจากยังมีความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศผู้ค้าน้ำมัน

    4. ภาครัฐจะปรับปรุงกฎหมายอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
    - กระทรวงอุตสาหกรรมและกรรมาธิการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีแนวโน้มจะร่วมกันเร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการแข่งขัน ได้แก่ 1) กฎหมายนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2) พระราชบัญญัติสัมปทานทำเหมืองแร่ 3) การออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 4) กฎหมายกรมโรงงาน โดยจะแก้ไขให้ทุกขั้นตอนมีความสะดวกและรวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน ทั้งนี้ ในส่วนของกฎหมายกรมโรงงาน จะกำหนดให้การขอจัดตั้งโรงงานขนาดเล็กกระทำได้ง่ายขึ้น โดยเปลี่ยนจากกำหนดให้ใช้คนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป ต้องขออนุญาตมาเป็นใช้คนงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป

    5. ราษฎรและกลุ่มพลังยังคงมีการชุมนุมเคลื่อนไหวมากขึ้น
    - การชุมนุมเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลังยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการเร่งรัดให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เคยเรียกร้องไว้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน อาทิ สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน ซึ่งภายหลังที่รัฐบาลเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว ได้ชะลอการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) นอกจากนี้ ยังมีการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มผู้ค้าตลาดโบ๊เบ๊ ซึ่งพยายามเจรจาต่อรองกับ กทม. ขอผ่อนผันการค้าขายในจุดเดิมหลังมีการปรับภูมิทัศน์แล้ว ขณะที่กลุ่มปัญหาที่ดินทำกินปรากฏการชุมนุมยืดเยื้อของราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในนามองค์กรพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรภาคใต้ เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีที่กลุ่มเคยขอให้จังหวัดจัดสรรที่ดินให้ ตั้งแต่พฤศจิกายน 2549
    - แนวโน้มการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังคาดว่าจะยังคงมีเพิ่มขึ้นต่อไปและมีความเสี่ยงจะถูกแสวงประโยชน์จากกลุ่มการเมือง ที่สำคัญได้แก่ กลุ่มผู้ค้าและคนเดินโพยสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข พระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยแกนนำขู่จะนำมวลชนร่วมชุมนุมกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล อาทิ กลุ่มเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพิราบขาว 2006 สำหรับกลุ่มเกษตรกร คงเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

    6. การลักลอบนำเข้ายาเสพติดบริเวณชายแดนลาวมีแนวโน้มสูงขึ้น
    - การลักลอบนำเข้ายาเสพติตบริเวณชายแดนลาวยังคงเพิ่มขึ้น โดยในห้วงรายงานเจ้าหน้าที่ในจังหวัดเชียงราย ยึดของกลางยาบ้าได้ 32,000 เม็ด จากชาวเขาเผ่าม้งที่ลักลอบมาจากด้านชายแดนไทย-ลาว ส่วนที่จังหวัดนครพนม ยึดยาบ้าได้ 20,000 เม็ด และที่จังหวัดร้อยเอ็ดยึดกัญชาจากลาวได้มีน้ำหนักรวมถึง 432 กิโลกรัม ซึ่งกัญชาดังกล่าวมีการลำเลียงมาจากชายแดนจังหวัดมุกดาหาร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังยึดกัญชาน้ำหนัก 25 กิโลกรัม และยาบ้า อีก 9,000 เม็ด ซึ่งลักลอบนำเข้ามาจากลาวได้ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นับเป็นสิ่งบอกเหตุแสดงให้เห็นว่าการลักลอบนำเข้ายาเสพติดบริเวณชายแดนลาวเพื่อลำเลียงมายังพื้นที่ชั้นในลงไปถึงภาคใต้เริ่มสูงขึ้น
    - นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าวิตกกังวล คือ ปรากฏรายงานว่ากลุ่มว้าได้เพิ่มการผลิตไอซ์ ซึ่งมีราคาสูงกว่ายาบ้า โดยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการลักลอบนำสารเคมี หรือสารตั้งต้นที่เป็นหัวเชื้อการผลิตไอซ์ รวมทั้งเฮโรอีนเข้าไปยังพม่าผ่านเขตไทย ตามช่องทางผ่านแดนต่างๆ ทั้งด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย และเชียงใหม่ นอกจากนี้ พื้นที่ที่จำเป็นต้องเพิ่มการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ด้านจังหวัดตาก ที่อาจมีการลักลอบนำเข้าเฮโรอีนมากขึ้น เนื่องจากมีชาวม้ง ชาวกะเหรี่ยง ลักลอบปลูกฝิ่นและกัญชาในฝั่งพม่า ตรงข้ามอำเภอพบพระ จังหวัดตาก

    7. อาชญากรต่างชาติมีแนวโน้มจะแฝงตัวเข้ามาเป็นครูสอนภาษาในไทยมากขึ้น
    - กลุ่มอาชญากรต่างชาติ โดยเฉพาะจากทวีปยุโรปที่หลบหนีคดีความผิดมีแนวโน้มจะเข้ามาหลบซ่อนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก โดยพื้นที่ที่อาชญากรเหล่านี้นิยมเข้ามาหลบซ่อนตัว ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการศึกษา ซึ่งมีการขยายตัวของสถาบันภาษา และโรงเรียนเอกชนที่มีระบบการสอนแบบสองภาษา เช่น กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ระบุว่าปัจจุบันมีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นครูสอนภาษาในไทยจำนวน 6,807 คน แต่ที่น่ากังวลคือมีชาวต่างชาติส่วนหนึ่งนำหลักฐานการศึกษาปลอมมาใช้สมัครงาน โดยจากการตรวจสอบวุฒิการศึกษาครูต่างชาติจำนวน 1,000 คน พบว่า 65 คน ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเมื่อชาวต่างชาติเหล่านี้ทำงานได้ระยะหนึ่งมักก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กนักเรียน จากนั้นย้ายไปสมัครงานยังต่างพื้นที่เพื่อหลบหนีการจับกุม
    - ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่ากลุ่มอาชญากรชาวต่างชาติจะหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในไทย โดยหางานทำเป็นครูสอนภาษามากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีสถาบันฝึกอบรมของเอกชนเปิดสอนหลักสูตรการสอนภาษาให้กับชาวต่างชาติ โดยในพื้นที่จังหวัดระยอง ตรวจพบชาวกานาและสหรัฐฯ ซึ่งมีพฤติการณ์ต้องสงสัยมาสมัครอบรมหลักสูตรดังกล่าว คาดว่าเพื่อนำหลักฐานการศึกษาไปสมัครงานและขยายระยะเวลาการพำนักในประเทศ เพื่อแฝงตัวก่ออาชญากรรมร่วมกับเครือข่ายในไทย

     สถานการณ์ภายในประเทศ 8 - 14 ม.ค. 50

    1. ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความคืบหน้า
    - การผลักดันนโยบายสันติวิธีและสมานฉันท์มาใช้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีความคืบหน้า โดยมีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การยกเลิกบัญชีรายชื่อกลุ่มก่อความไม่สงบ การยกฟ้องและชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีตากใบ จนถึงการปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงจำนวน 10 ราย ซึ่งรวมทั้งครูสอนศาสนา รวมทั้งการปฏิบัติการเชิงรุกในการดึงมวลชนโดยจะส่งทหารพรานลงพื้นที่ใน 15 มกราคม 2550 ส่วนด้านเศรษฐกิจมีความคืบหน้าในการจัดตั้งเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจมากขึ้น ขณะที่การรุกด้านการทูตก็ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่าจะไม่มีแรงกดดันจากภายนอก
    - อย่างไรก็ตาม กลุ่มก่อความไม่สงบก็ได้มีการปรับแนวทางการปฏิบัติการเพื่อตอบโต้การปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่เช่นกัน โดยมีการตอบโต้ด้วยการก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ การลอบยิงครูทั้งไทยพุทธหรือมุสลิม ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างและทำให้โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน โดยในช่วงที่ผ่านมามีการลอบยิงครูเสียชีวิต 2 ราย ที่ตำบลกะดุนง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา (นับตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 มีครูเสียชีวิตไปแล้ว 65 ราย) และการใช้มวลชนเด็กและสตรี กดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ในระยะหลังวิธีการดังกล่าวเริ่มจะไม่ได้ผลหลังจากเจ้าหน้าที่ยืนยันการปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม เห็นได้จากในการชุมนุมของกลุ่มสตรีที่ตำบลปล่องหอย ตำบลกะรุบี และ ตำบลตะโละดือรามัน จังหวัดปัตตานี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จะมีการชุมนุมถึง 3 วัน ก็ตาม
    - แม้มาตรการเชิงรุกของฝ่ายรัฐและสภาวะฝนตกหนักในพื้นที่ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้การก่อเหตุร้ายของกลุ่มก่อความไม่สงบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำได้ยากมากขึ้น แต่กลุ่มฯ ยังมีความพยายามก่อเหตุเพื่อสร้างความหวาดกลัวต่อเนื่อง ด้วยการก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม อาทิ การฆ่าตัดคอ ที่อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ส่งผลให้การก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น โดยมีการก่อเหตุทั้งสิ้น 32 เหตุการณ์ ผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 22 ราย เป็นการลอบยิงเป้าหมายบุคคล 21 เหตุการณ์ การลอบวางระเบิด 7 เหตุการณ์ การลอบวางเพลิง 4 เหตุการณ์ เป้าหมายส่วนใหญ่มุ่งกระทำต่อราษฎรไทยพุทธ และเจ้าหน้าที่ทหาร/ตำรวจ อีกทั้งมีการสร้างสถานการณ์ว่าเจ้าหน้าที่อยู่เบื้องหลังการลอบยิงราษฎรเพื่อเป็นการโยนความผิดและสร้างความเกลียดชังแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา
    - สถานการณ์ในห้วงต่อไปน่าจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายที่เป็นครูและราษฎรไทยพุทธยังเสี่ยงต่อการถูกทำร้าย เพราะยังเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการให้มีการปิดโรงเรียนและให้ราษฎรไทยพุทธอพยพออกจากพื้นที่อย่างถาวร และจากการที่โอกาสในการก่อเหตุน้อยลงน่าจะทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบใช้วิธีก่อกวน โดยการลอบวางเพลิงสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยต่ำ โดยเฉพาะโรงเรียน น่าจะมีมากขึ้น รวมทั้งการสร้างสถานการณ์เพื่อขัดขวางการส่งทหารพรานเข้าประจำการในพื้นที่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายมาเป็นลักษณะรอมชอมทั้งการให้ประกันตัวผู้ต้องหา การยกเลิกบัญชีรายชื่อกลุ่มก่อความไม่สงบเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางสมานฉันท์และสันติวิธี อาจจะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการก่อเหตุร้าย เนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบเห็นว่าฝ่ายรัฐจะไม่ใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติหน้าที่

    2. กลุ่มก่อกวนทางการเมืองท้าทายอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังให้โอกาสรัฐบาล
    - สถานการณ์การเมืองมีความร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถหาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ รวมทั้งการโทรศัพท์ขู่วางระเบิดและการลอบวางเพลิงโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มก่อกวนทางการเมืองยังคงพยายามท้าทายอำนาจคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ขณะที่ความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งแก้ไขปัญหา ยังไม่คืบหน้ามากนัก ปัจจัยดังกล่าวจึงอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและ คมช. อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในขณะนี้จะเกิดความวุ่นวายมากขึ้นแต่ท่าทีของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลโดยรวมยังคงไว้วางใจและยังไม่มีแนวโน้มจะเกิดการต่อต้านรุนแรง
    - ส่วนความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุดเมื่อ 10 มกราคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตำแหน่งประธานและรองประธานสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยมีนายนรนิติ เศรษฐบุตร เป็นประธาน นายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นรองประธานคนที่ 1 และ นายเดโช สวนานนท์ เป็นรองประธานคนที่ 2 ส่วนการคัดเลือกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 25 คน จากสภาร่างฯ และจากการคัดเลือกของ คมช.อีก 10 คน มีแนวโน้มจะแล้วเสร็จภายในมกราคม 2550 ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประชุม ส.ส.ร.ได้กำหนดแนวทางให้มีการตั้งกรรมาธิการในรูปแบบคล้ายกับปี 2540 แต่จะให้ขยายเวลาการรับฟังความคิดเห็นประชาชนมากขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาในการร่างประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาอีก 30 วัน เพื่อชี้แจงเหตุผลข้อแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2540 กับปี 2550 จากนั้นจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน ในการแปรญัตติ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกรอบเวลาในกรกฎาคม 2550
    - สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังทางการเมือง ยังคงพบการเคลื่อนไหวโจมตีการทำงานของรัฐบาลและ คมช.อย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มพิราบขาว 2006 จัดปราศรัยโจมตีการทำงานของ คมช.และรัฐบาล รวมทั้งบุคคลสำคัญที่สวนลุมพินี กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดชุมนุมที่สนามหลวง เพื่อต่อต้านอำนาจการปกครองของ คมช. กลุ่มเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหารจัดปราศรัยที่สนามหลวง ประณามการลอบวางระเบิดในพื้นที่ กทม. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลและ คมช.ชี้นำการทำงานของ ส.ส.ร. และให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นแม่แบบ โดยให้แก้ไขปรับปรุงในส่วนที่มีข้อบกพร่อง รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับโจมตีการทำงานของรัฐบาลและ คมช. ที่ยังไม่มีผลงานเด่นชัดในห้วง 3 เดือน
    - นอกจากนี้ ยังพบการเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาประชาชนภาคอีสาน (สอส.) สมาชิกสมัชชาเกษตรกรเพื่อประชาธิปไตย สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและมวลชนเครือข่ายอื่นๆ จากจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิก และจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในส่วนองค์กรเกษตรกรโดยเร็ว

    3. สื่อมวลชนวิจารณ์รัฐบาลจัดการปัญหาระเบิดไม่เด็ดขาด ไม่ให้ความสำคัญปัญหาเกษตรกร
    - บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่วิจารณ์จุดอ่อนของรัฐบาล และ คมช.ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเหตุการณ์ลอบวางระเบิด และการโทรศัพท์ข่มขู่วางระเบิด ว่าไม่มีความเด็ดขาด และขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากคดียังไม่มีความคืบหน้า ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และ คมช. ในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศเพื่อให้การเป็นพยานในคดียุบพรรคการเมือง แต่เห็นว่าควรให้การโดยใช้วิธีอื่นแทน เพื่อลดความตึงเครียดและการเผชิญหน้าในสังคม รวมทั้งได้เน้นย้ำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
    - ขณะที่การแสดงความคิดเห็นบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ส่วนใหญ่ยังคงตั้งประเด็นโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อีกทั้งกล่าวหาว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วางระเบิด รวมทั้งมีการนำเรื่องการครอบครองบ้านพักตากอากาศของนายกรัฐมนตรี มาเป็นประเด็น เพื่อทำลายภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังตั้งประเด็นโจมตี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. กรณีสั่งการให้เร่งสรุปคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่า เลือกปฏิบัติ เนื่องจาก คมช. ได้ยกฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ/แกนนำกลุ่ม ส.ป.ป. โดยอ้างความสมานฉันท์ ส่วนกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนนำเสนอบทความเพื่อต่อต้านเผด็จการ

    4. ภาคเอกชนส่วนใหญ่ไม่คัดค้าน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
    - ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอเมื่อ 9 มกราคม 2550 โดยมีกระแสต่อต้านจากหอการค้าต่างประเทศในไทยและสถานทูตต่างประทศ/กรุงเทพฯ โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดคำนิยามคนต่างด้าวที่ให้รวมถึงสิทธิในการออกเสียงด้วย ขณะที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านการแก้กฎหมายครั้งนี้มากนัก
    - อย่างไรก็ตาม หลังจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดแก่หอการค้าต่างประเทศ 28 ชาติ โดยพยายามอธิบายให้เห็นว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีบริษัทต่างชาติได้รับผลกระทบเพียง 1,337 บริษัท จากบริษัทต่างชาติทั้งหมดประมาณ 40,000 บริษัท หอการค้าต่างประเทศได้แสดงความเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาลมากขึ้น แต่ยังคงไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่มีการแก้ไขเนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยจะยื่นหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ภายในสัปดาห์หน้า

    5. กระทรวงแรงงานต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวในปี 2550
    - กระทรวงแรงงานกำหนดขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า กัมพูชา และลาว ประจำปี 2550 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 19 ธันวาคม 2549 โดยแบ่งการยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 แรงงานต่างด้าวที่ครบกำหนด 28 กุมภาพันธ์ 2550 เปิดให้ยื่นตั้งแต่ 15 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2550 กลุ่มที่ 2 แรงงานต่างด้าวที่ครบกำหนด 30 มิถุนายน 2550 เปิดให้ยื่นตั้งแต่ 15 มกราคม - 30 มิถุนายน 2550
    - ปัจจุบัน จำนวนแรงงานต่างด้าวที่ขอต่อใบอนุญาตทำงานลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและการขอใบอนุญาตทำงานสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของแรงงานต่างด้าวซึ่งมีฐานะยากจน อีกทั้งมีการละเลย หรือไม่ใส่ใจของนายจ้าง นับว่ามีส่วนสำคัญทำให้แรงงานต่างด้าวไม่เข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกกฎหมายมากขึ้น โดยปี 2549 มีแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และกัมพูชา ได้รับใบอนุญาตทำงานจำนวน 668,576 คน ลดลงถึง 36,717 คน เมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีจำนวน 705,293 คน ในขณะที่สถิติการจับกุมแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองในพื้นที่ชายแดนก็มีอัตราสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    6. การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังปัญหาความเดือดร้อนจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มขึ้น
    - การเคลื่อนไหวของราษฎรและกลุ่มพลังที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังจากที่ชะลอตัวลงในสัปดาห์ก่อน การเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ กลุ่มเครือข่ายสภาองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) และกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน เรียกร้องให้แก้ไขปัญหาหนี้สินรวมทั้งฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้นำมวลชนเดินเท้าจากจังหวัดนครราชสีมา และสมุทรสงคราม เพื่อจะรวมตัวที่ กทม. โดยมีเป้าหมายกดดันรัฐบาลให้ตอบสนองข้อเรียกร้อง อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาจยุติการชุมนุมได้ หากรัฐบาลสามารถส่งตัวแทนไปเจรจากับแกนนำก่อนที่จะเดินทางมาถึง กทม.
    - สำหรับกลุ่มปัญหาที่มีการชุมุนมเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามความคืบหน้าและเร่งให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ได้แก่ การคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการย้ายพื้นที่ค้าขายบริเวณตลาดโบ๊เบ๊ ซึ่งมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะมีมาตรการบรรเทาปัญหาที่กลุ่มพอใจ โดยกลุ่มคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ อาทิ กลุ่มสหพันธ์นักศึกษาแห่งชาติ กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา เตรียมจะชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลใน 15 มกราคม 2550 โดยอาจมีการอดข้าวประท้วงเพื่อกดดันรัฐบาล ขณะที่กลุ่มผู้ค้าสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ที่เดือดร้อนจากการที่รัฐบาลหยุดจำหน่ายหวยบนดินเตรียมระดมสมาชิกจากจังหวัด ต่าง ๆ อาทิ เชียงราย นครราชสีมา เพื่อเรียกร้องให้เริ่มจำหน่ายสลากได้ใน 2 กุมภาพันธ์ 2550 รวมทั้งให้กระทรวงการคลังเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ต่อ สนช โดยเร็ว

    7. กลุ่มปลอมแปลงบัตรเครดิตชาวศรีลังกาเข้ามาดำเนินการในไทยเพิ่มขึ้น
    - กลุ่มอาชญากรต่างชาติเข้ามาก่อคดีการใช้บัตรเครดิตปลอมในไทยมีการขยายตัวมากขึ้น โดยตั้งแต่ พฤศจิกายน 2549 - ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จับกุมชาวศรีลังกา 13 คน พร้อมบัตรเครดิตปลอม (บัตรขาวหรือบัตรที่ปลอมข้อมูลในแถบแม่เหล็ก) จำนวนสูงถึง 4,000 ใบ รวมทั้งข้อมูลบัตรเครดิตและรหัส 3,000 หมายเลข โดยอาชญากรกลุ่มนี้มีพฤติการณ์นำบัตรเครดิตปลอมพร้อมรหัสเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในพื้นที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิ กรุงเทพฯ พัทยา หาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ รวมทั้งประเทศในแถบเอเชีย
    - คาดว่าข้อมูลบัตรเครดิตบางส่วนน่าจะได้มาจากการโจรกรรมข้อมูลของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ และวิธีการที่ตรวจพบล่าสุดคือการนำคอมพิวเตอร์แบบพกพาและเครื่องมือในการอ่านรหัสบัตรเครดิตลักลอบอ่านข้อมูลของผู้ที่มาเบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการโจรกรรมบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำบัตรเครดิตไปจำหน่ายให้กับกลุ่มปลอมแปลงบัตรเครดิตชาวมาเลเซีย โดยดำเนินการร่วมกับชาวอิหร่าน อิรัก และฝรั่งเศส ตรวจพบบ่อยครั้งในพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งประเด็นที่ควรเฝ้าระวังคือการขยายเครือข่ายไปสู่คนไทย ด้วยการเสนอผลตอบแทนสูงเป็นสิ่งจูงใจ

     สถานการณ์ภายในประเทศ 1 - 7 ม.ค. 50

    การก่อเหตุร้ายช่วงปีใหม่และครบรอบ 3 ปีของการปล้นปืน มีจำนวนลดลง
    - สถานการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีปริมาณและความรุนแรงลดลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเข้มงวด และสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการก่อเหตุ โดยมีการก่อเหตุเพียง 24 เหตุการณ์ ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วที่มีการก่อเหตุ 37 เหตุการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 14 ราย วิธีการก่อเหตุยังคงใช้การลอบยิงเป้าหมายบุคคลมากที่สุดจำนวน 13 เหตุการณ์ การวางเพลิง 6 เหตุการณ์ และการลอบวางระเบิด 5 เหตุการณ์ สำหรับพื้นที่ที่มีการก่อเหตุยังเป็นพื้นที่ที่กลุ่มก่อความไม่สงบมีอิทธิพลอยู่สูงและไม่ต้องการให้ฝ่ายรัฐเข้ามาดึงมวลชน คือ อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต จังหวัดยะลา อำเภอสุไหงปาดี อำเภอบาเจาะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส อำเภอปะนาเระ อำเภอหนองจิก อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี
    - ผลกระทบจากการก่อเหตุที่มุ่งกระทำต่อครูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดการสังหารและเผาครูโรงเรียนบ้านบาโด ตำบลยุโป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ส่งผลให้โรงเรียนในเขตพื้นที่ 1 และ 2 จำนวน 190 โรงเรียน ต้องหยุดการเรียนและจะเปิดทำการใน 8 มกราคม 2550 ขณะที่สมาพันธ์ครู 3 จชต.เตรียมเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ช่วยเหลือในเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต การดูแลด้านสวัสดิการของครูในพื้นที่ และการจัดระบบการศึกษาใหม่ในพื้นที่ ส่วนผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการในพื้นที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเพราะแรงงานจากพื้นที่อื่นไม่ต้องการลงมาทำงานใน จชต.เนื่องจากเกรงความไม่ปลอดภัย ส่งผลให้กระทรวงแรงงานเตรียมแรงงานจากพม่าเข้ามาทำงานอีก 10,000 คน ในมกราคม 2550 ซึ่งการใช้แรงงานต่างด้าวอาจนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมและอาจถูกชักจูงร่วมก่อเหตุจากกลุ่มก่อความไม่สงบได้ง่าย
    - สำหรับผลปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ อาทิ การเข้าตรวจค้นหรือตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวดในพื้นที่ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้รับความช่วยเหลือจากราษฎร ซึ่งกดดันให้สมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบออกมารายงานตัว สะท้อนให้เห็นว่าหากฝ่ายรัฐใช้วิธีดังกล่าวมากขึ้นอาจส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจต่อราษฎรในพื้นที่ว่าจะไม่ได้รับอันตรายจากกลุ่มก่อความไม่สงบ ขณะเดียวกันต้องปฏิบัติต่อผู้ที่รายงานตัวอย่างเป็นธรรมตามกระบวนการของกฎหมาย
    - การก่อเหตุรุนแรงยังมีแนวโน้มมากขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่มีความอ่อนล้าจนเป็นจุดอ่อนที่ทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุเพื่อการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่แนวร่วม รวมทั้งอาจจะใช้ปี 2550 เป็นปีแห่งการปฏิวัติหรือปักธงประกาศเอกราช ซึ่งที่ผ่านมาแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบบางพื้นที่ เช่น อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส กล้าที่จะดำเนินการอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทั้งในการจัดประชุม การประกาศขับไล่คนไทยพุทธและคนไทยเชื้อสายจีน ทั้งนี้ การก่อเหตุในห้วงต่อไปน่าจะเป็นการสร้างความหวาดกลัวแก่ราษฎรที่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐมากขึ้น ดังจะเห็นจากมีการยิงปืนก่อกวนในตัวเมืองจังหวัดยะลา และเจ้าหน้าที่ของรัฐน่าจะเป็นเป้าหมายเพราะที่ผ่านมาได้กดดันแนวร่วมในพื้นที่อย่างได้ผล รวมทั้งยังคงใช้มวลชนเด็กและสตรีกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะยังเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลและเป็นการกดดันให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงเพื่อยกปัญหาสู่สากล ส่วนการก่อเหตุครั้งใหญ่ใน จชต.มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเช่นกันเพราะการก่อเหตุลักษณะดังกล่าวว่างเว้นมาตั้งแต่พฤศจิกายน 2549

    สถานการณ์การเมืองอ่อนไหวจากเหตุระเบิดหลายจุดใน กทม.
    - สถานการณ์การเมืองมีความอ่อนไหวและมีแนวโน้มจะเกิดความสับสนวุ่นวายมากขึ้น ภายหลังเกิดเหตุระเบิดรวม 8 จุด ช่วง 31 ธันวาคม 2549 เนื่องจากยังคงมีความพยายามจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์โดยการโทรศัพท์ขู่วางระเบิดให้ประชาชนเกิดความตกใจ/หวาดกลัว เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธรับเงินจำนวน 1,500 ล้านบาท จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ในการก่อเหตุดังกล่าว พร้อมตำหนิรัฐบาล และ คมช. ที่กล่าวหาบุคคลอื่นโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับเหตุวางระเบิดเช่นกัน
    - ส่วนการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะมีการแต่งตั้งประธาน ส.ส.ร.ใน 8 มกราคม 2550 อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลในเรื่องระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญที่มีจำกัด ประกอบกับสมาชิกฯ เป็นบุคคลที่มาจากสาขาอาชีพที่หลากหลาย อาจทำให้การระดมความคิดเห็นต้องใช้เวลามาก ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตามกำหนด 180 วันตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
    - สำหรับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และ คมช.มีความเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพิราบขาว 2006 ออกแถลงการณ์เตรียมชุมนุมขับไล่ คมช.และรัฐบาล ใน 8 มกราคม 2550 ที่บริเวณท้องสนามหลวงและหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกลุ่มอื่นๆ ยังคงจัดเวทีปราศรัยโจมตี คมช.และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยการก่อรัฐประหารยังเป็นประเด็นหลักที่กลุ่มต่อต้านฯ ใช้โจมตี รวมทั้งยังมีการนำประเด็นส่วนตัวมาใช้โจมตีรัฐบาล และ คมช.ด้วย อาทิ สมาพันธ์ประชาธิปไตย เรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีการครอบครองบ้านพักที่เขายายเที่ยง จังหวัดนครราชสีมา เพราะเข้าข่ายกระทำความผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนกลุ่มพิราบขาว 2006 โจมตีการจดทะเบียนสมรสซ้อนของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจับกุมผู้กระทำผิดที่ก่อเหตุวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเร็ว

    สื่อมวลชนสนใจประเด็นระเบิด และวิจารณ์การทำงานของตำรวจ
    - การแสดงความคิดเห็นบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ส่วนใหญ่ตั้งประเด็นวิจารณ์โจมตี คมช.และรัฐบาลว่าอยู่เบื้องหลังการลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกลบเกลื่อนและเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ทั้งกรณีนายกรัฐมนตรีครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กรณี ประธาน คมช. จดทะเบียนสมรสซ้อน และการใช้จ่ายงบลับโดยปราศจากเหตุผลหรือหลักฐานการเบิกจ่าย นอกจากนี้ กลุ่มดังกล่าวอ้างว่ารัฐบาลและ คมช.ได้เตรียมการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ทำลายกระแสสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
    - นอกจากนี้ กลุ่มที่แสดงความเห็นทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตยังพยายามนำเอาสถานการณ์ทางการเมืองมาเชื่อมโยงกับสถาบันเบื้องสูงฯ โดยมีการระบุเป็นนัยว่ากลุ่มทุนที่มีความใกล้ชิดสถาบันเบื้องสูงเป็นผู้สั่งการให้ทหารลอบวางระเบิด เพื่อปิดกั้นการกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในอนาคต ซึ่งเป็นหลักประกันผลประโยชน์ที่กลุ่มนายทุนดังกล่าวได้รับภายใต้การปกป้องจากทหาร อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่ดิน โดยยึดที่ดินในครอบครองของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มากระจายให้กับประชาชนที่ยังขาดแคลนที่ดิน
    - ด้านหนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่เชื่อว่าการลอบวางระเบิด มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายความเชื่อมั่นทางการเมือง และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจับกุมผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้โดยเร็วเพื่อสร้างความกระจ่างให้สาธารณชน รวมทั้งเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา อาทิ การออกนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ รวมทั้งขอให้มีความเด็ดขาดในการใช้อำนาจ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การทำงานของตำรวจว่าขาดประสิทธิภาพ โดยสื่อบางฉบับเสนอให้เปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญ เห็นควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นต้นแบบ

    ผลกระทบจากเหตุระเบิดใน กทม.ต่อเศรษฐกิจไทย
    - เหตุลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชะลอการลงทุน โดยเมื่อ 3 มกราคม 2550 ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลดลง 20.59 จุด หรือร้อยละ 3.03 และอาจจะลดลงต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ส่วนด้านการท่องเที่ยว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าคงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในระยะสั้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าเงินบาทก็ยังคงเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับช่วงปี 2549 สำหรับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการผลิต แต่ความมั่นใจของประชาชนที่ลดลงอาจทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยน้อย โดยคาดว่าห้างสรรพสินค้าจะมียอดขายลดลงประมาณร้อยละ 70-80
    - อย่างไรก็ตาม เหตุลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ ยังไม่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทย โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุว่าเหตุระเบิดดังกล่าวยังไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย และแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยยังคงมีเสถียรภาพ ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ แสตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ระบุว่า เหตุลอบวางระเบิดส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือของไทย แต่การเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด หากรัฐบาลสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยเร็วจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มใช้มาตรการ NTBs มากขึ้นในปี 2550
    - การส่งออกของไทยในปี 2550 มีแนวโน้มเผชิญกับปัจจัยลบมากขึ้นหลายด้าน โดยเฉพาะการที่ประเทศคู่ค้าอาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) มากขึ้นในทุกตลาด เนื่องจากภาษีนำเข้าสินค้าภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จะลดลง ทำให้หลายประเทศต้องนำมาตรการ NTBs มาใช้เพิ่มขึ้น โดยอ้างเพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ผลิตภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการด้านสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และเคมีภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่ถือเป็นตลาดใหญ่และมีกฎระเบียบการค้าออกมาในแต่ละปีหลายรายการ โดยกลางปี 2550 EU จะเริ่มใช้ระเบียบควบคุมสารเคมีฉบับใหม่ (REACH) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าไทยหลายกลุ่ม เช่น ยานยนต์ สิ่งทอ อาหาร เป็นต้น
    - นอกจากนี้ สินค้าของไทยหลายรายการมีแนวโน้มถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มากขึ้น เช่น ข้าวโพดหวานกระป๋อง และพลาสติก เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บริษัทต่างชาติรายใหญ่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าแทน เพราะไม่สามารถแบกรับภาระการผลิตในไทยที่มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นได้

    รัฐบาลยังคงเตรียมแผนรับภัยธรรมชาติต่อไป
    - กรมทรัพยากรน้ำ คาดการณ์ว่าในปี 2550 ความแปรปรวนของภูมิอากาศที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนิโญจะส่งผลให้มีฝนทิ้งช่วงนานกว่าปกติและเกิดสถานการณ์ความแห้งแล้งรุนแรง โดยพื้นที่เสี่ยงมีจำนวน 25 จังหวัด อาทิ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน สุโขทัย เลย ขอนแก่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ มหาสารคาม สงขลา นครศรีธรรมราช ฯลฯ ส่วนแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ความแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดีด้วยระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเร่งรัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการประปาหมู่บ้านทั่วไทยเฟสแรกให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนมีนาคม 2550
    - ขณะเดียวกัน บางพื้นที่ของไทยมีโอกาสเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินไหวมากขึ้น โดยผลวิจัยของนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบรอยเลื่อนซึ่งอาจมีการเคลื่อนตัวและเกิดแผ่นดินไหวได้จำนวน 14 จุด โดยเฉพาะรอยเลื่อนแม่จัน พาดผ่านเขตจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ที่มีการเคลื่อนตัวมาแล้ว 7 ครั้ง และรอยเลื่อนด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนรอยเลื่อนที่น่าจะมีผลกระทบต่อกรุงเทพฯ มากที่สุด คือ รอยเลื่อนสะแกง ที่พาดผ่านลงมาตามแนวตะวันตกเฉียงเหนือลงสู่ทะเลอันดามัน ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 400 กิโลเมตร
    - ทั้งนี้ จากการคาดการณ์เบื้องต้นมีแนวโน้มว่าในปี 2550 ไทยอาจต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น นอกจากภาครัฐจะต้องเตรียมแผนรับมือกับภัยดังกล่าวแล้ว ยังต้องเผยแพร่องค์ความรู้ให้ประชาชนได้เข้าใจสถานการณ์และช่วยเหลือชุมชนในเบื้องต้นได้

    ชาวพม่ามุสลิมโรฮิงยาลักลอบเข้าไทยเป็นระยะ
    - ชาวพม่ามุสลิมโรฮิงยาลักลอบเดินทางเข้าไทยเป็นระยะ เนื่องจากฝั่งทะเลด้านอันดามันเป็นช่วงคลื่นลมสงบ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำจังหวัดระนอง สามารถจับกุมชาวพม่ามุสลิมโรฮิงยา 53 คน เมื่อ 1 มกราคม 2550 บริเวณเกาะพยาม หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมือง ทั้งนี้ สถิติการจับกุมในพื้นที่จังหวัดระนอง ช่วงพฤศจิกายน 2549 - 1 มกราคม 2550 มีชาวพม่ามุสลิมโรฮิงยาถูกจับกุมรวม 5 ครั้ง จำนวน 285 คน
    - การจับกุมชาวพม่ามุสลิมโรฮิงยาได้บ่อยครั้งขึ้น เป็นเพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองที่ถูกผลักดันออกนอกประเทศแล้วพยายามลักลอบกลับเข้ามาอีกครั้ง มีนายหน้าชาวพม่าในพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต เป็นผู้ประสานงาน ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์ที่จะไปขายแรงงานในมาเลเซีย

    ทางการมาเลเซียแจ้งเตือนประชาชนงดเดินทางเข้าไทย
    - หลังจากเกิดเหตุระเบิด 8 จุด ในกรุงเทพฯ เมื่อ 31 ธันวาคม 2549 สื่อมวลชนในมาเลเซียทุกแขนงต่างนำเสนอข่าวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการมาเลเซียได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนและข้าราชการเมื่อ 3 มกราคม 2550 ให้งดเดินทางเข้าไทยจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยอ้างเหตุความไม่ปลอดภัย สำหรับชาวมาเลเซียที่มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาไทย ทั้งบริเวณ จชต.และกรุงเทพฯ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลจากสถานกงสุลหรือสถานทูตของมาเลเซียประจำไทยก่อน
    - ถึงแม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จชต.ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนมาเลเซียมาอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับกรณีเกิดเหตุระเบิดที่กรุงเทพฯ คาดว่าน่าจะสร้างความตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น โดยคาดว่าหลังเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติชาวมาเลเซียที่นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ คงจะกลับมาท่องเที่ยวตามปกติ